การแก้อาการพิษจากเมล็ดมันแกวเบื้องต้นให้ดื่มนมและไข่ขาวทำให้อาเจียน เพื่อกำจัดเศษพิษในกระเพาะอาหารเร็วที่สุด

       นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า พืชที่รับประทานมักเกิดพิษ ได้แก่ เห็ดพิษ มะกล่ำตาแดง เม็ดสบู่ดำ เป็นต้น ตั้งแต่ พ.ศ.2548-2551 กระทรวงสาธารณสุขได้รับรายงานว่ามีประชาชนได้รับพิษจากการกินเมล็ดมันแกวจำนวน 9 ราย พบที่จังหวัดเชียงราย 1 ราย ศรีสะเกษ 7 ราย และล่าสุดที่จังหวัดเลย 1 ราย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ทั้งหมดนี้แพทย์ช่วยชีวิตไว้ได้ 6 ราย เสียชีวิต 3 ราย โดยเป็นเด็กอายุ 2 ขวบ 1 ราย อายุ 93 ปี 1 ราย และอายุ 59 ปี 1 ราย ส่วนของมันแกวที่รับประทานได้ไม่มีพิษ คือ หัว ใบอ่อน และฝักอ่อน โดยหัวมันแกวสามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งคาวและหวาน เช่น แกงส้ม ทำไส้ซาลาเปา และทำทับทิมกรอบ ส่วนฝักอ่อนนำมาต้มจิ้มน้ำพริกได้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมนำฝักและเมล็ดอ่อนมารับประทานกับส้มตำ แต่เมื่อใบแก่ ฝักแก่แล้ว จะเป็นพิษ กินไม่ได้ เมล็ดมันแกว มีสารพิษ ได้แก่ โรเทโนน (Rotenone) เพซิไรชิน (Pachyrrhizin) มีฤทธิ์ฆ่าแมลงหลายชนิด และยังพบสารซาโปนิน (Soponin) สามารถละลายน้ำได้ เป็นพิษต่อปลา ทำให้ปลาตาย ส่วนในใบแก่ของมันแกว มีสารพิษที่มีชื่อว่าเพชี่ไรซิด (Pachyrrhizid)

นพ.ปราชญ์จากการศึกษาพิษของสารโรเทโนน พบว่าถ้ารับประทานเข้าไป จะระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และจะทำลายตับ ไต กระเพาะอาหาร ทำให้ลำไส้อักเสบ รายที่เป็นรุนแรงอาจมีปัญหาระบบกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบไหลเวียนผิดปกติ ทำให้ชักได้ สารนี้หากสูดดมเข้าไปพิษจะรุนแรงกว่า คือจะกดการหายใจ เสียชีวิตได้ โดยทั่วไปชาวบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักจะนำเมล็ดแก่กับฝักแก่ของมันแกวมาบดเพื่อทำเป็นยากำจัดศัตรูพืช

นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในการช่วยเหลือผู้ที่เกิดอาการพิษจากเมล็ดมันแกวเบื้องต้นให้ดื่มนมและไข่ขาวทำให้อาเจียน เพื่อกำจัดเศษพิษในกระเพาะอาหารเร็วที่สุด ลดการดูดซึมสารพิษ และให้นำส่งโรงพยาบาลทันที

               ที่มา จากหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11069