สังเกตเวลาเราสนทนากับคนอื่นๆไหมคะ ว่าเราสนทนากันที่ระดับไหน  Dr. C.Otto scharmer ผู้คิดค้น U theory กล่าวถึงระดับการสนทนา ไว้ดังนี้

ระดับที่ 1(I in me)  เป็นการพูดอย่างสุภาพ ระมัดระวัง คาดเดาว่าเขาอยากฟังอะไร  เราอยากเห็นอะไร มีการคาดเดาสูง เห็นแต่สิ่งที่เป็นอดีต (เทปม้วนเก่า) เช่นรพ.นำเสนอในสิ่งที่คาดว่าที่ปรึกษาต้องการฟัง ไม่นำเสนอสิ่งที่ตัวเองอยากจะเล่า

ระดับที่ 2(I in it) พูดสิ่งที่เราคิด คิดว่าความคิดเราถูก เป็นการฟังเพื่อที่จะหาช่องว่าง ข้อผิดพลาด ที่จะโต้ตอบในสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่เราสนใจ สนใจในสิ่งที่เราสนใจ จึงเกิดการ  Debate โต้แย้งเพราะว่าเขาพูดไม่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการฟัง

ระดับที่ 3(I in You ) เป็นการฟังอย่างไม่ตัดสิน ฟังอย่างหมดจด เปิดพื้นที่ในตัวเราให้คนอื่นเห็น ฟังราวกับว่าเขากับเราเท่าเทียมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน เราคือระบบ เป็นสุนทรียสนทนา Dialogue ฟังให้รับรู้ความรู้สึก เจตจำนงของผู้พูด ส่วนหนึ่งต้องฝึกการห้อยแขวน

ระดับที่ 4(I in now) เป็นการฟังอย่างเปิดใจ เมื่อถึงระดับนี้จะเกิดสิ่งใหม่ๆออกมา Shift Happened สิ่งเกิดมานอกการคาดการณ์ แบบว่าอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เกิดความคิด ความรู้สึกใหม่ๆ ในผู้พูด ผู้ฟัง

เมื่อมาทบทวนจากประสบการณ์ที่ผ่านมา การประชุม หรือการสนทนาต่างๆ พูดกันแค่ระดับที่ 1 -2 เท่านั้น ยิ่งเวลาที่ที่ปรึกษาจะเข้าไปเยี่ยมโรงพยาบาล หรือหน่วยงาน/องค์กรใดๆที่ต้องมีการประเมินแล้วละก็ จะมีการคาดเดาล่วงหน้า (Download) ต่างคนก็ต่าง debate จนทำให้กระบวนการเยี่ยมเยียนจากกัลยาณมิตร ไม่เกิดขึ้น

ทำอย่างไร เราจะสร้างความเข้าใจถึงความรู้สึกที่ดีซึ่งกันและกันระหว่างรพ.และที่ปรึกษา อย่างเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้มาเยี่ยมเยียน ว่ามีเจตนาที่ดีเพื่อที่จะก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง