เมื่อวันที่ ๒๘ พ.ค. ๕๑ สวรส. จัดเสวนาเรื่อง “ก้าวต่อไปของระบบวิจัยสุขภาพ”   โดยได้กำหนดให้มีทีมไปศึกษาสภาพปัจจุบันมานำเสนอในด้านต่างๆ    เพื่อประกอบการเสวนาว่า เราควรขับเคลื่อนระบบวิจัยสุขภาพของประเทศไปในทิศทางใด  มีจุดเน้นอย่างไร  มียุทธศาสตร์อย่างไร


          ศ.น. ประเวศ วะสี ประธานในที่ประชุมให้หลักการว่า    ต้องดำเนินการขับเคลื่อน Health for All และ All for Health   ดังนั้นต้องมองภาคีหรือพันธมิตรของงานวิจัยสุขภาพให้กว้างและเชื่อมโยงที่สุด    ท่านได้เขียนบทความเรื่อง “ระบบสุขภาพ  การวิจัยระบบสุขภาพ” ให้แก่การประชุมนี้ด้วย    เป็นมุมมองที่กว้างกว่าประเด็นที่มีการนำเสนอและเสวนาในวันนั้น   อ่านบทความได้ที่นี่  และภาพแสดงระบบที่นี่

          ต่อไปนี้เป็นบันทึกส่วนตัวของผมระหว่างการประชุม   ไม่ได้เรียบเรียงให้สละสลวย 

ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัย  กิตตินันท์ อนรรฆมณี
อัมมาร์ : หัวใจไม่ใช่เงิน    เงินวิจัยไม่ขาด    ที่ขาดคือคน    หน่วยสนับสนุนการวิจัยไม่ควรเน้นสั่งสมเงิน/ทุนวิจัย    แต่ควรเน้นสั่งสมคน/ความสามารถในการทำงานวิจัย 
ปิยะวัติ : ขาดแคลนนักวิจัยที่มีฝีมือ
อำพล : ปรากฏการณ์แย่งคน   ยังถนัดทำวิจัย micro   ต้องทำโจทย์วิจัย macro   แล้วเกิด action   โยงสู่นโยบาย   เกิดการ manage change  เชื่อมที่ทำกันอย่างเป็น fragments ในขณะนี้   มอง fragments ที่มีอยู่แล้วเป็น assets  
      ตย. ประเด็นใหญ่ : H Care Systems Reform
ประเวศ : ต้องตีประเด็นให้ตก ให้ลงมือทำได้ / doable
อัมมาร์ : สิ่งที่ขาดแคลน คือ coaching ต่อคนจบปริญญาเอกใหม่ๆ   ขาดองค์กรฝึกนักวิจัย   มหาฯ ทำไม่ได้   ตัวอย่าง success IHPP (วิโรจน์)  HITAP (ยศ)  **โกมาตร   วีระศักดิ์    ต้องการ entrepreneur   จะหา entrepreneur ได้อย่างไร   องค์กรวิจัยควรไม่ใหญ่
ควรตั้ง node ไว้หลายจุด   สวรส. สร้าง business model ของ node ที่มี entrepreneur
พูลทรัพย์ : ร่วมคิด กระจายกันทำ
       คิดโจทย์วิจัยเป็นโปรแกรม

**เงินควรไปยังจุดที่ productive / high quality / high impact ต่อสังคม    เงินเป็นเครื่องมือ   เอาไปสร้างคน สร้างนักวิจัย
**เงินเหลือ เป็นอาการโรค แสดงว่าเป็นโรคขาดนักจัดการงานวิจัย (ในมุมมองที่กว้าง รวม พัฒนา) ที่มีความสามารถ   ควรมี R&D Manager Development Program  

  

