เมื่อนึกถึงข้าพเจ้า คนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงที่อ่านหนังสือ บางคนอาจนึกถึงที่ค้นคว้าหาความรู้ บางคนนึกถึงห้องสีขาวที่เงียบสงบ บางคนอาจนึกถึงบรรยากาศสมัยเป็นนักเรียนนักศึกษา บางคนอาจนึกถึงห้องแอร์เย็นสบายที่เอาไว้นอนหลับขณะพักทานอาหารกลางวัน หรืออาจจะแม้กระทั่งนึกถึงบรรณารักษ์จอมโหดที่คอยสั่งให้เงียบตลอดเวลา ทุกคงคงเดากันได้แล้วว่าข้าพเจ้าเป็นใคร ข้าพเจ้าก็คือ ห้องสมุด
ถึงแม้ว่าจะมีคนมากมายเดินผ่านเข้าออกในตัวของข้าพเจ้า บางคนมาใช้ชีวิตระหว่างวันที่นี่เนื่องจากอากาศที่เย็นสบาย บางคนใช้ข้าพเจ้าเป็นที่นัดหมาย บางคนเข้ามาหยิบยืมหนังสือจากข้าพเจ้าแล้วก็จากไป แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะนั่งอ่านหนังสือในตัวของข้าพเจ้า ทั้งที่จริงแล้วข้าพเจ้าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์นี้เป็นหลักมิใช่หรือ วันหนึ่งข้าพเจ้าเห็นนักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาเพื่อยืมหนังสือ ข้าพเจ้าได้ยินพวกเขาคุยกันว่า “อีกไม่กี่วันเราก็จะสอบแล้ว ไปอ่านหนังสือที่ไหนกันดี” เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งตอบว่า “ไปอ่านที่ร้านกาแฟกันไหมละ” แล้วทุกคนในกลุ่มก็เห็นด้วย ข้าพเจ้าจึงคิดว่าทำไมเด็กพวกนี้ถึงคิดกันอย่างนี้นะ พยายามคิดว่าทำไมทั้งๆที่พวกเขามายืมหนังสือจากตัวข้าพเจ้าเองแท้ๆ แต่กลับไม่อ่านหนังสือในตัวข้าพเจ้า ทั้งๆที่ไม่ต้องไปเสียเงินเดินทางไปที่ร้านกาแฟและไม่ต้องเสียเงินซื้อกาแฟ แอร์ในตัวข้าพเจ้าก็มีเหมือนกัน อากาศในตัวข้าพเจ้าก็เย็นสบาย โต๊ะ เก้าอี้ก็มีเตรียมไว้พร้อมอยู่แล้ว ไฟสำหรับอ่านหนังสือข้าพเจ้าก็มีเตรียมไว้ให้เรียบร้อย แต่ทำไมนะทำไม ทำไมถึงยังต้องหาที่อ่านหนังสือที่อื่นกันอีก
ด้วยความสงสัยนี้เอง ทำให้ข้าพเจ้าได้ตัดสินถามเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งได้เข้ามาอ่านหนังสือในตัวของข้าพเจ้าเป็นประจำ ข้าพเจ้าเอ่ยกับเด็กน้อยว่า “สวัสดี หนูน้อย หนูชื่ออะไรจ๊ะ” เด็กหญิงตอบอย่างเรียบร้อยว่า “หนูชื่อกิ๊ฟค่ะ” ข้าพเจ้าถามต่อว่า “ทำไมหนูมาอ่านหนังสือที่นี่ล่ะจ๊ะ” กิ๊ฟตอบอย่างน่ารักว่า “เธอชอบข้าพเจ้า” เธอพูดต่อว่า ถึงแม้ข้าพเจ้าจะมีขนาดเล็ก แต่ก็ถูกทาด้วยสีขาว ทำให้ดูสะอาด สว่างและดูกว้างขึ้นกว่าที่เป็นอยู่จริง อีกทั้งยังเงียบสงบ มีอากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การอ่านหนังสือ พออ่านหนังสือเบื่อๆ ก็เงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างก็จะเห็นต้นไม้เขียวขจีเป็นที่พักสายตาได้ดีทีเดียว เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังแล้วยังอดที่จะยิ้มไม่ได้ แต่นั่นยังไม่ได้ตอบข้อสงสัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงถามต่อว่า แล้วทำไมเพื่อนๆคนอื่นถึงไม่มาอ่านหนังสือที่นี่ล่ะ กิ๊ฟทำท่าครุ่นคิดแล้วจึงเล่าว่า เพื่อนสนิทของเธอเข้ามาอ่านหนังสือที่นี่ทีไร ต้องเป็นหวัดหรือเจ็บคอในวันรุ่งขึ้นทุกที โดยเฉพาะถ้าอ่านตรงบริเวณที่ปูพรมหรือนั่งตรงที่ที่แอร์ลงพอดี เพื่อนหนูอีกคนชื่อริน เมื่อก่อนรินมาอ่านหนังสือที่นี่เป็นประจำแต่อยู่มาวันหนึ่งรินนั่งอ่านหนังสืออยู่ดีๆ ขาเก้าอี้ก็หัก หัวฟาดพื้น เย็บไป 3 เข็ม จากนั้นมาหนูก็ไม่เห็นเธอเข้ามานั่งอ่านหนังสือที่นี่อีกเลย เพื่อนบางกลุ่มเวลาอ่านหนังสือก็จะมีการพูดคุยกันบ้าง แต่ว่าอ่านในนี้พูดคุยกันนิดหน่อย ก็จะโดนเจ้าหน้าที่ว่ากล่าวตักเตือน เพื่อนกลุ่มนี้ก็เลยไม่ค่อยได้มาอ่าน ส่วนใหญ่จะยืมหนังสือไปอ่านข้างนอกมากกว่า เพื่อนบางกลุ่มที่คุยแต่ไม่โดนด่า ก็รู้สึกเกรงใจคนที่อ่านหนังสือเงียบๆ จึงไปอ่านที่อื่นเช่นกัน บางคนก็ว่าเจ้าหน้าที่ที่นี่ดุ บางคนว่าแค่เห็นหน้าเจ้าหน้าที่ก็เหมือนจะซวยไปทั้งวัน ก็หล่อนเล่นทำหน้าบึ้งทั้งวัน ใครมาถามว่าหนังสืออะไรอยู่ไหน ก็บอกให้ไปกดหาดูในคอมพิวเตอร์เอาเอง หนูก็รู้สึกนะคะว่าก็มีส่วนจริงอยู่นะคะ แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจไปซะ เพื่อนที่อ่านหนังสือกันดึกๆ ช่วงหลังก็ไม่ค่อยได้มาอ่าน บอกว่าที่นี่ตอนกลางคืนน่ากลัว เพื่อนที่กลัวผีบอกว่า “ที่นี่มีไฟรอบตึก แต่ไม่ยอมเปิด” เพื่อนอีกคนบอกว่า “คนน่ากลัวกว่าผีอีก” หนูก็กลัวเหมือนกันแต่ก็อาศัยวิธีกลับบ้านก่อนมืดเอาคะ ถ้าได้คนรักษาความปลอดภัยที่ไว้ใจได้สักคนคงดีไม่น้อยนะคะ พอได้ยินที่กิ๊ฟพูดข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกว่านี่คงถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะต้องปรับปรุงตัวเองซะที แล้วข้าพเจ้าก็กล่าวขอบคุณเธอ ก่อนที่เธอจะกลับบ้านไป
ข้าพเจ้าเริ่มที่จะมองตัวเองตามความเป็นจริงไม่คิดว่านี่คือตัวของข้าพเจ้า แล้วเริ่มมองหาสิ่งที่ควรปรับปรุงหรือสิ่งที่ตัวข้าพเจ้าจะสามารถทำให้มันดีขึ้นได้มากกว่านี้ ข้าพเจ้าเริ่มมองไปที่ตัวข้าพเจ้าเห็นห้องสีขาวสะอาดตา มันให้ความรู้สึกสดใสมากกว่าหดหู่เป็นอย่างที่หนูกิ๊ฟพูดไว้จริงๆ แล้วข้าพเจ้าก็เริ่มมองไปที่พื้นเห็นมีเศษกระดาษอยู่สองสามชิ้นถูกขยำทิ้งไว้ ข้าพเจ้าเริ่มคิด ทำไมไม่เอาไปทิ้งถังขยะกันนะ นึกออกแล้วก็ข้าพเจ้าไม่มีถังขยะนี่นา เอาล่ะอย่างแรกที่ต้องทำคือหาถังขยะมาเตรียมไว้ดีกว่า เอาล่ะได้ถังขยะและเก็บขยะเรียบร้อยแล้ว เรื่องความสะอาดคงต้องหาคนมาดูแลแล้วล่ะ เรื่องอากาศที่เย็นสบายนี่ไม่ใช่ปัญหา แต่เรื่องคุณภาพอากาศต่างหากล่ะที่เป็นปัญหา เอาอย่างงี้ละกันต้องเริ่มจากล้างแอร์ ดูดฝุ่นบริเวณพรม แล้วติดตั้งเครื่องกรองอากาศเลยดีกว่า เพราะตอนนี้อากาศในห้องสมุดก็มีการถ่ายเทดีอยู่แล้ว แต่ที่เป็นหวัดเจ็บคอกัน น่าจะมาจากเชื้อโรคมากกว่า ล้างแอร์กับดูดฝุ่นคงไม่น่าจะพอ อีกทั้งเดี๋ยวนี้เมืองเชียงใหม่ยังมีปัญหามลพิษอีก ติดเครื่องกรองน่าจะได้ประโยชน์หลายต่อ ลองมองออกไปข้างนอกบ้างดีกว่า สีเขียวนี่ช่วยให้พักสายตาได้ดีจริงๆ ข้าพเจ้าคิดว่าหาสีเขียวมาไว้ในตัวข้าพเจ้าเองเลยดีกว่า เอาไว้ตรงที่ที่ไม่มีหน้าต่าง จะได้ช่วยพักสายตาสำหรับคนที่ไม่ได้นั่งติดหน้าต่าง แต่ว่าสีเขียวนี่จะทำยังไงดีล่ะ เอารูปวิวทิวทัศน์มาติดไว้ หรือทำสวนหย่อมดีนะ ข้าพเจ้าเป็นแค่ห้องสมุดเล็กๆ สวนหย่อมคงกินพื้นที่เยอะ เอาเป็นรูปวิวดีกว่า แล้วเรื่องโต๊ะ เก้าอี้ มาตรวจดูว่าตัวไหนชำรุดจะได้ทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนตัวใหม่มาใช้ดีกว่า แล้วจำนวนล่ะเพียงพอกับคนที่มาใช้รึยัง เห็นว่าช่วงสอบนี่ไม่มีที่พอให้อ่านหนังสือกันนี่ คงต้องเพิ่มให้เพียงพอแล้ว ข้าพเจ้าเริ่มตรวจดูแสงไฟในแต่ละจุดที่อ่านหนังสือว่ามีเพียงพอรึยัง เรื่องห้องน้ำถ้าหากไม่มีไว้ในห้องสมุดก็น่าจะอยู่ใกล้ๆ มีแสงสว่างตลอดทางที่ไป มีผู้รักษาความปลอดภัยอย่างที่หนูกิ๊ฟว่าก็คงดี โดยเฉพาะช่วงกลางคืน เรื่องน้ำกับอาหารซึ่งเป็นสิ่งที่ห้ามนำเข้ามาในตัวข้าพเจ้าอยู่แล้ว เพราะอาจทำให้ข้าพเจ้าสกปรก มีมดขึ้นหรือทำให้หนังสือเสียหายได้ แต่ว่าคนที่มาก็ต้องทานน้ำทานอาหาร เมื่อไม่ให้นำเข้ามาก็ควรมีไว้ให้ใกล้ๆ จะได้ไม่มีใครแอบนำเข้ามา
เรื่องความสบายกายของผู้มาใช้ห้องสมุดน่าจะเรียบร้อย ต่อมาคงต้องคิดถึงเรื่องความสบายใจบ้าง คงต้องคุยกับเจ้าหน้าที่เรื่องการยิ้มแย้มแจ่มใสหน่อยแล้วล่ะ ส่วนเรื่องการที่มีคนมาถามว่าหนังสืออยู่ไหนนั้น ปัญหาอาจจะเกิดจากการเรียงหนังสือก็ได้ หากมีการจัดเรียงหนังสือเป็นหมวดหมู่ และมีข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่พร้อม จำนวนคนที่มาถามเจ้าหน้าที่ก็คงลดลง เจ้าหน้าที่ก็น่าจะไปหาให้ผู้ใช้ห้องสมุด หากผู้ใช้ห้องสมุดไม่สามารถหาได้เจอ เรื่องที่มีการคุยกันบ้าง อาจจะต้องทำการแบ่งโซน ให้มีโซนที่เงียบ และโซนที่สามารถพูดคุยได้บ้าง แต่หากการพูดคุยนั้นไม่เป็นการรบกวนก็น่าจะให้คุยกันได้บ้าง โดยไม่ต้องมีการแบ่งโซน เรียบร้อยแล้วข้าพเจ้าสามารถทำให้ผู้ใช้ห้องสมุดมีความสบายทั้งกายและใจเมื่อเข้ามาในตัวข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าคิดว่าแค่นี้ยังไม่น่าจะเพียงพอ เพราะยังขาดเรื่องที่สำคัญไปอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องหนังสือในตัวข้าพเจ้านั่นเอง หนังสือที่มีควรจะมีหลากหลายหมวดหมู่ทั้งประเภทที่ให้ความรู้จนกระทั่งถึงหนังสือที่อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน อีกทั้งยังควรมีการหาหนังสือใหม่ๆ เข้าห้องสมุดอยู่เสมอ แต่หน้าที่รับผิดชอบจัดหาหนังสือใหม่ๆ เข้าห้องสมุดนั้นไม่น่าจะเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่น่าจะให้เวียนกันหาหนังสือเข้าเดือนละครั้ง โดยอาจแบ่งเป็นแต่ละฝ่ายให้รับผิดชอบในแต่ละเดือน โดยมีงบประมาณกลางให้ วิธีนี้จะได้หนังสือหลากหลายประเภท และไม่เป็นภาระของใครคนใดคนหนึ่ง
เท่าที่ข้าพเจ้าพอจะคิดได้ก็มีเพียงเท่านี้ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าหากได้ความคิดเห็นจากคนอื่นๆ คงช่วยให้การเปลี่ยนแปลงของข้าพเจ้าเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้นมากกว่านี้แน่ และที่สำคัญที่สุดหากอยากให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การพัฒนาต่อไป ผู้ใช้ห้องสมุดและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนคงจะต้องช่วยกันดูแลรักษาและมีจิตสำนึกในการใช้ห้องสมุด ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ากฎของห้องสมุดที่เข้มงวดซะอีก
ดีๆๆๆ
อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆ ทำให้อยากปรับปรุงงานตัวเอง