ที่จริงเป็นการไปทำงาน คือประชุมแบบ retreat กลางปี ของคณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์    ซึ่งโดยสรุปก็คือธนาคารน่าจะมีข่าวดีแก่ผู้ถือหุ้น (ถ้าไม่มีอุบัติเหตุของบ้านเมือง)    ว่าในปี ๒๕๕๑ จะมีกำไรมากกว่าปีที่แล้ว แม้เศรษฐกิจจะผันผวนอย่างน่าตกใจ   นอกจากนั้นทีมผู้บริหารธนาคารได้เตรียมสร้างความเข้มแข็งในอนาคตอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ    ทั้งโดยการเสาะหาเลือดใหม่จากภายนอกเข้ามาเติม เพื่อนำเอาทักษะและวิธีคิดใหม่ๆ เข้ามา    และพัฒนาพนักงานที่มีอยู่เดิมให้เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานให้สนองความต้องการของลูกค้า    ผมฟังระบบ CRM – Customer Relationship Management แล้วตื่นใจมาก    เห็นพลังของ digital KM ในรูปแบบหนึ่ง


          แต่ก็มีส่วนที่กรรมการธนาคารตกใจเหมือนกันนะครับ   คือกิจการธนาคารอยู่ภายใต้กฎหมายหลัก ๔ ฉบับคือ พรบ. ธุรกิจสถาบันการเงินฯ  พรบ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  พรบ. บริษัทมหาชน จำกัดฯ  และ พรบ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก    ตัว พรบ. ธุรกิจสถาบันการเงินฯ มีการออกใหม่ในปี ๒๕๕๑ จะเริ่มใช้ ๓ ส.ค. ๕๑    ที่ผมตกใจคือ มีการออกประกาศบังคับใช้ ตาม พรบ. ฉบันเดิมถึง ๕๐๑ ประกาศ    และตาม พรบ. ใหม่ จะมีการยุบรวมเหลือ ๑๐๑ ประกาศ ซึ่งก็ยังมากอยู่ดี

   
          ที่จริงการเข้าไปทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียนฯ และในสถาบันการเงิน ก็คือการทำหน้าที่สาธารณะ    คือเข้าไปดูแลผลประโยชน์ของสาธารณะนั่นเอง    คือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น และผลประโยชน์ภาพรวมขององค์กร    และหลักการก็มีแค่ ๓ ข้อ คือ (๑) ความรับผิดรับชอบ (Accountability)   (๒) ทำหน้าที่อย่างเอาใจใส่ รอบคอบ (Duty of Care)   และ (๓) จงรักภักดีต่อองค์กรและเจ้าของ (Duty of Loyalty)   แต่เวลาปฏิบัติจริง เราตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่ซับซ้อนมาก   กรรมการจึงต้องใช้วิจารณญาณสูง    และมีความมั่นคงเชิงจริยธรรม (Integrity) สูงมาก 

  
          ผู้รู้ทางกฎหมายบอกว่า กรรมการของบริษัทต้องตัดสินใจภายใต้หลักการ ๓ ประการอย่างครบถ้วน   จึงจะไม่ถูกตัดสินว่าทำผิด หากมีผู้ฟ้องร้อง    คือ

๑. ตัดสินใจเมื่อเชื่อโดยสุจริตและสมเหตุสมผลว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท   และ
๒. ตัดสินใจเมื่อเชื่อโดยสุจริตว่ามีข้อมูลเพียงพอแล้ว   และ
๓. ตัดสินใจเมื่อไม่มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
นั่นหมายความว่า ภายใต้กฎหมายใหม่    กรรมการธนาคารเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องมากขึ้น  

 

          เรานั่งเครื่องบินการบินไทยไปตอนเช้าวันที่ ๒๗ มิ.ย. ๕๑   แล้วเขาจัดให้หมออมรากับผมนั่งรถไปกับคุณสมศักดิ์ ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์สาขาแม่น้ำของสมุย ชาว ไชยา  ที่มาทำงานอยู่ที่เกาะสมุย    คุณสมศักดิ์เป็นเพื่อนกับคุณโพธิพันธุ์ พานิช ญาติของผม ซึ่งทำงานอยู่ที่กรมศิลปากร    ที่พักคือ โฟ ซีซั่น รีสอร์ท อันหรูและแพงระยับ   อยู่ที่แหลมใหญ่ ชายหาดชื่อหาดท้องพลู   ตั้งอยู่ที่ตำบลอ่างทอง   ตั้งอยู่เหนือสุดของฝั่งตะวันตกของเกาะ  ลักษณะเป็นรีสอร์ทเป็นหลังๆ ปลูกซ่อนตามไหล่เขาที่เป็นสวนมะพร้าว มะม่วง และขนุน  ที่ต้นมะพร้าวอายุมากกว่า ๕๐ ปี   และเขามุงหลังคาด้วยกระเบื้องไม้ สีกลมกลืนไปกับธรรมชาติดีมาก    เขาเก็บต้นไม้ใหญ่และตัดแต่งกิ่งไว้อย่างดีมาก    และปลูกไม้ประดับเสริม ให้บรรยากาศธรรมชาติดีเยี่ยม


          ผมบอกตัวเองว่า สภาพหรูและตกแต่งแบบนี้ สู้บรรยากาศธรรมชาติที่เขาใหญ่ไม่ได้    ไม่ค่อยมีนก และเสียงแมลงก็น้อยกว่ามาก    อาจเป็นเพราะเขาพ่นยาฆ่ายุงทุกเย็น เพื่อบริการแขกต่างประเทศไม่ให้มีแมลงและยุงรบกวน   จึงทำให้บริเวณนี้ไม่ค่อยมีแมลง   ความเป็นธรรมชาติจึงลดลงไป   แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่ โฟซีซั่นไม่ดีนะครับ    ดีมากทีเดียว และก็มีเสียงนกให้ความชื่นใจไม่น้อย  เสียงแมลงก็มี (แต่ไม่เซ็งแซ่มากอย่างที่เขาใหญ่)    รวมทั้งที่พักให้บรรยากาศเป็นส่วนตัวสูงมาก   ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มทีเดียว   และในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและเงียบสงบเช่นนี้ เสียงนกร้องโต้ตอบกัน ก็ไพเราะมาก


          ย่อหน้าบนผมเขียนช่วงเช้าของวันที่ ๒๘ แต่ตกค่ำผมก็ต้องแก้ความรู้สึก    เพราะตอนกลางคืนมีเสียงแมลงไพเราะมาก โดยเฉพาะเสียงที่น่าจะเป็นจิ้งหรีดที่เสียงดังก้องมาก    และมีร้องอยู่ทั่วไปภายใน รีสอร์ท    ทำให้ผมเกิดความคิดว่า เขาน่าจะเพาะพันธุ์จิ้งหรีดชนิดนี้เอาไว้เป็นจุดเด่นของ รีสอร์ท   คนชอบธรรมชาติอย่างผมชอบจริงๆ   นอกจากจิ้งหรีดแล้ว เขาน่าจะศึกษาวิธีดึงดูดนกมาทำความร่มรื่นชื่นใจให้แก่แขกที่มาพัก    เอามาโฆษณาได้เลยว่าใครชอบนกให้มาพักที่นี่    
          และอาหารของเขาก็อร่อยมากครับ   ตอนค่ำวันที่ ๒๗ เนื้อลูกแกะอร่อยมาก   และตอนเที่ยงวันที่ ๒๘ ผมกินสเต๊กเนื้อ ก็อร่อยมาก    แต่ราคาก็แพงระยิบตามธรรมเนียมของ โฟซีซั่น นะครับ

    
          จบจากงาน บ่ายวันที่ ๒๘ คณะใหญ่เขาไปตีกอล์ฟ  บางคนอยู่โรงแรมเพื่อใช้บริการสปา    คณะของผม (สองคน) ไปชมเกาะสมุย  ที่เป็นเกาะใหญ่อันดับที่ ๓ ของประเทศ รองจากภูเก็ตและเกาะช้าง    เนื้อที่ถึง ๒๔๗ ตร.กม.    มีถนนคอนกรีตรอบเกาะยาว ๕๔ ก.ม.   โดยมีคุณเกศรินทร์ พุทธชื่น (ปิ้ล) พนักงานสาวสวยของ SCB ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ธุรกิจ  สำนักงานธุรกิจ  เกาะสมุย หรือเรียกง่ายๆ ว่าเจ้าหน้าที่สินเชื่อ  เป็นผู้พาเที่ยว   

  
          ผมระลึกชาติกลับไปสมัยอายุราวๆ ๑๒ ขวบ   โรงเรียนศรียาภัยพามาทัศนศึกษาบ้านดอนและเกาะสมุย    เดินทางมาเกาะสมุยโดยเรือโดยนอนเมาคลื่นมาในเรือตลอดคืน    เรือมาถึงท่าเรือที่หน้าทอนตอนรุ่ง    ออกจากท่าที่บ้านดอนคอนดึกก่อนสองยามเล็กน้อย    ผมจำลักษณะเรือไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นเรือที่มีเรือยนตร์ลากอีกทีหนึ่ง   ผมจำไม่ได้ว่าครูพาไปทำอะไรบ้าง    จำได้รางๆ ว่าพาไปเล่นน้ำตกด้วย    และนอนค้างที่โรงเรียน ที่เขาจัด ห้องเรียนให้นอนค้าง  


          มาเกาะสมุยครั้งที่ ๒ โดยเอารถเก๋งข้ามเฟอรี่มาจากดอนสัก มากับครอบครัวซึ่งตอนนั้นเข้าใจว่ามีลูก ๓ คน    ใช้เวลาประมาณ ๒ นั่วโมงก็ถึงสมุย    เราขับรถฝ่าสวนมะพร้าวเข้าไปเช่าบังกะโลของชาวบ้านริมชายหาดพักอยู่ ๒ – ๓ คืน   เป็นบังกะโลชั้นเดียวห้องนอนเดียว มีห้องน้ำในตัว เพิ่งสร้างเสร็จใหม่เอี่ยม    บ้านนั้นมีสัก ๕ หลังเห็นจะได้    โดยบ้านของเขาเองก็อยู่บริเวณนั้น    นั่นคือเมื่อเกือบ ๓๐ ปีมาแล้ว ซึ่งตอนนั้นก็มีถนนรอบเกาะแล้ว หรือเกือบรอบเกาะ แต่สภาพถนนไม่ดีอย่างเดี๋ยวนี้    ตอนนั้นถ้าต้องการซื้ออะไรก็ต้องไปที่หน้าทอน    ไม่ใช่มีร้านอยู่ทั่วไปอย่างเดี๋ยวนี้   

          มาครั้งหลังสุดก็หลายปีมาแล้ว    จำได้ว่าพักที่ท้องทรายเบย์ รีสอร์ท   แต่นึกไม่ออกว่ามากับคณะไหน  
          สถานที่ที่ผมประทับใจมากที่สุดคือจุดชมวิวของหาดละไม    ที่เห็นวิวของหาด   เฉวง อยู่ไกลลิบๆ    จุดชมวิวนี้เทศบาลเขาทำเป็นบันไดและทางลาด เดินลงไปได้เป็นขั้นๆ    ลมดีแดดไม่จ้ามากเพราะบ่ายมากแล้ว    ได้ลมโชยให้ความสดชื่นดีมาก    และที่สำคัญน้ำ ทะเลเป็นสีน้ำเงินเข้มใสสะอาดสวยมาก    ผมนึกถึงเกาะคาปรีที่อิตาลี ที่ได้ชื่อว่าน้ำทะลีสีสวย    ว่าที่นี่ก็ไม่แพ้   

 
          เกาะสมุยเป็นเกาะรูปสี่เหลี่ยมคางหมู   ด้านยาว (๒๕ ก.ม.) หันไปทางทิศตะวันตก คือหันเข้าหาแผ่นดินใหญ่ และเป็นบริเวณที่คนตั้งถิ่นฐานกันอยู่เดิม    ตลาดหน้าทอน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการทั้งหลาย ก็อยู่ฝั่งนี้    ฝั่งตะวันตกนี้ไล่มาจากทางเหนือคือแหลมใหญ่  หน้าทอน  ท้องยาง  และตลิ่งงาม    แต่ชายหาดที่สวยอยู่ทางทิศตะวันออก คือด้านที่หันออกสู่มหาสมุทร  ไล่ไปจากทางใต้คือ หัวถนน  ละไม  เฉวง    โดยมีหาดเฉวงเป็นสุดยอดชายหาดสวย    และเวลานี้คลาคล่ำไปด้วยโรงแรม    ถนนที่เฉวงก็ เหมือนที่พัทยา
          ที่ผมชอบรองลงมาคือที่หินตาหินยาย    ซึ่งผมไปชมด้วยสายตาที่ต่างจากตอนไปชมครั้งก่อนๆ    คือไม่ได้เน้นที่หินรูปอวัยวะเพศ    แต่เน้นมองภาพรวมหรือทัศนียภาพของชายหาดที่มีก้อนหินใหญ่    ซึ่งผมรู้สึกว่าสวยงามและดูสะอาดตากว่าตอนมาครั้งก่อนๆ    อาจจะเป็นฝีมือจัดบริเวณโดยเทศบาลตำบลสมุย ที่ทีมบริหารโฆษณาตั้งเป้าให้เป็นเทศบาลนคร    โดยขณะนี้ประชากรตามทะเบียนเกือบ ๕ หมื่น    และเขาว่าคนจรมาทำงานอีกกว่า ๕ หมื่น    ไม่ทราบว่าส่วนนี้นับพม่าหลบหนีเข้าเมืองหรือไม่    คุณเปิ้ลเล่าว่า มีการจับพม่าเป็นระยะๆ


          เราไปเข้าชมสวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ     ที่เขามีการแสดงของช้างด้วย    แต่เราไปตอนบ่ายแก่ เขาเลิกแสดงไปแล้ว    และการแสดงก็มีรอบเดียว    ค่าเข้าชมเขารวมค่าชมการแสดง คือ ๔๕๐ บาท ทั้งๆ ที่เราไปตอนไม่มีการแสดงแล้ว    แปลกแท้ๆ    เราอยากดูพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ    ซึ่งเมื่อชมแล้วก็พบว่ายังห่างจากที่ ม. บูรพา บางแสน มาก    ในสวนสัตว์ มีเสือโคร่งในกรงเล็กๆ เป็นตัวชูโรง    มีนกแก้วสองกรง  นกเงือก ๒ ชนิด   นกฮูก ๔ ชนิด  และลิง ๒ ชนิด   นักท่องเที่ยวนิยมพาลูกเล็กๆ มาเที่ยวที่สมุยด้วย    สวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจึงอยู่ได้  
          ที่จริงเดือนนี้เป็นช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวน้อยที่สุด    ช่วงที่คนแน่นที่สุดคือครึ่งเดือนหลังของธันวาคม    แล้วคนมากไปถึงมกราคม กุมภาพันธ์    หลังเดือนมิถุนายนนักท่องเที่ยวจะมากขึ้น และมากเป็นพิเศษในเดือนสิงหาคมเพราะนักท่องเที่ยวยุโรปมาพักร้อน
          หลังฝั่งทะเลอันดามันโดนสึนามิ    สมุยก็บูม    น้กท่องเที่ยวกระเป๋าหนักหันมาสมุยมากขึ้น    โรงแรมห้าดาว และบริหารเป็นผุดขึ้นมาก   ธุรกิจการเงินด้านก่อสร้างเพิ่มมากมาย   ธนาคารแข่งขันกันให้สินเชื่ออย่างสุดเหวี่ยง    ทีมสินเชื่อของ SCB ที่สมุย ชนะที่ ๑ ของประเทศ    และได้รางวัล    คุณเปิ้ลได้รางวัลไปเที่ยวต่างประเทศทั้งสองปีที่เธอมาประจำที่สมุย  

๒๙ มิ.ย. ๕๑
          เราไปเที่ยวจริงๆ ก็ช่วงเช้าวันนี้   ที่มีรายการลงเรือไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง   ระยะทางประมาณ ๕๐ ก.ม. จากเกาะสมุย   ด้วยเรือเร็วของโรงแรม โฟซีซั่น    ออกจากบริเวณชายหาดบ่อผุด   ซึ่งต้องนั่งรถ ๒๐ นาทีจากโรงแรม ไปทางตะวันออก ตำบลแม่น้ำ    เรือนี้มี ๒ ชั้น และมีที่นั่งอาบแดดด้านหน้าเรือด้วย    รับผู้โดยสารได้ ๑๑ คน    มีเจ้าหน้าที่ไปให้บริการ ๔ คน    พวกเราไปกัน ๗ คน คือคุณกรรณิกา กรรมการผู้จัดการใหญ่ กับคุณสตีฟ สามี   คุณบดินทร์ (กรรมการรองผู้จัดการใหญ่) กับคุณน้อย ภรรยา    คุณอ้อยภรรยาคุณมาริษ (กรรมการ)    และหมออมรากับผม   เรือแล่นด้วยความเร็วประมาณ ๕๐ ก.ม. ต่อชั่วโมง  
          ท้องทะเลราบเรียบ แดดจ้า  อากาศดีมาก    เราไปว่ายน้ำดูปะการังแบบ  snorkeling ที่เกาะว่าว    เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของหมออมราและผม   ที่น่าตื่นตาคือปลาที่เชื่องมาก    มากินขนมปังที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้เราเลี้ยงปลา และล่อปลามาถ่ายรูป   แต่ลักษณะของปะการังที่เห็นนั้น น่าจะเป็นทรากปะการังมากกว่า    ไม่เห็นร่องรอยของปะการังที่มีชีวิตที่เราเห็นในวิดีโอสารคดีธรรมชาติใต้น้ำเลย 
          จากนั้นเรือแล่นให้เราชมความงามของหมู่เกาะที่มีเกาะน้อยใหญ่จำนวน ๔๒ เกาะ    เรามองเห็นเกาะเต่าอยู่ไกลลิบๆ    แล้วเราก็ได้แวะเกาะชื่อ “แม่เกาะ” เพื่อขึ้นเขาไปชม ”ทะเลใน”  หรือ Emerald Lake เป็นทะเลสาบอยู่ในแม่เกาะอีกทีหนึ่ง    มีช่องติดต่อกับทะเลเป็นอุโมงค์เล็กๆ ที่เราไม่เห็น   สีน้ำของทะเลในเป็นสีมรกตงดงามมาก    คุ้มกับการ ปีน บันไดที่ชันมากขึ้นไป    ที่จริงเขามีบันไดลงไปที่ระดับน้ำ  เพื่อดูปลาทะเลตัวโตๆ ด้วย    แต่หมออมราไม่ยอมลงไป และผมก็เกรงใจคนอื่น จึงไม่ได้ลงไป    คณะที่ปีนขึ้นไปมี ๔ คน คือคุณสตีฟ (อายุ ๗๑)  คุณน้อย  หมออมรา และผม    ที่จุดชมวิวทะเลใน มีป้ายเขียนให้ข้อมูลดังนี้ “ทะเลใน (ทะเลสาบน้ำเค็มกลางหุบเขา) เป็นแอ่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่  โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาหินปูนที่สลับซับซ้อน   มีขนาดความยาว ๒๕๐ เมตร  กว้าง ๒๐๐ เมตร  ลึก ๗ เมตร   มีอุโมงค์ใต้น้ำเชื่อมต่อทะเลภายนอก   แต่คนไม่สามารถเข้าออกได้   สันนิษฐานว่าเกิดจากการยุบตัวของผิวโลก”

  
          เรากินอาหารเที่ยงบนเรือตอนขากลับ   อาหารมากมายเหลือเฟือและสดอร่อย   เป็นบริการที่ให้ความสะดวกสบายและความปลอดภัยอย่างดีมาก    รวมเวลาเดินทางทั้งบนบกและในทะเล ๕ ชั่วโมง   
          ตอนขาไปผมขึ้นไปดูทะเลที่ชั้นบนของเรือ   เห็นเรือประมงประมาณ ๑๐ ลำ    มีทั้งเรือลากอวน  เรือดักปู (ม้า)   และเรือใช้เปลือกหอยดักวาย (ปลาหมึกยักษ์ตัวเล็กๆ ประมาณ ๒๐ ตัวต่อกิโลกรัม)    ที่เกาะว่าวมีเรือบริการพานักท่องเที่ยว (ต่างชาติ) ๒ ลำ มาลงไป snorkeling    ลำละประมาณ ๒๐ คน   และที่เกาะแม่เกาะก็พบนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนสัก ๒๐ – ๓๐ คน    ที่จริงการเที่ยวของเราจัดสำหรับผู้อาวุโส  และมีเวลาไม่มาก   นักท่องเที่ยวหนุ่มสาวเขามีรายการพายเรือคะยัค  ปีนเขา  ฯลฯ    และเข้าใจว่ามีบางกลุ่มไปดำน้ำลึกด้วย


          นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของคุณหมออมราและผม ที่ได้ไปเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง   และต้องชมกรมอุทยานแห่งชาติที่ดูแลความสะอาดของบริเวณเกาะและบนสถานที่ท่องเที่ยวอย่างดีมาก

ทะเลใน ที่อยู่ในเกาะแม่เกาะ

ทะเลนอก ถ่ายจากจุดชมวิวของเกาะแม่เกาะที่เราไปชมทะเลใน เรือลำเล็กคือเรือเร็วที่พาเราไปเที่ยว

ถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก ในโอกาสประสบความสำเร็จในการปีนขึ้นจุดชมวิวเกาะแม่เกาะ

เกาะหนุมาณ

ถ่ายจากชายหาดเกาะแม่เกาะ

ค้นพบหินยายที่งามกว่าของสมุยที่เกาะแม่เกาะ แต่น่าจะเรียกหินแม่มากกว่าเพราะน่าจะเป็นคุณแม่กำลังเบ่งคลอดลูก

บนเรือหลังอาหารเที่ยง

นกเงือกในสวนสัตว์

ชายหาดหินอันงดงาม บริเวณหินตาหินยาย