ความมืดนั้นเป็นสิ่งน่ากลัวน่ากลัวเพราะมืด มืดคือมองไม่เห็น
สิ่งที่มองไม่เห็นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่ากลัว
ความน่ากลัวที่แฝงอยู่ในสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น จะฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนเราจนกว่าที่จะมองเห็น
ถ้าเห็นแล้วก็ไม่กลัว เพราะเห็นแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปกลัวทำไม...?
จิตของเรานั้นที่จริงสว่างประดุจดวงไฟที่เจิดจ้า
แต่มีกิเลสอันเป็นเครื่องบังมานั้นคอยมาปกคลุมหุ้มจิตใจ
นอกเหนือจากกิเลสที่หุ้มจิตอยู่พอประมาณแล้ว ทุกวันนี้ยังมี “ชุดความรู้” ที่เดินมาคู่กับกิเลส
เจ้าชุดความรู้นี้เองทำให้เรานั้น “กลัว” มากขึ้น
ความรู้ที่เหมือนจะเป็นการไขความลับ เปิดประตูสู่แสงสว่าง แต่ความรู้ในสังคมที่เวิ้งว้าง วันนี้กลับพาไปในหนทางที่มืดมน
ชุดความรู้ที่ส่งออกมาสู่สายตาของปวงชน ล้วนแล้วแต่มีเงื่อน มีงำ และวกวน พาวิ่งชนสู่ความมืดข่มขืนใจ
ความรู้ที่ส่งออกบอกเราว่า อนาคตจะเป็นอย่างนั้น ปัจจุบันจะไม่เป็นอย่างนี้ ชุดความรู้เหล่านี้เป็นตัวดีที่สร้างความตระหนกประหวั่นและพรั่นพลึง
ยิ่งรู้มากก็ยิ่งทุกข์มาก
รู้ดีก็ยุ่ง รู้ไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง
ในสังคมแห่งความรู้นี้ (Knowledge Society) ตัวความรู้เองกลับกลายมาเป็นตัวการก่อปัญหาความทุกข์ใจ
ความรู้ทางโลกยิ่งรู้มาก ยิ่งลึกมาก ก็ยิ่งนำความหนักใจ หนักใจตั้งแต่การหา พาให้หนักใจเมื่อพยายามคลี่คลาย วันนี้คลายได้แต่ยังไม่เว้นวาย พรุ่งนี้มีเรื่องใหม่ให้คลายกัน
ยิ่งรู้ก็ยิ่งทุกข์ สุขกระจุกทุกข์กระจาย ความรู้ยิ่งมากยิ่งทำให้จิตใจไม่สบาย ทุกข์จนตายเพราะความรู้คู่สังคม
อันจิตนี้ยุ่งรู้มากยิ่งหวั่นไหว จิตดวงนี้เป็นดวงจิตที่กลิ้งกลอกนั้น ยิ่งรู้มากก็ยิ่งกลิ้งกลอกมาก กลิ้งกลอกมากก็นำพามาซึ่งความทุกข์มาก
ทุกข์เพราะอดีตที่ข่มขืน ทุกข์เพราะอนาคตที่ยังไม่มาถึง
ความรู้นั้นขุดลงไปถึงอดีต อดีตที่แสนเลวร้าย พาดวงจิตนี้ชอกช้ำใจไม่เว้นแต่ละวัน
ความรู้อีกชุดหนึ่งคำนึงคำนวณถงอนาคต ทำให้จิตใจที่เลี้ยวลดยิ่งพลอยหดเหมือนดั่งเต่าในกระดอง
ดวงจิตในวันนี้ชีช้ำนัก ใครต่อใครก็จักหวังดีใส่ความรู้เข้ามาใหม่
ดวงจิตนี้ไม่มีวันได้พักหลบหายใจ แล้วดวงจิตนี้ไซร้จะหาความสุขจากไหนกัน
วิ่งเข้าหาธรรมะ ก็เจอชุดความรู้ของธรรมะเข้าไปอีก
ยิ่งรู้ก็ยิ่งวุ่น เพราะธรรมะนั้นเขาไม่มีไว้ให้รู้แต่มีไว้ให้แก่ผู้พึงปฏิบัติ
สังคมที่นิยมความรู้ก็พลอยแต่จะแสวงหาความรู้ให้มากพอ มากหลาย มากโขก่อนถึงจะลงมือปฏิบัติกันได้
หลากหลายจึงต้องนอนกอดความรู้จนความทุกข์ทับใจตาย จิตสลายเพราะรู้มากวิบากกรรม

วางเสียซึ่งความรู้ลงเสียบ้างก็ได้
ใช้เวลากลับมามาดูจิตดูกายของเราบ้าง
ดวงจิตนี้แท้จริงแสนอ้างว้าง
เพราะนายจ้างผู้ปลูกเรือนทอดทิ้งไป
เจ้าของจิตวิ่งหาแต่ความรู้
เฝ้าแต่ดูสิ่งข้างนอกอันหลากหลาย
แต่ลืมดูเข้าที่จิตลืมดูใจ
จิตนี้ไซร้เศร้ายิ่งหนักใครจักมอง
วิ่งแสวงหาความรู้ไปทั่วโลก
มิคลายโศรก พ้นทุกข์ มิสุขนั่น
ยิ่งวิ่งหา ทรัพย์สิน ยิ่งทุกข์พลัน
ทุกข์แท้นั่น เพราะความรู้ คู่สังคม
ความรู้อัน นำสุขแท้ คือสงบ
รู้สงบ พาสว่าง พลันสร้างสรรค์
ประสบสุข ดุจจนักโทษ พ้นเรือนจำ
กรงขังนั่น คือความรู้ วิชาการ
สรรพสิ่ง ทั้งหลายในโลกนี้
มิมีที่ จักศึกษา ทั้งปวงได้
มีสิ่งหนึ่ง คือศึกษา จิตและกาย
โลกทั้งหลาย มารวมที่ กายจิตเอย...

โอ!อ่านแล้วซาบซึ้งในคำสอน
ตามมาอ่าน น้อมรับธรรมะคำสอนอีก
ซาบซึ้งในคำสอนจริงๆ คะ
คิดเล่นๆว่ากำลังเสพติด link ท่านสุญญตาอยู่
ขอบพระคุณคะ
ติดดีก็ยุ่ง ติดไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง เสพดีก็ยิ่ง เสพไม่ดีก็ยิ่งยุ่งนะ...
แต่...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย...
บรรดาทางทั้งหลาย “มรรคมีองค์ ๘” ประเสริฐที่สุด
บรรดาบททั้งหลาย บท ๔ คือ “อริยสัจ” ประเสริฐที่สุด
บรรดาธรรมทั้งหลาย “วิราคะ” คือการปราศจากความกำหนดยินดี ประเสริฐที่สุด
บรรดาสัตว์สองเท้า “พระตถาคตเจ้า” ประเสริฐที่สุด
มรรคมีองค์ ๘ นี้แล... เป็นไปเพื่อทัศนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์ ๘ นี้ อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามมิได้
เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติ เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป
ความเพียรพยายามเธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นเพียงแต่ผู้บอกทางเท่านั้น...
เมื่อปฏิบัติตนดังนี้ พวกเธอจะพ้นจาก “มาร” และ “บ่วงแห่งมาร” (พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน)