วันนี้ผมนั่งชมโทรทัศน์ TGN ในช่วงทานอาหารกลางวัน เห็นการนำเสนอเรื่องโรงเรียนในถิ่นห่างไกลที่มีนักเรียนจำนวนกว่าพันคน โรงเรียนรับภาระดูแลนักเรียนด้อยโอกาสเหล่านี้ โดยบอกว่างบประมาณที่ได้จากทางราชการนั้นไม่เพียงพอ จึงขอรับบริจาคเพื่อให้สามารถดูแลเด็กๆ ได้
ผมดูรายการนี้แล้วก็นึกห่วงใยโรงเรียนเหล่านี้ ที่ทำหน้าที่ด้วยดีในการสร้างเยาวชนของชาติ ด้วยงบประมาณที่ได้รับ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอที่จะทำอะไรให้ดีเลิศ
ใจหนึ่งก็เห็นด้วยที่นำมาเสนอเพื่อขอรับบริจาค เพราะคนไทยมีน้ำใจเสมอไม่เคยทอดทิ้งกัน ผมเองก็มีโรงเรียนที่บรรพบุรุษอุปการะมาซึ่งก็ยังสนับสนุนให้ทุนการศึกษานักเรียนมาต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ณ ความคิดเวลานี้ ผมคิดว่าโรงเรียนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในถิ่นห่างไกลความเจริญ น่าจะหาวิธีเลี้ยงตัวเองให้ได้ด้วย ....หากได้รับอนุญาต
นั่นคือผู้บริหารโรงเรียนสามารถที่จะใช้ที่ดินของโรงเรียนที่มีอยู่เพื่อหารายได้สำหรับโรงเรียนได้ด้วยหรือแม้แต่จัดให้นักเรียนได้ทำกิจกรรม ฝึกอาชีพและหารายได้จากเด็กๆ ที่เรียน
ผมเข้าใจว่าหลายโรงเรียนได้ทำอยู่แล้ว ในหลากหลายรูปแบบเช่นสหกรณ์โรงเรียน กลุ่มอาชีพต่างๆ
แต่หากเป็นนโยบายที่ชัดเจนไปเลยว่าโรงเรียนทุกแห่งควรหาทางดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการปลูกสวนป่า วนเกษตรหรือฝึกอาชีพเพื่อหารายได้เสริมเข้าโรงเรียนก็น่าจะเป็นเรื่องดี เป็นการช่วยรัฐด้วย
ผมคิดจากคนที่ไม่ได้อยู่ในสายงานนี้ ซึ่งอาจจะเชยหรือว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ก็ขออภัยจริงๆ
เป็นความรู้สึกที่เกิดจากการดูรายการโทรทัศน์โรงเรียนที่มีเด็กด้อยโอกาสแห่งนี้ และก็อยากจะแบ่งปันความรู้สึกกันเท่านั้น
ในยุโรป จะมีเทศกาลต่างๆ ตลอดทั้งปี ที่ให้เด็กๆและครู ผู้บริหารโรงเรียนเองในแต่ละท้องถิ่น หารายได้โดยการออกร้านขายของให้แก่คนทั่วไป นับดูจำนวนคนที่ไปเที่ยวงาน และของที่ขาย น่าจะได้กำไรสำหรับใช้ไปทั้งปีเลย
การไปตั้งโรงเรียนในท้องถิ่นห่างไกลและให้พึ่งเฉพาะแต่งบประมาณจากส่วนกลางน่าจะไม่ถูกต้อง
ต้องเปิดโอกาสให้โรงเรียนเหล่านี้หาวิธีที่เหมาะสมที่จะหารายได้และอยู่ได้ด้วยตัวเองด้วย
มาบันทึกเก็บไว้
ใช้พื้นที่ในโรงเรียนให้เกิดประโยชน์เป็นรายได้
ปลูกทุกอย่างที่กินได้ กินทุกอย่างที่ปลูก
ทำโรงเรียนไม่ใช่เป็นเพียงโรงเรียน แต่เป็นบ้านด้วย
ใช้ทรัพยากรทุกอย่างในโรงเรียนอย่างคุ้มค่า
สอนให้เด็กมีความรู้ ไม่พอ ต้องสอนให้รู้จักคิด
ครู ไม่ใช่สอนเด็กเพื่อให้รู้จักตอบคำตอบที่ถูกต้อง แต่สอนให้เด็กรู้จักถามคำถามที่ถูกต้อง
ถ้าโรงเรียนเป็นบ้านด้วย เด็กก็จะมีส่วนร่วมในอนาคตของโรงเรียน แม้นอกเวลาเรียน
โรงเรียน ไม่ได้เป็นสถานที่ให้ความรู้เด็กตามหลักสูตรเท่านั้น แต่ให้ความรู้เพื่อชีวิตและให้ชีวิตที่ดีแก่เด็กด้วย
3 กค.51
สวัสดีค่ะพี่โยคี
ชอบบทความของพี่มากค่ะ รวมทั้งข้อเสนอแนะ
