นี่ก็เป็น AAR ชีวิตตนเอง ที่เสี่ยงต่อการหลงยกหางเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นการ ลปรร. ที่ไม่ได้มีเป้าหมายให้เชื่อก็แล้วกันนะครับ
ย้อนคิดกลับไปสมัยผมทำงานวางรากฐานองค์กรคณะแพทยศาสตร์ มอ., สกว., สคส. ผมคิดว่ามีปัจจัยหรือตัวแปรที่ผมใช้เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ “คิดสร้างความแตกต่าง” ผมจะเฝ้าถามตนเอง ว่าหน้าที่ต่อสังคม หรือคุณค่าที่แท้จริง ของหน่วยงานที่ผมกำลังดูแลอยู่คืออะไรแน่ การทำหน้าที่อย่างไร ที่ถือว่าทำได้ดีเป็นเลิศ ทำหน้าที่อย่างไรที่ถือว่าเพียงทำไปตามๆ กัน หรือตามกระแส ไม่มีคุณค่าที่แท้จริง แล้วผมก็จะเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้คนที่เกี่ยวข้อง ว่าใครทำในแนวมุ่งแก่น ใครทำแนวกระพี้ แล้วจดจำนำไปฝึกตัวเองให้ดำเนินการแนวมุ่งแก่น ซึ่งในระยะแรกๆ ก็ทำยาก ตัวเราเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ หรือหลายๆ ครั้งก็ทำแบบกระโตกกระตากเกินไป ทำให้ดูคล้ายๆ แกะดำ หรือ non-conformist ไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนร่วมงาน
โชคดี ที่ผมใช้ยุทธศาสตร์ทำงาน สร้างความแตกต่างโดยไม่ประเจิดประเจ้อ ไม่ตำหนิแนวกระพี้หรือแนวที่ใช้กันอยู่ทั่วไปอย่างชัดเจน แต่จะพูดคุยกันอยู่ในกลุ่มวงใน โดยที่มีความฝันที่จะทำประโยชน์ให้แก่องค์กรและสังคมเป็นประทีปนำทีม และเป็นเครื่องทำให้แนวทางใหม่ที่เราร่วมกันคิดและทดลองใช้ไม่เป็นที่รังเกียจหรือถูกมองเป็นศัตรู
ผม AAR ว่า เวลาคิด ผมสร้างแนว ขาว-ดำ ขึ้นในใจของผมและทีมงาน เพื่อให้มองเห็นและเข้าใจแนวทางเก่า กับแนวทางใหม่ที่เรามีจินตนาการให้ชัดเจน แต่เวลาลงมือปฏิบัติเราทำแบบเทาๆ ไปสู่ขาว คือเราปฏิบัติแบบ “การเดินทาง” ไม่ใช่ปฏิบัติที่ปลายทาง แล้วใช้ผลสำเร็จในระหว่างทางนั้น สร้างความยอมรับ “สีที่ขาวขึ้น”
ผม AAR ซ้อน AAR ว่า นี่คือการคิดและทำงานแบบ พลวัต (dynamic) มองการทำงานแบบเดินทางไกล มองที่การสร้างกระบวนการการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่มองที่ผลเพียงกิจกรรมเดียว หรือผลระยะสั้น
การทำงานสร้างความแตกต่างจึงต้องคิดให้ชัด และชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าแตกต่างอย่างไร ทำความเข้าใจให้ชัดในระดับคุณค่า แต่ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีคาถาคือ “ไม่หยุดยั้ง” หรือ “ทำต่อเนื่อง” นั่นเอง
วิจารณ์ พานิช
๒๓ มิ.ย. ๕๑