มีคนขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยการเมือง ด้วยบรรยากาศขัดแย้ง
แต่ผมเข้าร่วมขบวนการขับเคลื่อนสังคมด้วยขบวนการสุขภาวะ ในบรรยากาศร่วมมือ มี สช. (สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ http://www.nationalhealth.or.th) เป็นกลไกเชิงองค์กร มี พรบ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้อำนาจทางกฎหมาย และใน พรบ. กำหนดให้จัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ใช้การจัดทำธรรมนญฯ เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ
ผมมองว่านี่คือนวัตกรรมของการทำนโยบายชาติ ในเรื่องที่สำคัญยิ่งของบ้านเมือง มีหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นหน่วยราชการทำหน้าที่ขับเคลื่อน
วิธีทำนโยบายชาติแบบนี้ผมเคยเสนอกระทรวงวิทย์เมื่อกว่า ๕ ปีมาแล้ว แต่ผู้บริหารระดับสูงมากแย้งว่า หน่วยงานที่ไม่ใช่ราชการจะทำนโยบายชาติได้อย่างไร ใครจะทำตาม ท่านเอาร่าง พรบ. ไปแก้ใหม่หมด ผมจึงเลิกไปประชุมตั้งแต่นั้นมา เพราะผมรู้สึกว่าเขามุ่งรักษาอำนาจส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ
ยิ่งนับวันผมก็ยิ่งมั่นใจ ว่าราชการทำนโยบายชาติไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดในการทำงาน ไม่เปิดกว้างพอ ทำได้อย่างมากก็นโยบายกระทรวง ไม่ใช่นโยบายชาติ
นโยบายชาติด้องมาจากทุกภาคส่วนของสังคม ต้องเน้นส่วนร่วม สช. ทำงานแบบเน้นส่วนร่วมในการทำนโยบายชาติด้านระบบสุขภาพ มีทักษะและเจตคติในการทำหน้าที่นี้ และที่สำคัญ มีการจัดการและวัฒนธรรมองค์กรเพื่อการทำหน้าที่ดังกล่าว
รศ. พญ นันทนา รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มาแทนเลขาธิการ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ บอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง ภาษาแปลกหูของท่านที่ทำงานในโรงเรียนแพทย์ เป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมาและสะท้อนให้ สช. นำไปวางยุทธศาสตร์การทำงาน ว่าจะต้องจัดเวทีในกลุ่มอาจารย์แพทย์ เพื่อทำความเข้าใจและสร้างแนวร่วม
ที่จริงประเด็นย่อย ๑๒ ด้านของธรรมนูญสุขภาพฯ นั้น คนที่อยู่ในกระบวนการมีมุมมองสอดคล้องกัน แต่วิธีคิดเช่นนี้ยังไม่แพร่หลาย ไม่เป็นกระแสหลัก โจทย์ของ สช. คือทำอย่างไรให้เกิดกระแสหลักที่สอดคล้องกับแนวทางใน พรบ.
เป้าหมายสูงสุดของสังคม/บุคคล คือสุขภาวะ เป็นการเปลี่ยนแบบสวนทาง จาก เพื่อความมั่งคั่ง/วัตถุนิยม เป็น อยู่ดี/มีสุข นี่คือหัวใจ หรือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ นโยบายสุขภาพของชาติตามแนวของธรรมนูญสุขภาพฯ เดินตามเป้าใหม่นี้
ประเด็นหนึ่งในธรรมนูญฯ คือ การสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ผมมองว่าต้องใช้กระบวนทัศน์ใหม่ ใช้วิธีคิดแบบ KM คือความรู้อยู่ในผู้ปฏิบัติ ความรู้เรื่องสุขภาพของปัจเจกอยู่ในการปฏิบัติของปัจเจกบุคคล จะต้องมีวิธีการ externalize ออกมาทำให้เป็นระบบความรู้ปฏิบัติ เสริมกันกับความรู้ทฤษฎี
ผมพิจารณาว่า ๑๒ ข้อในมาตรา ๔๗ เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของระบบสุขภาพ สช. จะต้องหากลไกทำ change management ที่เป็น positive change เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้คนในสังคม เกิดระบบสุขภาพ/สุขภาวะแนวใหม่ คือแนวอยู่ดีมีสุข ไม่ใช่แนวมั่งคั่งวัตถุนิยม
สช. เขามีคณะอนุกรรมการสื่อสารสังคม มีวุฒิสมาชิกสมชาย แสวงการ เป็นประธาน มี ดร. เจิมศักดิ์ เป็นที่ปรึกษา จะมีการสื่อสารหลักการข้างต้นทางวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ทีวี วิทยุ และเว็บไซต์ จะมีการดำเนินการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ทำ citizen dialogue โดยใช้เทคนิคฉากทัศน์ จัดเวทีรับฟังความเห็นในพื้นที่ ๗๕ จังหวัด เวทีรับฟังความเห็นตามกลุ่มเป้าหมาย ๔๐ กลุ่ม และรับฟังโดยวิธีการอื่นๆ
ถนนทุกสายของกิจกรรมหรือกระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพของชาติมุ่งสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในวันที่ ๑๑ – ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑
ผมเป็นประธานอนุกรรมการจัดทำธรรมนูญฯ ชุดที่ ๑ ที่ประธานมีบทบาทน้อยมาก แต่ได้เลขาชั้นยอด คือ รศ. นพ. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ทำงานร่วมกับคุณอรพรรณคนเก่งของ สช. ทำให้ผลงานออกมาดี สิ่งที่ผมภูมิใจคือได้ชักชวนให้ทำงานแบบรับฟังและให้คุณค่าความคิดเห็นที่หลากหลายเอามาสังเคราะห์หาวิธีดำเนินการ ซึ่งอาจดำเนินการต่างแนว แต่มีเป้าดียวกัน
ข้างบนคือบันทึกของผม ระหว่างนั่งฟังการประชุมเชิงปฏิบัติการ คณะกรรมการและอนุกรรมการการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ในช่วงเช้าวันที่ ๒๔ มิ.ย. ๕๑ โดยมี นพ. บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมาก เพราะได้เห็นนวัตกรรมสังคมก่อตัวอย่างต่อเนื่อง ผ่านขบวนการปฏิรูประบบสุขภาพที่ขับเคลื่อนโดย สปสช. ในอดีต ที่เปลี่ยนมาเป็น สช. ในปัจจุบัน
อาจารย์ป๋อง พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร กรรมการสุขภาพแห่งชาติ มาร่วมประชุมด้วย บอกว่าได้ประชุมเรื่องแบบนี้ค่อยมีความสุขหน่อย ดีกว่าฟังเรื่องอภิปรายในสภาที่ให้แต่ความเศร้าใจ
วิจารณ์ พานิช
๒๔ มิ.ย. ๕๑