การที่เราทำหน้าที่ให้ยิ่งกว่าแค่การเป็นหน้าที่ จะทำให้เรามีคุณค่าในชีวิตมากขึ้นด้วย
ไม่คาดหวัง ผลประโยชน์ส่วนตัว เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
ใจเราจะเบิกบาน มีพลัง และอยู่เหนือความคับข้องทั้งปวงด้วยค่ะ
ทำเพราะอยากทำ ไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข
โยคีน้อย
จากรายการโทรทัศน์นั้น ทำให้นึกต่อไปด้วยความเป็นห่วงและก็สรุปว่าถ้าคนใช้ความสามารถในการคิดจริงๆ แล้ว ย่อมมีทางออกที่ดีเสมอ
ในอินเดีย ในรัฐที่ยากจนหลายรัฐ ไม่มีแม้กระทั่งทั้งไฟฟ้า แต่ผู้คนใช้ความคิด ปัญญา หาทางออกช่วยตัวเองเพื่อให้ชมชุนมีสิ่งต่างๆ ที่จำเป็น จนสามารถสร้างคนที่มีศักยภาพได้เสมอ
ผู้นำจึงมีความสำคัญ
โดยเฉพาะผู้นำที่มีความรู้คุ่คุณธรรม จะนำพาชุมชนให้อยู่ได้
ตอนนี้นักเรียนก็หันมาแทงบอลหารายได้ครับพี่ อิอิ
คุณ suksom
ไม่น่าเชื่อว่าคนอินเดียในรัฐที่เรามองว่ายากจนนั้น ศีลธรรมของคนไม่ได้เสื่อมลงเหมือนในบ้านเราเลย
แสงจากไฟฟ้าของเขาคือมีไว้สำหรับการทำมาหากินและเรียนหนังสือหาความรู้
เราคงต้องมองอินเดียใหม่แล้ว
คุณ naree suwan ครับ
เห็นด้วยครับและที่ว่าต้องให้กำลังใจบรรดาโรงเรียนและครูผู้เสียสละเหล่านี้
ผมจึงได้บอกว่าดังนั้นไม่ต้องรอพึ่งงบประมาณจากส่วนกลางอย่างเดียว หาทางออกที่เหมาะสมที่จะทำให้โรงเรียนสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองมากที่สุด
ผมไปอ่านเจอครูของอินเดียในรัฐที่ยากจน ยิ่งอยู่ในสภาพที่ไม่มีอะไรมากกว่าในประเทศของเราเสียอีก
แต่ครูอินเดียมุ่งให้ความรู้นักเรียนมากๆ ห้องเรียนของเขาส่วนใหญ่ไม่มีโต๊ะเก้าอี้เลย แต่นั่งกับพื้น รวมทั้งหลายแห่งต้องเรียนใต้ต้นไม้
แต่ครูอินเดียในชนบทเหล่านี้เองที่สอนนักเรียนเป็นหมื่นๆ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียนจากนักเรียนเลย และในแต่ละปีมีนักเรียนสอบวัดความสามารถระดับประเทศได้เป็นจำนวนมาก
ผมเพียงคิดว่า(ตามประสาผู้ที่ไม่ได้อยุ่ในวงการศึกษา) ว่าโรงเรียนในชนบทไทยส่วนใหญ่มีที่ดิน ก็อาจจะพลิกผืนดินนั้นปลูกทุกอย่างที่กินได้ กินทุกอย่างที่ปลูกได้ ที่เหลือก็นำไปขาย
ฝึกเด็กให้มีอาชีพเสริมตั้งแต่ในวัยเรียนเลย ซึ่งสิ่งที่จะนำมาใช้ใหม่นั้นมีมากมาย
เหล่านี้ล้วนน่าจะทำให้แก้ปัญหาของโรงเรียนในชนบทได้บ้างตามสมควร
เช่นโครงการอาหารกลางวัน หากโรงเรียนสามารถปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ให้นักเรียนทานได้ น่าจะช่วยได้บ้างนะครับ
ไม่แน่ วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อผมเกษียณ ผมคงจะลองไปช่วยงานโรงเรียนในชนบทแบบนี้เพื่อดูว่าสิ่งที่ผมคิดนั้น จะเป็นไปได้เพียงใด
ขอบคุณครับที่แวะมาสนทนา
คุณ Lin Hui ครับ
ผมเองก็เชื่อว่าครูไทย แม้จะอยู่ที่ทุรกันดาร ไม่ได้ขาดแคลนปัญญาแน่นอนและเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าชุมชนมีส่วนอย่างมาก
ยิ่งอยุ่ที่อินเดียและได้พบข้อมุลที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ก็ไม่ธรรมดามากขึ้ยเรื่อยๆ
เพราะคนในชนบทของเขาที่ยากจนนั้น มักจะมีคนที่นำภูมิปัญญามาใช้ได้อย่างน่าทึ่ง
ไม่มีไฟฟ้าก็มีคนธรรมดาทำแสงไฟจากเซลส์แสงอาทิตย์ในระดับชาวบ้าน
ไม่มีตู้เย็นก็คิดค้นทำตู้เย็นโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
ทำตู้ทำอากาศเย็นโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
ไม่มีไฟฟ้าก็ทำกังหันลมใช้เอง
น่าแปลกมากว่าชนบทอินเดียไม่อดอยาก เพราะอยู่กับธรรมชาติ ใช้เงินเพียงน้อยนิดก็อยู่ได้
น่าสนใจมากจริงๆ ครับอินเดีย
ขอบคุณครับที่แวะมาสนทนากัน
เจริญสุขครับ
คุณ ครูแอน ครับ
ขอชื่นชมกับคุณครูครับ
ที่ได้ต่อสู้ในการเป็นครูโรงเรียนที่ห่างไกล
แสดงว่าครูส่วนใหญ่รู้ปัญหาดีและได้ต่อสู้กันจนเต็มที่แล้วเพื่อให้โรงเรียนอยู่ได้ ขอชื่นชมกับทุกโรงเรียนครับ
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ความรู้กับเงินมักจะเป็นเงื่อนไขผูกติดกัน ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ได้เกี่ยวกันเลย
การหาความรู้ ไม่เกี่ยวกับการมีหรือไม่มีเงิน
รู้จากการปฏิบัติในสิ่งที่ทำให้ช่ำชอง เชี่ยวชาญบางครั้งก็ไม่ได้เกี่ยวกับเงิน
การหาความรู้ด้วยตัวเองจึงน่าจะได้รับการส่งเสริม จากห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดในวัด
การสอนวิชาต่างๆ ฟรีในวัด ในโรงเรียนในวันหยุด หรือในสถานที่ราชการต่างๆ ในวันหยุด
เมื่อวานผมอ่านข่าวอินเดียกำลังแก้ไขคนไม่รู้หนังสือในชนบทห่างไกลโดยการรับอาสาสมัครตามเมืองต่างๆ ไปช่วยสอนเด็กเล็กสัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ชม.ในย่านที่ตนอาศัยอยู่
เอาทุกคนเป็นครูอาสาและในย่านที่ตนเองอยู่ รายได้คงไม่มากแต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรอิสระซึ่งมีอยุ่มากมายในระดับประเทศและระหว่างประเทศ
ประเด็นที่ผมคิดก็คือในความเป็นจริงทุกคนสามารถเป็นครูสอนคนอื่นได้ในบางเรื่อง ก็ทำไมไม่ให้โอกาส
เช่น ลองคิดดูนะครับ บางคนในหมุ่บ้านอาจสอนภาษาอังกฤษได้ หรือคณิตศาสตร์ได้ ทำไมไม่เปิดโอกาสให้สอนให้เด็กๆในวันหยุด
ในส่วนของรัฐ ที่จะช่วยส่งเสริมระบบเรียนรู้ด้วยตัวเองก็คือการเปิดโอกาสให้มีการสอบเทียบความรู้ ก็ใช้โรงเรียนในชุมชนนั่นแหละครับ แต่เด็กที่มาสอบก็มาจากข้างนอกห้องเรียนได้
ผมคงพูดอะไรจากคนที่ไม่ได้อยุ่ในวงการ เลยอาจจะทำให้พูดง่ายๆไป ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะยุ่งยาก ก็ถือว่าคิดกันเล่นๆ นะครับ ทั้งนี้ใจจริงก็อยากเห็นการส่งเสริมให้คนมีความรู้โดยไม่ต้องเกี่ยวกับฐานะการเงินและไม่ว่าคนอยู่ที่ไหน ทำงานอะไร ก็สามารถเรียนรู้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ตลอดชีวิต
แต่จะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้น ก็คงต้องช่วยกันคิดครับ
วัดอาจเป็นอีกทางหนึ่งที่จะให้ความรู้และโอกาสในการใช้ประโยชน์จากผืนดิน วัดสามารถเป็นโรงเรียนที่สองของทุกคนได้ครับ
ขอบคุณครับ