แต่ถ้าจะให้ดี ผมอยากเสนอแนะให้ สกอ. ศึกษากรณีของ ENQA (European Network for Quality Assurance) ให้ดี จะพบว่าเขาทำ Accreditation ระดับหลักสูตร เพื่อให้เกิดมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน และสามารถเทียบโอนหน่วยกิต (credit transfer) ระหว่างสถาบัน/ระหว่างประเทศในกลุ่ม EU ได้ ซึ่งถ้าทำทำนองนี้ (ประยุกต์ใช้) ผมเห็นด้วยเต็มที่

         กำลังจะมี “มือที่ 3” (ที่ยังมองไม่เห็น) มา accredit สถาบันอุดมศึกษาไทยในอีก 3 ปีข้างหน้า และถ้าสถาบันอุดมศึกษาไหนไม่ผ่านการรับรอง (Accreditation) ก็จะต้องยุติการจัดการเรียนการสอนโดยทันที (อ้างอิงจากเอกสารร่างนโยบาย หลักการฯ หน้า 3)

         วันศุกร์ที่ 6 มิ.ย.51 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) ได้จัดให้มีการนำเสนอ “ระบบการรับรองวิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษาและเกณฑ์มาตรฐานสถาบันอุดมศึกษา” เพื่อให้อธิการบดี และ/หรือ ผู้แทนจากทั่วประเทศได้อภิปรายและให้ข้อเสนอแนะ

         ตามกำหนดการจะมีการอภิปรายและให้ข้อเสนอแนะ ทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย แต่เอาเข้าจริง ๆ มีแค่ภาคเช้า และมีคนอภิปรายได้เพียงประมาณ 10 คนเท่านั้น (จากประมาณ 200 คน) ในบรรยากาศที่ สกอ. ขอที่จะไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ (เน้นฟังและเก็บข้อคิดเห็นกลับไปเพื่อจะได้อ้างว่าเกิดการมีส่วนร่วมจากสถาบันอดมศึกษาทั่วประเทศแล้ว และจะได้ไม่ถูกกล่าวหาอีกครั้งว่า “คนทำไม่ได้คิด คนคิดไม่ได้ทำ”)

         ภาพรวมของการนำเสนอและการอภิปราย คือ

         1. เรื่องแนวคิด ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นเรื่องดีที่จะต้องมีระบบอะไรสักอย่าง เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค และเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม มีหลายท่านอภิปรายให้กำลังใจ สกอ. ในจุดนี้

         2. เรื่องการปฏิบัติ ผู้อภิปรายเกือบทั้งหมด ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของ สกอ. และขอให้ สกอ. ไปทบทวนความคิดเสียใหม่ หลายท่านแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง (แต่อภิปรายอย่างสุภาพ)

         ข้อเสนอแนะของผมที่ไม่มีโอกาสได้พูดในที่ประชุม และยังไม่มีใครพูดถึง ก็คือ

         1. ในช่วงพิธีเปิด สกอ. สรุปว่า เรื่องนี้ สกอ. เป็นต้นคิด และกำลังจะนำเสนอ กกอ. (คณะกรรมการการอุดทศึกษา) ให้มีการลงมือปฏิบัติในอีก 3 ปีข้างหน้า (ก่อนอภิปรายก็มีการเน้นในจุดนี้มากว่า เป็นเรื่องอนาคตและจะไม่เป็นภาระกับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในห้องประชุมขณะนั้น กล่าวคือ ทุกท่านที่กำลังจะอภิปราย คงจะหมดวาระกันไปหมดแล้ว)

         สกอ. กล่าวว่า สกอ. มีหน้าที่เป็นเลขานุการให้กับ กกอ. ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบาย กำหนดมาตรฐาน ให้การสนับสนุนและติดตาม/ตรวจสอบ/ประเมินผลสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ หน้าที่ทัง้หมดนี้ สกอ. บอกว่าได้ทำมาหมดแล้ว ยกเว้นเรื่องสุดท้าย คือ ติดตาม/ตรวจสอบ/ประเมินผล จึงได้คิดริเริ่มที่จะทำ แต่ว่าจะเอาใครมาทำการ accreditation นั้น สกอ. บอกว่า อยากให้เป็น “มือที่ 3”

         ซึ่งในจุดนี้ผมขอแสดงความเห็นว่า “มือที่ 3” ที่ สกอ.ยังมองไม่เห็นนั้น ความจริงน่าจะมีอยู่แล้ว เป็นองค์กรอิสระตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 ซึ่งก็คือ สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) สกอ. น่าที่จะประสานงานกับ สมศ. เพื่อทำในจุดนี้ให้ดี จะได้ไม่ต้องทำอะไรที่ซ้ำซ้อนกัน ทำให้เสียเวลา เสียเงินทองของประเทศชาติ

         แต่ถ้า สกอ. ยังคงยืนยันว่าเป็นหน้าที่ ที่ สกอ. จะต้องทำ ผมก็ขอเสนอแนะต่อว่า ก่อนที่จะให้ “มือที่ 3” ไปทำการ accredit ใครนั้น ตัว “มือที่ 3” เอง ควรที่จะต้องถูก accredit ก่อน เพื่อจะได้มีมาตรฐานเดียวกันในการประเมิน (เพราะมีผลถึงต้องยุติการจัดการเรียนการสอนโดยทันที) และเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและสับสนในผลการประเมินที่มาจากหลายค่าย ผมก็ขอเสนอแนะ ให้ยุบ สมศ. เสียเลย จะทำให้ประหยัดเงิน ประหยัดเวลาของทุกฝ่ายได้ด้วย

         2. ที่ผมแสดงความคิดเห็นในเชิงไม่ค่อยจะเห็นด้วยในข้อ 1. นั้น เนื่องจากว่า วิธีการและหลักการของ สกอ. ที่นำเสนอนั้น คล้ายกันมากกับของ สมศ. และถ้าจะว่าไปตามความจริงแล้ว ของ สมศ. จะดูดีกว่าด้วยซ้ำ กรอบระยะเวลาการประเมินก็ทุก 5 ปีเท่ากับ สมศ. โดยสรุปคือ ผมไม่เชื่อว่า วิธีการนี้ของ สกอ. จะทำให้อุดมศึกษาไทยดีขึ้น ไม่เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคที่แท้จริง ทำให้เกิดความสับสน และเสียเงินเสียเวลาของประเทศชาติโดยใช่เหตุอีกต่างหาก

         แต่ถ้าจะให้ดี ผมอยากเสนอแนะให้ สกอ. ศึกษากรณีของ ENQA (European Network for Quality Assurance) ให้ดี จะพบว่าเขาทำ Accreditation ระดับหลักสูตร เพื่อให้เกิดมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน และสามารถเทียบโอนหน่วยกิต (credit transfer) ระหว่างสถาบัน/ระหว่างประเทศในกลุ่ม EU ได้ ซึ่งถ้าทำทำนองนี้ (ประยุกต์ใช้) ผมเห็นด้วยเต็มที่ เพื่อที่ สกอ. จะได้มีระบบและกลไกที่จะมาติดตาม/ตรวจสอบ/ประเมิน “หลักสูตร” ต่าง ๆ ที่ สกอ. ได้อนุมัติ/เห็นชอบ ให้สถาบันอุดมศึกษามาทำการผลิตบัณฑิตนั้น ว่าได้มีการดำเนินการตามมาตรฐานที่ สกอ. กำหนดไว้จริงหรือไม่ เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง ทำให้เกิด credit transfer จากวิทยาลัยชุมชนสู่มหาวิทยาลัย 4 ปีได้ และจากระหว่างสถาบัน / ระหว่างประเทศในกลุ่ม Asian ให้มีความเป็นไปได้ในอนาคต และยังไม่ซ้ำซ้อนกับบทบาทของ สมศ. อีกด้วย

         ผมอาจจะยังคิดไม่รอบคอบก็ได้ อยากให้ทุกท่านช่วยแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยครับ เพื่ออนาคตของอุดมศึกษาไทยโดยรวม (สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับ accreditation ของ สกอ. เพิ่มเติมได้ที่ www.mua.go.th)

 

 

         วิบูลย์ วัฒนาธร