บ่นๆ ตามประสาชีวิตอาจารย์มหาวิทยาลัย


และสุดท้ายบ้านนี้ แผ่นดินนี้จะเป็นของลูกหลานเราอีกหรือไม่ เป็นคำถามตัวโตๆ ที่ต้องตอบและหาทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่สุด!!!
ช่วงนี้เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศกำลังรับนักศึกษาใหม่เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี รุ่นพี่จำนวนมากก็กำลังยุ่งๆ อยู่กับการรับน้องใหม่ ส่วนคณะต่างๆ ก็กำลังจัดเตรียมทรัพยากรเพื่อให้เพียงพอกับการบริการทางวิชาการแก่นักศึกษาเก่าและใหม่
ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่ปี กำลังเริ่มทำงานวิจัยเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ตนเองสนใจ ได้เฝ้าสังเกตนักศึกษาเพียงไม่กี่รุ่น ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัย จากอดีตจนปัจจุบัน คือ จำนวนนักกิจกรรมยังคงเป็นชนกลุ่มน้อยเท่าหยิบมือเดียวเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปกลับยิ่งน่าเป็นห่วงมากกว่า
นักศึกษารุ่นใหม่หัวใจติด E
วิชาพื้นฐาน หรือวิชาศึกษาทั่วไปที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้นักศึกษาต้องเรียนในชั้นปีที่ 1-2 คำว่า   ”ต้องเรียน” หมายความว่า หากไม่ผ่านวิชาดังกล่าวจะไม่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งวิชาหลักๆ ที่นักศึกษาต้องเรียน คือ วิชาหมวดคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ  ภาษาไทย สังคมศาสตร์ และหมวดวิทยาศาสตร์  อันเป็นวิชาที่เปรียบเสมือนเครื่องทดสอบทักษะการคิด การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
แต่วิชาเหล่านี้กลับเปรียบเสมือนปีศาจร้ายที่นักศึกษาจำนวนมากพากันหนีสุดชีวิต ไม่เรียนได้ยิ่งดี วิชาที่ติด E มากที่สุด คือ วิชาพื้นฐานเหล่านี้ ที่กลายเป็นวิชาโคตรหินของนักศึกษาพันธุ์ใหม่ จนเป็นสาเหตุให้เกิดการรีไทร์ (Retired) ในที่สุด ว่ากันว่าถึงขนาดจัดประชุมเรื่องนักศึกษาติด E กันเป็นการเฉพาะทั้งในระดับคณะ และมหาวิทยาลัยกันเลยทีเดียว ซึ่งหลายแนวทางก็ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหา (หรือเปล่า) เช่น การลดระดับความยากของรายวิชา ปรับวิธีการเรียนการสอน ปรับเกณฑ์การประเมิน ยกเลิกบางวิชาสำหรับบางคณะ ส่วนจะทำให้นักศึกษาคิดเป็นแก้ปัญหาได้หรือไม่ เป็นโจทย์ใหญ่ที่คนในวงการศึกษาต้องร่วมหาทางออก
รีไทร์รึ! เรื่องซิลซิล
จากประสบการณ์ของผมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ได้สวมชุดนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา เคยได้ยินข่าวเพื่อนร่วมรุ่นถูกรีไทร์ (การพ้นสภาพนักศึกษา เพราะมีเกรดเฉลี่ย หรือ GPA ต่ำกว่าเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด) ราวสัก 10 กว่าคน จากจำนวนนักศึกษาพันกว่าคนในรุ่นเดียวกัน และการถูกรีไทร์ของนักศึกษาบางคนนั้นต้องปกปิดคนอื่น เพราะอายเพื่อน และถือเป็นเรื่องร้ายแรงมากสำหรับชีวิตนักศึกษา
หากจะพิจารณาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้เป็นที่ปรึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในจำนวน 60 คน มีนักศึกษาถูกรีไทร์ไป 8 คน คิดเป็นร้อยละ 13.3 นี่ยังไม่นับรวมจำนวนที่ลาออกก่อนที่ผลการเรียนจะปรากฎ (เพราะรู้ตัวว่าจะถูกรีไทร์ก็ชิงลาออกก่อน) อีก 4-5 คน ซึ่งแต่ละคณะ แต่ละวิชาเอกก็มีจำนวนนักศึกษาถูกรีไทร์มากน้อยแตกต่างกันออกไป หากเปรียบเทียบกับสมัยที่ผมศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งเดียวกันนี้ ผมมีเพื่อนร่วมรุ่นที่ถูกรีไทร์เพียงคนเดียวจากจำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 4
แม้ปรากฏการณ์ทั้ง 2 อย่างจะเปรียบเทียบกันไม่ได้ในเชิงสถิติ แต่ก็พอมีนัยยะที่แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงบางประการในหมู่นักศึกษาและการศึกษาไทยในปัจจุบัน
 A-Net คะแนนนี้ Re-use ได้
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสเป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์นักเรียนที่สมัครเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ โดยใช้ผลคะแนนสอบ O-Net (Ordinary National Educational Testing) ในช่วงต้นปีนี้ และล่าสุดคือ การสอบสัมภาษณ์นักเรียนที่สมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยใช้ผลคะแนนสอบ A-Net (Advanced National Educational Testing) เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
สำหรับกรณีการสอบ A-Net นั้น หมายถึง การทดสอบความรู้ขั้นสูงของวิชาต่างๆ 11 วิชา เฉพาะนักเรียน ม.6 ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐในระบบ Admission (การนำผลการสอบไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ โดยระดับสูง-ต่ำของคะแนนจะเป็นสิ่งเปรียบเทียบเพื่อแข่งขันกันทั้งประเทศ) เริ่มมาตั้งแต่ปี 2549-2552 จัดสอบเดือนมีนาคมของทุกปี และนักเรียนสามารถเก็บผลคะแนนไว้สมัครเข้ามหาวิทยาลัยได้ 2 ปี โดยไม่ต้องสอบใหม่ (ข้อมูลจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ-สทศ.)
ข้อสังเกตของการรับสมัครนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ที่ใช้ผลคะแนน A-Net เป็นตัวคัดเลือกนั้น ตั้งแต่มีการสอบเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา พบว่า มีการใช้ผลคะแนน A-Net มาสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยซ้ำแล้วซ้ำอีกมากขึ้น จนหมดอายุคะแนน A-Net ที่กำหนดไว้ 2 ปี ทำให้มีจำนวนนักศึกษาที่เรียนซ้ำปี 1 เพิ่มมากขึ้น โดยไม่สนใจว่าเวลาที่เสียไป 1 ปีนั้น ต้องสูญเสียเงินในกระเป๋าของพ่อแม่ไปเท่าไหร่ ทรัพยากรของชาติสูญเปล่ามากเพียงใด
แม้จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เริ่มต้นใหม่ หากพบว่าตนเองไม่ชอบสาขา หรือ มหาวิทยาลัยที่ตัวเองสมัครเข้าศึกษา แต่การเก็บผล A-Net ไว้ได้ 2 ปีก็เป็นตัวเร่งให้นักศึกษาตัดสินใจง่ายขึ้นที่จะออกไปสมัครและเรียนปี 1 ใหม่ (หากบังเอิญว่าผลคะแนนพอใช้แข่งขันกับเพื่อนได้) โดยไม่ได้พยายามอย่างถึงที่สุด สรุปอย่างหยาบๆ คือ มันทำให้นักเรียนที่สมัครเข้าเรียนได้ขี้เกียจมากขึ้น ขาดความตั้งใจ เพราะคิดว่าหากผิดพลาดอะไรตนเองยังมีโอกาสอีก 1 ปี ทั้งที่เป็นการกันที่นั่ง และทำให้ผู้อื่นเสียโอกาส
 “เกรดปี 1 ไม่ดี มีโอกาสรีไทร์ จึงชิงลาออกก่อน ปีที่ผ่านมาป่วย ไม่สามารถเรียนได้เหมือนคนอื่น (แต่ตอนนี้หายดีแล้ว) ไม่ชอบสาขาที่เรียน (ทั้งที่ปี 1 ยังไม่ได้เรียนสาขานั้นด้วยซ้ำไป) ผู้ปกครองอยากให้เรียนอีกสาขาหนึ่ง เป็นต้น” นี่คือสิ่งที่นักศึกษาให้เหตุผลถึงการนำคะแนน A-Net มาสมัครเรียนปี 1 ใหม่ (เฉพาะคณะที่ผู้เขียนสังกัด) ซึ่งหลายคนกำลังจะขึ้นปี 3 อยู่แล้วก็ยัง ขอสมัครเรียนปี 1 ใหม่
 ชีวิตนี้มีแต่ Google, Copy & Paste
 ปรากฎการณ์อีกอย่างหนึ่งที่กำลังสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่อาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งหลาย คือ หากมอบหมายให้ไปศึกษาด้วยตนเอง ทั้งรายบุคคล หรือรายกลุ่ม โดยให้จัดทำเป็นรายงานมาส่งอาจารย์ นักศึกษาก็มักจะใช้วิธีตัดแปะข้อมูลจากเว็ปไซต์มาทำเป็นรายงาน เรียกว่า ผิดตรงจุดเดียวกันกับที่ปรากฎในเวปไซต์ โดยไม่ได้มีการแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าตั้งหน้าตั้งตาคัดลอก (Copy) และวางๆๆๆ (Paste) เรียงกันให้ได้ส่งอย่างเดียว โดยแทบไม่ได้เรียนรู้อะไรทั้งสิ้น ถามถึงข้อมูลในรายงานก็อ้ำๆ อึ้งๆ ตอบคำถามอาจารย์ไม่ถูก ซึ่งแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ก็มาจากอาจารย์กู (Google) นั่นเอง
 ความล้มเหลวของฉันคือความผิดของผู้อื่น
 นักศึกษาที่มีปัญหาผลการเรียน ทั้งถูกรีไทร์ หรืออยู่ในสถานภาพรอพินิจ (Probation) มักเข้ามากดดันอาจารย์ให้เพิ่มคะแนน เพิ่มเกรดให้ เพื่อให้พ้นการถูกรีไทร์ หรือพ้นสถานภาพรอพินิจ เพื่อนๆ อาจารย์ด้วยกันเองก็มักนำผลคะแนน ทั้งคะแนนสอบย่อยในห้องเรียน สอบกลางภาค สอบปลายภาค หรือแม้กระทั่งใบลงเวลาเรียนมาให้เจ้าตัวดูว่า ตลอดเทอมที่ผ่านมาตนเองปฎิบัติตัวอย่างไรบ้าง
เมื่อไม่มีคำใดโต้แย้งก็มักจะอ้างเหตุผลอ้างๆ คูๆ ว่า ทำไมอาจารย์ไม่บอกตั้งแต่ต้น ผม/หนูจะขึ้นปี 4 แล้ว ผม/หนูไม่รู้ว่าอาจารย์จะให้ติด E ไม่รู้ว่าผลจะออกมาแบบนี้ ทำไมอาจารย์ไม่สงสารลูกศิษย์ ทำไมอาจารย์ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ทำไมอาจารย์ตรงมากเกินไป เพิ่มให้นิดหน่อยก็ไม่ได้ หนักหน่อยก็พาเพื่อนหัวหมอ มาคุกคาม และกดดันอาจารย์ก็เคยปรากฏมาแล้ว หลายคนก็ไม่ยอมรับสภาพว่าตลอดภาคการศึกษาที่ผ่านมานั้น ตนเองปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง
อย่างไรก็แล้วแต่ขอโทษคนอื่นดีกว่า เพราะจะได้สบายใจ บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกตนเองได้ว่า “ไม่ใช่ความผิดกูนะที่กูล้มเหลว” โดยหารู้ไม่ว่า การจะตัดเกรดสักวิชานั้นมันแสนยาก นอกจากจะตัดเกรดตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงความขยัน ความเอาใจใส่ การพัฒนาตนเองตั้งแต่ต้นเทอมถึงปลายเทอม ความสม่ำเสมอของการเข้าเรียน การจะให้เกรด E ใครนั้น แท้จริงแล้วไม่อยากให้เกรดนี้กับใครเลย ยกเว้นมันสาหัสจนเกินเยียวยาจริงๆ
นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ปรากฏในหมู่นักศึกษายุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นปลายสุดของยอดโดมทางการศึกษาในระบบ โดยแต่ละสถาบันก็มีสภาพปัญหาที่หนักเบาต่างกันไป แต่คิดว่ามันคงมีอาการที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
ผู้เขียนเองก็คงไม่โทษว่าเป็นความผิดของตัวนักเรียนนักศึกษาแต่เพียงผู้เดียว แต่อยากจะตั้งคำถามถึงสถาบันต่างๆ ในสังคมว่า ตอนนี้เราละเลยเรื่องการศึกษาของเยาวชนในชาติมากขนาดนี้เลยหรืออย่างไร การจัดการศึกษาที่เป็นอยู่เหมาะสมแล้วหรือยัง มีรูปแบบที่ดีกว่านี้อีกหรือเปล่า แล้วถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป อะไรจะเกิดกับบ้านเมืองของเรา มันสมองของชาติจะเป็นอย่างไร มีแต่พวกหนักไม่เอาเบาไม่สู้เต็มบ้านเต็มเมืองหรือไม่ สังคมจะล่มสลายหรือเปล่า
และสุดท้ายบ้านนี้ แผ่นดินนี้จะเป็นของลูกหลานเราอีกหรือไม่ เป็นคำถามตัวโตๆ ที่ต้องตอบและหาทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่สุด!!!
หมายเลขบันทึก: 190218เขียนเมื่อ 25 มิถุนายน 2008 10:21 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 19:12 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (2)
  • ตามมาอ่านครับ
  • มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
  • อาจารย์ลองพิมพ์ใน word
  • ใช้อักษร Tahoma แล้ว copy มาวางใน gotoknow
  • จะทำให้น่าอ่านมากครับ
  • ขอบคุณครับ

- ขอบคุณมากครับที่แนะนำวิธีการทำให้ตัวหนังสือหน้าอ่าน

- ลองเปิดดูแล้ว หลังบันทึกเสร็จ ก็อ่านได้ แต่พอมาเปิดอีก

ที ตัวหนังสือเล็กมากเลยครับ ขอบคุณครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี