ขอบคุณวิทยากรทุกท่านและม.มหิดล ที่สร้างแรงจูงใจในการประชุม KM เติมเต็ม R2R; เสริมพลังภารกิจประจำสู่ 1 ใน 100 ม.โลก

ประเด็นที่ผมได้เรียนรู้และอยากบันทึกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้แก่

  • คนไม่ควรหมกหมุ่นกับ "ปัญหา" แต่ต้องค้นหา "เทคนิคพูดคุยให้ทุกคนรู้สึกถึงความสำเร็จเล็กๆ จากการแสดงออกของความรู้แห่งตัวตน" ทั้งนี้ต้องไม่มีสูตรตายตัว
  • เราต้องเคารพในความเป็นมนุษย์ สร้างกำลังใจในทุกระดับของสายงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นกันเอง มองภาพรวมจากเกร็ดความรู้ของแต่ละคนสู่งานขององค์กร
  • เมื่อคนปฏิบัติงานแบบ routine ไม่สามารถคิดตามผู้บริหารได้ ต้องค้นหาเครื่องมือที่สำคัญคือ ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงจากตัวผู้ปฏิบัติงานเอง โดยมีผู้บริหารคอยให้กำลังใจเน้น "ความไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง" (vision of leadership in continuous quality improvement or CQI)
  • คุณอำนวยมีหน้าที่ฝึกฝนให้ผู้ปฏิบัติการรู้สึกมั่นใจต่อการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย พยายามมอง R2R - การทำงานที่ดี = การวิจัย - ในกระบวนการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและมีการจัดการคุณค่าของการมีส่วนร่วม ซึ่งเปลี่ยนแปลงองค์ความรู้ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (lifelong learning) ได้แก่

            Plan = Literature review

            Do = Conduct research

            Check = Analysis & Publish result

            Act = Implementation for the proved best practice

  • HRD สร้างคน ให้รู้จัก Success Story Sharing (SSS) & Appreciative Inquiry (AI) ในการขับเคลื่อน Socialization-Externalization-Combination-Internalization (SECI) of The Knowledge Conversion Process (Nonaka, I. & Takeuchi, H., 1995) ต่อการพัฒนางานอย่างมีความสุข
  • การจัด workshop ให้สายสนับสนุนเห็นคุณค่าของการทำวิจัยที่ช่วยพัฒนางานประจำ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างทักษะการจัดการเวลา การพัฒนาแรงจูงใจ การมีปัจจัยเกื้อหนุนในการวิจัย และการได้รับข้อมูลการวิจัยที่ดี
  • ตัวอย่างของภาพของการทำ R2R ในผู้ปฏิบัติการตัวจริง (ผู้มีประสบการณ์สูง มีหัวใจในการทำงาน มักลุยไปข้างหน้าโดยใช้ความรู้สึก/ความเคยชิน ทำกิจกรรมซ้ำๆไม่เป็นลำดับ มันใจว่ารู้มากกว่านักวิชาการ พูดเก่งไม่ชอบเขียน) ได้แก่

        ปรับแนวคิดให้เห็นว่า งานวิจัยง่ายเพราะยืนอยู่บนเหตุผล (ถ้าจะบรรลุสิ่งที่หวังต้องทำอย่างไร ทำอะไร และทำไมถึงอยากทำ) และอ้างอิงบริบทตามธรรมชาติ (สอดคล้องกับความเป็นจริงและวัฒนธรรมของผู้ร่วมงาน) และลดอคติที่มีต่องานวิจัย โดยทำงานบนฐานข้อมูล (คิดหรือคาดเดาน้อยลง) มีการบันทึกข้อสังเกตและทบทวนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม มีการคิดกระบวนการการทำงานและพัฒนางานต่อยอดจากงานเดิมโดยอธิบายเป้าหมายและโจทย์วิจัยอย่างชัดเจน

  • เทคนิคสำหรับปรับผู้ที่มีอคติสูง ได้แก่  เรียนรู้ด้วยตนเอง อย่าบรรยาย ตั้งคำถามแทนการบอกเล่า ท้าทายให้คิด ทดลองทำจริง เล่ากรณีตัวอย่าง กระตุ้นและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง