ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

ประวัติผู้เขียนพอสังเขป

      ขอใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าข้าพเจ้าก็ลั่นแกว ก็แล้วกัน... เพราะมีความรู้สึกว่าเป็นกันเองดี ข้าพเจ้าก็มีนามว่า  พระปลัดอดุลวัฒน์  อคฺคธมฺโม (ผู้มีธรรมอันเลิศ) นามกุล  พรมวัน เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม  2525  เกิดอยู่ที่ บ้านบง  ต.ท่าศาลา  อ.ภูเรือ  จ. เลย  ด้วยความทุกข์ยากลำบาก ในด้านเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของครอบครัว ขอเล่าสักนิดหนึ่ง  เรื่องมีอยู่ว่า คุณตากับคุณยายมีลูกมากถึง 12 คน  ลูกทุกคนต่างมีครอบครัวกัน มรดกก็ไม่มากพอที่จะแบ่งให้ได้ตามความพอใจของลูก ๆ ได้  ก็เลยเกิดความขัดแย้งกันระหว่างพี่น้องกันเอง  พ่อกับแม่ก็เลยพาครอบครัวย้ายมาอยู่กับปู่กับย่าที่  บ้านห้วยบ่อซืน  ต.  ห้วยบ่อซืน  อ.ปากชม  จ.เลย  ตอนนั้นข้าพเจ้าอายุได้  6 ขวบ  พอจะจำความได้อยู่บ้าง  พอข้าเจ้าอายุได้ 7 ขวบ  ต้องเสียโอกาสในการเรียนไปหนึ่งปี  เนื่องจากยังไม่มีบ้าน  ต้องไปนอนอยู่ที่ไร่  ไร่กับบ้านอยู่ไกลเกินที่จะเดินไปเรียนได้  จึงทำให้ข้าพเจ้าต้องสูญเสียการเรียนในตอนนั้นไปหนึ่งปี

ประวัติด้านการศึกษา

จบชั้นประถมศึกษาปีที่1-6 ที่โรงเรียนบ้านห้วยบ่อซื่น

จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ที่โรงเรียนบ้านห้วยบ่อซืน

จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเชียงกลมวิทยา

จบปริญญาตรี สาขา ครุศาสตร์  เอก การสอนภาษาไทย ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย  วิทยาลัยสงฆ์เลย

ปัจจุบันกำศึกษาต่อ สาขา  รัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง

ประวัติด้านการทำงาน

หลังจากจบม.ปลายแล้ว ก็ได้ลาจรจากท้องทุ่งเข้าสู่กรุงศรีวิไล  ได้ไปทำงานอยู่ที่ จ. ชลบุรี อยู่บริษัท อัลฟลาคลาส จำกัด  เป็นเวลา 1 ปี  เนื่องจากเบื่อเซ็ง อยากเปลี่ยนงานใหม่  ก็ไปสมัครเข้าบริษัท แกรนสยาม จำกัด ทำรองเท้ายี่ห้อแอดด้า  ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าไลค์1  ปี  ปีที่ 3 ออกจากชลบุรี  มาอยู่ที่สมุทรปราการ  ทำงานอยู่บริษัทธนเสริม จำกัด  ผลิตน้ำผลไม้อัดกระป๋อง 

เสี้ยวหนึ่งแห่งควมคิด

อายุครบ 21 ปีบริบูรณ์  มีแนวควมคิดขึ้นมาว่า ถ้าตัวเองจับทหารไม่ติดก็จะบวชให้พ่อกับแม่สัก 15 วัน  ก็เลยตั้งปฏิทานกับตัวเองไว้  ลางานกลับมาคัดเลือกทหาร  ปรากฏว่าวันที่เข้ารับเกณฑ์ทหารจับได้ไบ ดำ ก็เลยได้บวชจริง ๆ  ก็เลยได้ลางานบวช 15 วัน  แล้วก็จะกลับไปทำงานเหมือนเดิม  หลังจากที่บวชได้เป็นเวลา 3 วัน เท่านั้นเอง...โอโห...  ความคิดอะไรก็เปลี่ยนไปหมด  จากหน้ามือเป็นหลังมือก็ว่าได้  หลังจากที่อุปสมบทแล้วได้ไปอยู่ที่วัดศิริชัยประชาราม  บ้านห้วยบ่อซืน  หลวงพ่อพระครูสุวรรณโพธิสารเป็นเจ้าอาวาส  ท่านก็ได้ให้การอบรมสั่งสอน  พาทำวัตร  สวดมนต์  นั่งสมาธิภาวนา  ทุกวัน  ทุกวัน  มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อท่านก็ได้พาทำวัตรสวดมนต์เสร็จ นั่งสมาธิเหมือนที่เคยทำมาทุกวัน  ไม่รู้เป็นอะไรในตอนนั้น  ในความรู้สึกข้าพเจ้าปรึมปีติมากจนนำตาใหลออกมาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ  รู้สึกว่ามีความสุขมากอย่างบอกไม่ถูกเลยก็ว่าได้  พอออกาจสมาธิข้าพเจ้าก็เล่าความในใจท้งหมดให้กับหลวงพ่อฟัง  หลวงพ่อท่านก็บอกว่านั่นเป็นเพียงแค่สภาวอารมณ์หนึ่งเท่านั้นแหละ  อย่าไปยึดตึดกับมันเลย  มันไม่เที่ยง  เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  แล้วมันก็ดับไป  คำสอนของหลวงพ่อทำให้ข้าพเจ้าอยากจะรู้ลึกมากยึ่งขึ้น  อยากจะศึกษา  ผมก็เลปรึกษากับหลวงพ่อว่าผมจะยังไม่สึก (เอาไว้ก่อนนะ  ค่อยอ่านต่อ)