วันที่ ๑๘ มิ.ย. ๕๑ คุณสยุมพร เงินแพทย์ พา คุณชมพูนุช เกียรติแสงทอง – เจ้าหน้าที่คนใหม่ของมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลมาแนะนำตัว ผมจึงทำหน้าที่ CVO คุยกับทั้ง ๒ ท่าน เรื่องคุณค่าของการทำงานมูลนิธิ และการสร้างตัว/สร้างลู่ทางเจริญก้าวหน้าให้แก่ตัวเองจากการทำงานในแนวใหม่ คือเจริญก้าวหน้าโดยพัฒนาความสามารถของตนเอง ทำงานเดิมให้มีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่ก้าวหน้าจากตำแหน่งงานที่เปลี่ยนไป หรือมีฐานะเป็นหัวหน้า หรือมีลูกน้องเพิ่มขึ้น
การทำงานมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่ที่เงิน ไม่ใช่แค่ดูแลเงิน และไม่ใช่แค่เอาเงินไปให้ทุนช่วยเหลือ นศ. ช่วยการวิจัย หรือช่วยการกุศลอย่างอื่น แต่จะต้องทำงานสร้างคุณค่าทางใจคน เพราะมูลนิธิทำงานสาธารณกุศล ต้องมุ่งสร้างกุศลในใจคนด้วย ต้องหาทางให้ผู้ได้รับการช่วยเหลือเกิดความรู้สึก “ขอบคุณ” ต่อผู้บริจาค ต่อมูลนิธิฯ และต่อสังคม ได้ได้รับน้ำใจที่แปรเป็นเงินช่วยเหลือ น้ำใจที่ได้รับ กลายเป็นความรู้สึกขอบคุณ/รู้คุณ/หาโอกาสตอบแทน โดยการทำประโยชน์ให้แก่สังคม หรือเมื่อมีโอกาสก็ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นในรุ่นต่อๆ ไป เจ้าหน้าที่มูลนิธิต้องพัฒนาทักษะของตนในการทำงานเพื่อสร้างคุณค่าทางใจของคนแบบนี้ โดยเราไม่หวังผลสำเร็จจากคนรับทุนส่วนใหญ่ เพราะสังคมปัจจุบันชักจูงเขาไปในทางที่จะไม่เห็นคุณค่า แต่ถ้าเราพัฒนาทักษะในการทำงานสร้างคุณค่าได้เก่งขึ้น เราอาจประสบผลสำเร็จที่คน ๑๐%, ๒๐% เราก็พอใจ แต่นานๆ เข้า เราเก่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้าสามารถบรรลุ ๖๐% ได้ ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เป็นความสามารถที่หาได้ยาก เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิที่มีทักษะเช่นนี้ ถือเป็นคนที่หาได้ยาก
คนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับมูลนิธิฯ มีความหลากหลาย ทั้งที่เป็นผู้บริจาคเงิน และผู้ได้รับความช่วยเหลือ เช่น นักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลเอง และที่จริงมหาวิทยาลัยมหิดลควรเอื้อเฟื้อต่อชุมชนที่อยู่โดยรอบวิทยาเขตศาลายา มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลจึงอาจทำความรู้จักกับครูดีๆ ที่เอาใจใส่ลูกศิษย์ และหาเด็กที่ยากลำบากมาให้ทุนช่วยเหลือ เด็กบางคนที่เรียนดีมากและมีแรงบันดาลใจสูงอาจได้รับทุนเรียนระดับอุดมศึกษา ถ้าเก่งขนาดอัจฉริยะอาจเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมหิดลโดยได้รับทุนแบบ scholarship จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ มีโอกาสพัฒนาทักษะในการทำงานอย่างริเริ่มสร้างสรรค์ในฐานะ “ผู้ให้” แบบที่ไม่เหมือนมูลนิธิอื่นๆ
การทำงานในฐานะ “ผู้รับ” ของมูลนิธิ ก็มีโอกาสทำงานแบบสร้างสรรค์ ได้มากมาย เน้นที่ทักษะในการติดต่อกับผู้ตั้งกองทุน/ผู้บริจาค ให้เขาเห็นว่าเงินหรือทรัพย์สมบัติที่เขาบริจาคให้ จะเกิดคุณค่าต่อสังคมอย่างไรบ้าง
ยิ่งคิด ก็ยิ่งเห็นโอกาสทำงานของมูลนิธิฯ อย่างสร้างสรรค์ ในการทำงานมูลนิธิฯ นี้เองในการสร้างตัว และสร้างนวัตกรรมในการทำงานการกุศลแบบใหม่ ในการสร้างคุณค่าของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างเพื่อนมนุษย์
วิจารณ์ พานิช
๑๙ มิ.ย. ๕๑