บุคคลที่เคยชินอยู่กับความสะอาดย่อมแขยงต่อสิ่งสกปรกฉันใด
บุคคลที่ใช้ชีวิตติดอยู่และเคยชินอยู่กับความดีเป็นประจำนั้น ย่อมแขยงและรังเกียจต่อความชั่วฉันนั้น...
อันบุคคลที่มีศีลเป็นพื้นฐานของจิต มีศีลอยู่แนบชิดกับชีวิตก็ย่อมเป็นเช่นนั้นเอง
เขาย่อมรู้สึกแขยงต่อความชั่วแม้เพียงนิด แขยงต่อความชั่วครั้นเมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจได้ใกล้ชิด ได้สัมผัส
บุคคลผู้รักษาศีลเป็นประจำ จนกระทั่งจิตใจของเขามีศีลอยู่ในทุกขณะตื่นและไม่ลืมแม้ในขณะหลับ เมื่อสิ่งไม่ดีหรือความชั่วเข้ามากระทบ เขาก็จะรู้สึกได้ทันที จิตเขาจะแขยงต่อความรู้สึกนั้น หวาดกลัว ละอาย และเกรงต่อบาปที่จะเกิดขึ้นตามมา
เมื่อรับรู้ สัมผัส แยกแยะได้ซึ่งสิ่งดีและไม่ดีแล้ว “สติ” นี้เองจะสานต่อความรู้สึกนั้นให้เกิดเป็นการพูด คิด ทำที่ดีหรือไม่ดี…
ถ้ารู้สึกแล้วมีสติระลึกชอบ เขาจะปฏิเสธความเลวที่น่าขยะแขยงนั้น เขาจะหยุดยั้งการกระทำกรรมที่จะพาชีวิตเขาตกต่ำอย่างทันที
แต่... ถ้ารู้แล้ว เห็นแล้วเขาไม่มีสติ สติมาไม่ทัน เขาก็จะหลงไหล ตั้งใจทำไปตามสิ่งที่ได้รับและสัมผัสอันน่าขยะแขยงนั้น เปรียบดั่งหนอนที่รู้สึกชอบพอต่อกลิ่นเหม็น อีกทั้งมีความสุขอยู่ในกองขยะเช่นนั้นเอง
บุคคลที่ไม่มีศีลก็เป็นเช่นนั้นเอง จะไม่รู้สึกเลยว่า การที่อยู่กับสิ่งอันเน่าเหม็นเป็นประจำนั้นเป็นความน่ารังเกียจ
เขาทั้งหลายเหล่านั้นจะมีชีวิต ใช้ชีวิต ดำเนินชีวิตอยู่ในความสกปรกที่เกรอะกรังและขังชีวิตไว้ในบ่อเกรอะเหล่านั้น ดมอยู่ เสพอยู่ซึ่งกลิ่นและลิ้มรสสัมผัสจนรู้สึกว่ากลิ่นนั้นสัมผัสนั้นคือความหอม รสอร่อย เพราะไม่รู้สึกว่ายังมีกลิ่นหอมและรสที่ประเสริฐกว่า...

บุคคลที่สามารถใช้กำลังแห่งสติที่เข้มแข็งบ่มเพาะให้กลายเป็นสมาธิและปัญญา ปีนป่ายจนพ้นขอบผาและออกมายืนบนปากปล่องได้ เขานั้นย่อมได้รับอากาศที่สดชื่น
อากาศอันบริสุทธิ์นั้นย่อมหอมแท้และสุขนานอันนำความสุขแท้แก่ชีวิต
ศีลนั้นเองจะเป็นดั่งตัวเบิกร่อง นำทาง เปิดตาให้สดใส ปัดเป่าออกเสียได้ซึ่งฝุ่นละอองที่บดบังตา ล้างออกเสียได้ซึ่งกิเลสที่บดบังใจ
เมื่อล้างออกเสียได้ซึ่งกิเลสแล้ว เราจะรู้สึกได้ว่าความชั่วนั้นไม่ใช่สิ่งธรรมดา ความไม่ดีที่เขาทำกันเป็นประชาธิปไตยนั้นเป็นเพียงแค่ความถูกใจแต่ไม่ “ถูกต้อง”
เมื่อเขาเห็นแล้ว รู้สึกได้แล้ว เขาก็จะเริ่มรู้สึกแขยงต่อชีวิตที่ต้องจมอยู่ในหุบเหวแห่งนี้ จากนั้นเขาก็จะรวบรวมพละ กำลัง สรรพวิชา อีกทั้งความรู้ที่จะปีนป่ายออกจากหุบเหวอันเน่าเหม็นแห่งนี้ได้
จุดสำคัญคือเราต้องรู้ก่อนว่าสิ่งใดคือความเหม็น สิ่งใดคือความหอม สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว “รู้ดี รู้ชั่ว”
คนอยู่ที่กับความเหม็นนาน ๆ แล้วไม่เคยรู้จักความหอมใดเลย ย่อมรู้สำคัญตนว่าตนอยู่ในที่ที่หอมแล้ว สมมติว่าความเหม็นนั้นคือความหอมแล้ว
ความหอมที่แท้นั้นบริสุทธิ์กว่ามาก ศีลนี้เองจะแยกแยะได้ว่าสิ่งใดที่หอมแท้และเหม็นจริง
ศีลนั้นเองจึงเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งสมาธิและปัญญา สิ่งทั้งสามนั้นต้องพึ่งพา “สติ” ให้อยู่รอบครอบตัว
บุคคลที่เรียกตนว่าเป็นบัณฑิตย่อมแขยงต่อความเลวฉันใด
มนุษย์ผู้สำคัญตนว่าประเสริฐไซร้ย่อมแขยงต่อการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น...
นมัสการท่านสุญญตา
ขออนุญาตนำคำสอนไปแนบนำไว้ในบันทึกนี้ด้วยนะเจ้าคะ
..............
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
กะปุ๋ม
ตามมาอ่านคะ
เลยจะขอตามไปเยี่ยม คุณ Ka-Poom ด้วย
ขอเรียนถามว่ารูปที่ไหนคะสวยงาม ภาพธรรมชาติดูสงบสวยจังคะ
รูปกลางเป็นรูปริมลำธารที่เขาใหญ่
รูปล่างเป็นรูปสายน้ำแห่งทีลอซู
บุคคลที่อยู่ในตึกอันสูงใหญ่ มีลมพัดเย็นสบาย แต่จิตใจของเขานั้นเร่าร้อน เขาจะมีความสุขสู้บุคคลที่จิตใจสงบอยู่ใต้ต้นไม้ได้อย่างไร...
มารับสิ่งดีๆ
มาติดตามรับธรรมะในบันทึกครับ