รู้และเข้าใจอย่างชาญฉลาดกับการเลือกที่จะนำจุดเด่นของนิสิตแต่ละคนออกมาสร้างสรรค์ หรือส่งต่อไปสู่การพัฒนาตัวตนของเขา

มีคนเคยถามผมบ่อยเหมือนกันว่า
“นักกิจการนักศึกษา”  ที่ดีควรมีลักษณะเช่นใด ?

ผมไม่รู้จะตอบ หรืออธิบายในศาสตร์ใด  เพราะจะว่าไปแล้ว   ผมก็ไม่ใช่นักวิชาการ หรือผู้ชำนาญการ 
หรือแม้แต่ผู้สันทัดรอบรู้ในเรื่องพรรค์นี้สักเท่าใดนัก 

แต่ข้อเท็จจริงในระดับองค์กรที่ผมสังกัดนั้น  แทบจะเรียกได้ว่า  ในกลุ่มบรรดาข้าราชการนั้น  มีผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ถือได้ว่าเติบโตมาจากการเป็นนิสิตที่ทำกิจกรรมมาอย่างโชกโชน  หรือจะเรียกว่าเติบโตมาจากการเป็น “นักกิจกรรม” ก็ไม่ผิดนัก 

รวมถึงการถือได้ว่า  ผมมีตัวตนและประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้พอสมควรเลยทีเดียว  จนบางครั้งบางคราว  ก็ถูกมองว่าเป็น “มาเฟียกิจกรรม”  ไปบ้างก็มี ! 
หรือแม้แต่เรียกตามศัพท์แสงแบบเป็นกันเองในแวดวงว่า “นักเลงกิจกรรม”  ก็มีเหมือนกัน

 


ผมไม่ชอบให้ใครเรียกว่า “มาเฟียกิจกรรม”
หากแต่ชอบให้เรียกว่า “นักเลงกิจกรรม”  เสียมากกว่า

ฟังดูแล้วยังน่าคบค้าสมาคมกว่าคำแรกเป็นไหน ๆ  อย่างน้อยก็ยังพอได้ชื่นใจได้บ้างกระมังว่า  “นายขวัญ” แสนรักของ "เจ้าเรียม"  แห่งทุ่งแสนแสบ  ก็ยังถูกเรียกขานด้วยความเคารพในน้ำใจและการเป็นคนจริงในทำนอง “นักเลงลูกทุ่ง”  มาแล้ว ..

 


ผมไม่รู้จะตอบคำถามเหล่านี้ในเชิงวิชาการให้ดูหรู ๆ อย่างไร
จึงได้แต่งัดไม้ตายออกมาในทำนองว่า . “ขอตอบสไตล์ผมก็แล้วกัน”
ซึ่งนั่นหมายถึง  การหยิบยกเอาประสบการณ์ตรงมาบอก  ส่วนสาระอื่น ๆ ให้ไปค้นคว้าเอาเอง  เพราะเชื่อว่า  มีผู้รู้ผู้สันทัดหลายท่านได้จารึก   หรือนำเสนอไว้อย่างมากมายอยู่แล้ว


และคำตอบที่ผมสื่อสารออกไปนั้นก็มีหลายคำตอบ
แต่ที่ทำเอาคนฟังนั่งนิ่งงันไปเลยก็คือ “มันต้องทำตัวเป็นแมวมอง !…”

 
แน่นอนครับ 
ผมยืนยัน นั่งยัน นอนยัน หรือแม้แต่ตีลังกายันก็ยังย้ำว่า “นักกิจการนักศึกษาที่ดี”  ต้องทำตัวเป็นแมวมอง.. หรือเรียกให้ดูเก๋ ๆ  เท่ห์ ๆ  หรือเรียกให้ดูมีบารมีหน่อยก็คือ “หูเรดาร์ สายตาพระเจ้า”  ไปโน่นเลยก็ได้

ผมมองว่า, การเป็นนักกิจการนักศึกษาที่ดี  ควรต้องทำตัวเหมือนกลุ่มแมวมอง “ดารา”  ที่มีสายตาอันแหลมคม  เสมือนมีดวงตาวิเศษสามารถมองทะลุเปลือกภายนอกไปสู่ภายในได้อย่างมหัศจรรย์
ดังจะเห็นได้จาก  ดารา (ดี ๆ)  หลายคน  ล้วนถูกแมวมองค้นพบลักษณะเด่นที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวตนแล้วนำมาปั้นแต่งให้เติบโตจาก “ดินสู่ดาว”  ได้อย่างน่าทึ่ง


