ก่อนอื่น คุณคิดว่าการเรียนโทด้าน IT (MSIT) กับวิศวะ (MCPE) มันต่างกันตรงไหน? สะกดไม่เหมือนกัน… ถะ… ถะ… ถะ… ถูกต้องแล้วคร๊าบบบบ เอ่อ… แต่มันคงไม่ใช่แค่นั้น (ไม่งั้นจะถามทำไม) ความแตกต่างอย่างนึงที่เห็นได้ชัด คือคุณจะเห็นว่า MCPE เปิดเทอมมาได้แป๊บเดียว ก็ต้องส่งหัวข้อ thesis กันแล้ว จากนั้นเวลาที่เหลือก็ทำๆๆๆ thesis กับเรียนวิชาเลือกนิดหน่อย (ใช่ป่าวหว่า แต่เท่าที่เห็นมันเป็นแบบนี้) ส่วน MSIT เปิดเทอมมาจะมีแต่ coursework เทอมละ 3-4 วิชา เป็นแบบนี้อยู่สามเทอม ถึงจะเริ่มคิดหาหัวข้อ IS (Independent Study) แถมเรียนกันแบบสากกระเบือยันเรือรบ ตั้งแต่สถาปัตยกรรม CPU, database, Linux, CCNA, รวมไปถึงวิชาด้าน management, ตั้งบริษัท, จัดนิทรรศการ ฯลฯ สรุปสั้นๆ ตามความเข้าใจของผมคือ MCPE จะเรียนแบบลงลึก เพื่อเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะทาง ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ประมาณว่าเป็น expert ในด้านนั้นๆ แต่ MSIT จะเรียนแบบออกกว้าง เน้นที่ความหลากหลาย เพื่อให้รู้จักวิธีการ หรือ tools ให้มากที่สุด เมื่อมีปัญหา(อะไรก็ได้)โยนเข้ามา ก็จะสามารถเลือกใช้วิธีการ หรือ tools ที่เหมาะสมในการแก้ปัญหานั้นๆ ได้ ในเมื่อเราเรียนจับฉ่ายแบบนี้ แล้วจะมีแนวทางในการเรียนยังไง? อืมม… ผมแบ่งวิชาที่เรียนออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ
1.วิชาด้าน IT: เช่นพวก database, Java, Linux, computer organization, network lab ฯลฯ วิชาพวกนี้แนะนำให้อ่าน text book ครับ เพราะมันจะเต็มไปด้วยศัพท์คอมพิวเตอร์ ถ้าอ่านหนังสือภาษาไทยจะพาลให้งงเอาง่ายๆ บางทีต้องแปลไทยเป็นไทย แล้วค่อยแปลไทยเป็นอังกฤษอีกที จริงๆ นะ ยกเว้นวิชาที่ให้เปิดหนังสือเวลาสอบได้ ก็ขนมันเข้าไปทั้งไทยทั้ง text นั่นแหละ คือจะบอกว่า วิชาพวกนี้ เน้นที่การเข้าใจคอนเซ็ปต์มากกว่าท่องจำ เช่น ให้ code มาก้อนนึง ถามว่าถ้ารันแล้วจะได้ผลลัพธ์ยังไง, หรือให้อธิบาย flow ของข้อมูล ไรทำนองนี้ แต่ใช่ว่าหนังสือภาษาไทยจะห่วยไปหมด เช่น quiz Java นี่ เปิดจากหนังสือ Fundamental of Java Programming เล่ม 1 รับรองถ้าไม่ได้เต็มก็ใกล้เคียง :D
2.วิชาด้าน management: เช่นพวก IT for management, organization and management ฯลฯ วิชาพวกนี้ถ้าหาหนังสือภาษาไทยที่มันแปลจาก text book ที่ใช้เรียนได้ หรืออย่างน้อยมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน จะสบายโคตรๆ เพราะเวลาทำข้อสอบต้องเน้นการโม้เป็นหลัก รู้อะไร จำอะไรได้ เขียนลงไปให้หมด ถ้าอ่านภาษาไทย จะอ่านได้เร็วและจำได้มากกว่า text (รึเปล่า? อย่างน้อยก็ผมคนนึงที่เป็นแบบนี้) แต่จะทิ้ง text ไปเลยก็คงไม่ได้ เพราะถ้าเวลาจวนตัวจริงๆ อย่างน้อยอ่านไอ้สรุปสั้นๆ ที่อยู่แถวริมกระดาษในแต่ละหน้า ก็พอจะเห็นภาพรวมของเรื่องนั้นๆ แล้วเอาไปขยายความต่อได้ (พูดซะดูดี แต่ผมก็ทำไม่ค่อยได้หรอก ถือเป็นจุดอ่อนใหญ่ของตัวเอง พวกวิชาที่มันไม่มีคำตอบตายตัวเนี่ย T_T)
นอกจากการอ่านหนังสือสอบแล้ว อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน… เผลอๆ จะสำคัญกว่า คือ “งานกลุ่ม” ครับ เพราะอาจารย์แกก็คงเข้าใจว่า เรียนไปทำงานไป มันหนักหนาสาหัสพอสมควร เวลาให้งาน แกก็มักจะให้เป็นกลุ่ม และคะแนนสำหรับงานพวกนี้ก็ไม่ใช่ขี้ๆ 20-30-40 คะแนนก็มี แล้วคะแนนพวกนี้มันก็เหมือนได้เปล่า เพราะถ้าทำดีๆ ก็จะได้เต็ม หรือเกือบเต็ม โดยไม่ต้องเครียดมาก เปิดหนังสือก็ได้, google, หรือปรึกษาเพื่อนก็ได้ เผลอๆ เอางานที่ทำงานมาส่งก็ได้ แถมมีเวลาให้ทำเยอะกว่าในห้องสอบอีก สรุปว่า ทำงานกลุ่มให้ดีๆ ก็เหมือนมี A ไปกว่าครึ่งตัวแล้ว ทีนี้ หลักการในการทำงานกลุ่มเป็นยังไง? ง่ายๆ เลยครับ “งานกลุ่ม… ก็ให้กลุ่มทำกันไปสิ…” เอ๊ย ไม่ใช่ ถึงจะเป็นงานกลุ่ม มีสมาชิกกลุ่มละ 7-8 คน ก็ใช่ว่าจะว่างนะครับ เพราะเราเรียนตั้ง 3-4 วิชา แต่ละวิชาก็มีงานทั้งนั้น วิธีที่น่าจะได้ผลดี คือ “แบ่งกันทำ” เช่น กลุ่มนึงมี 8 คน มีงาน 2 วิชา ก็จัดไปเลยว่าทำรายงานวิชาแรก 4 คน ส่วน 4 คนที่เหลือก็ไปทำอีกวิชานึง ดีกว่าเอา 8 คนไปรุมทำงานเดียวกัน มากคนก็มากความ แถมมีโอกาสได้อู้กันง่ายๆ ข้อควรสังเกตคือ ควรอยู่กลุ่มเดียวกันในทุกวิชา เพื่อจะได้แบ่งงานกันได้ และต้องเชื่อใจกันพอสมควร ต้องพยายามไม่คิดว่างานที่ปล่อยให้คนอื่นทำ จะออกมาดีเท่าที่เราทำเองหรือเปล่า ทำนองนั้น นั่นแหละครับ ถ้าได้สมาชิกในกลุ่มดีๆ ก็สบายไปทั้งสองปีแน่นอน นอกจากที่ว่ามาแล้ว การใช้ item เสริมต่างๆ ก็ช่วยได้เหมือนกัน เช่น เครื่องเล่น MP3 ที่อัดเสียงได้, โปรแกรมจดโน๊ต, โปรแกรมทำ mind map, ฯลฯ แต่ของพวกนี้คงแล้วแต่คนถนัดละครับ :P
หมดแระ… เท่าที่นึกออก อ่อ… อีกอย่างก็คือ IMHO, ขึ้นชื่อว่าเรียน IT น่าจะพยายามอัพเดตตัวเองให้มากที่สุด รู้ให้กว้างที่สุด ไม่ต้องรู้ลึกก็ได้ แค่รู้ว่าไอ้นี่มันคืออะไร ไอ้อันนั้นทำอะไรได้ มีประโยชน์ยังไง ผมว่าคุยกับคนเรียน IT แต่ไม่รู้จัก Firefox, ไม่รู้จัก RSS feed, ไม่รู้จัก BitTorrent, ไม่เคยได้ยินคำว่า Ubuntu มันก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันนะ… ส่วนเหตุผลที่แนะนำให้อัพเดตตัวเองก็เหมือนที่พูดไปตอนแรก คือให้เห็นปัญหาปุ๊บ นึกออกทันทีว่าควรใช้วิธีการ หรือ tools อะไรมาจัดการกับปัญหา ถึงเวลาใช้งานจริงมาศึกษาวิธีใช้อีกทีก็ยังไม่สาย ดีกว่ามานั่งกุมขมับว่าไม่รู้จะใช้อะไรดี เพราะไม่รู้จักซักอย่าง วิธีอัพเดตตัวเองเบื้องต้นอย่างง่ายที่สุดคือ อ่าน Blognone ครับ (ได้ค่าโฆษณามั้ยเนี่ย :P) เพราะจะมีคนคอยเอาข่าวในแวดวง IT จากที่ต่างๆ แปลและสรุปเสร็จเรียบร้อย มาแปะให้เราได้อ่าน แค่เปิดเบราว์เซอร์วันละครึ่งชม. ก็ได้ความรู้ใหม่ๆ เพียบแล้ว
+++แล้วคุณละคิดยังไง+++
ทำไมต้อง MSIT
การเรียน IT
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
HS4JFP · 29 มิ.ย. 2551
therdsak phonphoon · 29 มิ.ย. 2551
kruyu_ssk · 29 มิ.ย. 2551
บริพัตร บุญลี · 29 มิ.ย. 2551
noktalay · 29 มิ.ย. 2551
**รับทำโปรเจค นศ.ปริญญาตรี, ปริญญาโท และรับทำโปรแกรมให้ร้านค้าผ่านเว็บไซต์ รวมทั้งพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ด้วย ภาษา PHP, ASP.NET, C# ,
Visual Basic, PowerBuilder, Ajax, JavaScript, SQL Server เป็นต้น
**รับคีย์งานทุกประเภท รวมทั้งวิเคราะห์และแปลผลข้อมูล โดยโปรแกรม SPSS
#...หากคุณต้องการผลงานที่ดี มั่นใจได้ว่าจบแน่นอน ไม่ว่างานจะไม่ทัน งานเร่ง งานรีบ เราสามารถทำให้คุณผ่านวิกฤตต่างๆ ได้ ขอเพียงคุณเชื่อมั่น เราจะช่วยให้คุณจบด้วยเกรดที่ดีที่สุดค่ะ…# **สนใจติดต่อ คุณนุ่น เบอร์ 083-2384404** http://www.msit-expert.com