ด้วยเหตุดังกล่าวนี้   ผมจึงมองว่า   นักกิจการนักศึกษาที่ดี  ก็ควรมีคุณลักษณะเช่นนั้นด้วย

และนั่นก็หมายถึง   การมีศักยภาพที่จะเพ่งพินิจ  หรือสังเคราะห์ตัวตนของนิสิตได้เป็นอย่างดี  รู้และเข้าใจอย่างชาญฉลาดกับการเลือกที่จะนำจุดเด่นของนิสิตแต่ละคนออกมาสร้างสรรค์  หรือส่งต่อไปสู่การพัฒนาตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี  และฉลาดพอที่จะเลือกใช้เขาให้เหมาะกับตัวตนของเขา

กรณีเช่นนี้  นิสิตบางคนอาจจะยังค้นหาตัวตนของตนเองไม่เจอ   แต่บางทีการเป็นแมวมองก็กลายไปเป็นกลไก  หรือเครื่องมือของการช่วยให้นิสิตได้ค้นพบตัวตนของนิสิต  และนำพานิสิตนั้น ๆ  เข้าสู่กระบวนการของการพัฒนาศักยภาพนิสิตสืบต่อไปอย่างมีกระบวนท่า  (ขอย้ำว่า. ขั้นตอนนี้ต้องมี “กระบวนท่า” ) 

และนั่นก็รวมความไปถึง  การผลักดันให้เขาได้มีพื้นที่ทางชีวิต หรือพื้นที่ในทางสังคมกับการแสดงตัวตนของเขาเองอย่างสร้างสรรค์   ส่งเสริมและสนับสนุนให้เขาได้รับโอกาสแห่งการพัฒนาในมิติต่าง ๆ  ทั้งที่มีต้นทุนอยู่แล้ว และการเติมเต็มในด้านอื่น ๆ อย่างเหมาะเหมาะพอควร


  
นั่นคือคำนิยามของการทำหน้าที่เป็นแมวมองในทัศนะของนักเลงกิจกรรมแบบลูกทุ่ง ๆ อย่างผม
เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งที่ผมพบเจอและสัมผัสมาด้วยตนเอง
รวมถึง. การใช้วิธีการเหล่านี้กับการพัฒนานิสิตมาชั่วระยะหนึ่ง

ด้วยเหตุดังกล่าว
ทุกวันนี้  ผมจึงมีนิสิตที่สนิทชิดเชื้อกันอยู่กลุ่มหนึ่ง  และกลุ่มหนึ่งที่ว่านั้นก็หลากหลายทั้งด้านกายภาพและชีวภาพ

กลุ่มเหล่านี้   มีทั้งที่ผมค้นพบศักยภาพเขาโดยบังเอิญและตั้งใจ 
บางคนก็ค้นพบตัวเองแล้ว  เมื่อเรามาพบเจอกัน-  ผมก็เปลี่ยนหน้าที่จากแมวมองมาเป็น “พี่เลี้ยง”  คอยทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนด้วยการนำเขาเข้ามาสู่เวทีของการแสดงศักยภาพ  แล้วเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาศักยภาพตามลำดับขั้น   รวมถึงการเฝ้าสังเกตว่า  เขาเกิดการเรียนรู้และมีพัฒนาการอย่างไร. และเช่นใดบ้างเท่านั้นเอง

ทั้งหมดนี้  ฟังดูอาจไม่เป็นวิชาการเสียเท่าไหร่
แต่มันเป็นความคิด  ความเชื่อที่ผมค้นพบ.
และตกตะกอนอยู่ในพุงสมองและสองมือของผมเอง

ทุกวันนี้   ผมยังเชื่อเช่นนั้น 
และยังยึดปฏิบัติเช่นนั้นเสมอมา
หรือพูดให้ชัดก็คือ.
ผมยังคงมุ่งมั่นลุกออกจากเก้าอี้  เพื่อทำหน้าที่เป็น “แมวมอง” อยู่เป็นระยะ ๆ