Capacity Building  ยศ ตีระวัฒนานนท์


      การสนันสนุนระยะยาว    ไม่ต้อง suffer จาก organizational politics 
      สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
      สหสาขา
      มองศักยภาพ ว่ามีอยู่แล้ว 
      **สหภาคี 
**CB เป็น integral part ของระบบวิจัยสุขภาพ
ถาวร : พัฒนากลไกการจ่ายเงิน
      นักวิจัยมีโอกาสเลือก
      การสนับสนุนที่ต่อเนื่อง
โกมาตร : ร้องทุกข์
       ฐานคติที่ bias   แบบ K industry   จัดการความรู้แบบอุตสาหกรรมโรงงาน   เน้นการบริโภคความรู้ที่คนส่วนน้อยผลิต   ความรู้แนวมานุษยวิทยาผลิตคนละแบบกับแนว Lab   ทำงานแบบศิลปิน   เปลี่ยนแปลงโลกด้วยเรื่องเล่า  
        **Rudolf Steiner
สมชัย :
      ไม่ใช่ capacity ที่มีอยู่แล้วในคน   ต้องหาส่วนที่ไม่มี และต้องสร้าง   
       ความเชื่อว่ามนุษย์พัฒนาตนเองได้   โดย coaching  เป็นเรื่องของ skill, habit, วิธีการคิด  
       มอง H Sector as Economic Sector : consumer, supplier คือใคร
       ขาด demand for research   งานวิจัยที่ทำกันยังไม่ใช่งานวิจัยที่โจทย์ดี   **Demand-side management
นพ. ..
       การแย่งคน   คนเก่งมีโอกาสไปทำอย่างอื่น   ถ้างานนี้ไม่ดึงดูด
ปิยทัศน์
        CRCN
        บริษัทยาจ้างหมอเก็บข้อมูล   **ประเด็นจริยธรรม 
        ต้องการนักจัดการข้อมูล   
        RF : สร้างคนเฉยๆ ไม่พอ ต้องสร้างระบบรองรับด้วย  โดยสถาบันต้อง commit ด้วย    กำลังเสนอขอการสนับสนุนจาก RF
ประเวศ
       การวิจัยทางเวชปฏิบัติ ที่ทำให้เวชปฏิบัติแบบ evidence-based
นักวิจัย
       นักวิจัยฝึกมาด้าน K Generation   ไม่คุ้นเคยกับ K Utilization
วิจิตร ศรีสุพรรณ
       คน   อยากให้มีการสนับสนุนหลายๆ แบบ    res fellow, etc.  ให้มี career development

 

 

Area-Based HR Systems  ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์

 
        ลงปัญหาในทางปฏิบัติ  
        นักวิจัยส่วนใหญ่เก่ง copy มากกว่าสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
        นักวิจัยที่เป็นสำนักความคิด มีทฤษฎี มี critical thinking  
        สวรส. ภาค   ทำมากว่า ๑๒ ปี   กลไกของ บอร์ด ไม่จริงจัง    ทำหน้าที่ advisory เท่านั้น    มหาฯ เซ็น MOU แต่ไม่เอาจริงเอาจัง    มีปัญหา Good Governance
        ขาดการทำความชัดเจนว่า Area-Based Research คืออะไร    ขาดการจัดการที่จริงจัง   ทำให้ใน ๓ มหาฯ ที่ดูแล ABR ไม่เกิดความเข้าใจ concept    ขาดการจัดการ    **ขาดการจัดการคุณค่าร่วมกับภาคี   ไม่เกิดสำนักความคิดด้าน Area-Based Research   
        RM ไม่สามารถจัดการได้จริง
        สวรส. ส่วนกลางต้องปรับ   มี ผชช. ด้าน ABR มาระดมความคิดให้ชัด ทั้งเชิง concept และเชิง operation   การวิจัยไม่พอ ต้องมีการสื่อสาร 

วีระพันธุ์
        เริ่มสมัยสมศักดิ์  สมพนธ์   เกิดผลงานวิจัย/นักวิจัยพื้นเมือง   เกิดช้างเผือกขึ้นปีละ ๑ – ๒ คน  
        วงพี่เลี้ยง เกิดขึ้นใน พท. แต่ขาดการจัดการ  
พงษ์พิสุทธิ์
        ระบบวิจัยสุขภาพในพื้นที่
อำพล
        บริบทใน พท. เปลี่ยนไปมาก   เห็นเฉพาะพงศ์เทพ ภาคใต้

 

R2P – Linking Research to Policy/Action บัณฑิต ศรไพศาล


        **งานวิชาการเพื่อการเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์
               ๑. Linear dissemination
               ๒. Translation
               ๓. Linkage & Exchange
          ทำความเพียร
          รอจังหวะ/โอกาส
ฉัตรวรัญ
          ต้องแยก สวรส. ออกจาก คข.   ต้องเป็นสำนักความคิด   มีนักวิจัยที่หยิบความคิดนั้นไปใช้   เป็นเครื่องมือดำรงอัตลักษณ์ของ สวรส.
โกมาตร
          Plurality of Policy Process
          การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก slow process
ณัฐพล
          งานวิจัยที่เปลี่ยน policy  ไม่จำเป็นต้องเป็น policy research
**New management   การมี value add 
**การมี identity ท่ามกลาง complexity
**ทำ empowerment โดยที่ตนเองมี power 
ทวีทอง
         Technical competence ถูก drain ออกไป     
หมอเล็ก
         สวรส. วางยุทธศาสตร์การวิจัยระบบสุขภาพ    นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากร
โกมาตร
         ทำ “ทุนกาญจนาภิเษก” ร่วมกับ สกว.    ลงทุนเรื่องคนให้มาก  
พงษ์
         คข ก็มีปัญหาความ ขข ทางวิชาการในระดับต่างๆ
บัณฑิต
         ทำส่วนที่ คข ทำไม่ได้
ปิยทัศน์
         หน่วยสร้างระบบ    ที่ไวต่อการ ปป.
สัมฤทธิ์
         สวรส. ควรกำหนดยุทธศาสตร์การวิจัย   r mapping   จัด resources ไปตาม priority areas  
         ความสามารถในการสังเคราะห์ผลงานที่ลูกข่ายผลิตออกมา

AAR


ศักดา  ผอ สวรส ภาคเหนือ
         คิดว่า สวรส. มีวิสัยทัศน์ชัด  
         ต้องมีวิธีการใช้ บอร์ด
ภัทระ
        บารมี  อำนาจ  วรรณะของนักวิจัย
หญิง
        สวรส. ควรทบทวนบทบาทของตนเอง    ว่าได้สนองความต้องการของภาคส่วนต่างๆ หรือยัง
จอมขวัญ HITAP
        ไม่ห่วง KG   แต่ทั้งระบบ เติมช่องว่าง ยังต้องการ    สวรส. สร้าง identity ได้
หญิง
        เชื่อมงานวิจัยสู่นโย   อย่ามองเพียงระดับชาติ   อย่ามองเพียงจากมุมของนักวิจัย
นพ. เมฆ
        เสริม implementation   เสริมอื่นๆ
        ขยายพันธมิตรสู่เอกชน   CSR
        ระวัง COI   คำนึงถึง public interest
ไก่
       อยู่ สวรส.   เห็นว่ากำลังปรับ   ขาดจุดร่วมกับ คข.  
วรรณพร
       Retreat สวรส.
มสช.
       ทำ traffic injury
นพ.
        มสช. Traffic injury 
        บทบาทเชิงระบบ   ให้คำปรึกษา เช่น res mapping (ผังพิสัย)
        Area-Based เปลี่ยน user เป็น researcher   เพราะเป็นงานวิจัยที่ไม่แข็งเกิน    แผนงาน traffic กำลังคิดจะทำ
พรพิศ  สวรส.  เป็นเภสัช คนแรกและคนเดียวที่มาอยู่ สวรส.
        ได้กำลังใจ  
พญ. ลัดดา
         เป็นครั้งแรกที่มีการมองระบบสุขภาพร่วมกับ คข.
         ได้จากทวีทองมาก
ทัศนีย์  สปช.
         ได้ ค. ใหม่มาก  
          คนทำ policy dev ระดับ พท มีมาก
          สนใจ ABD มีการเคลื่อนไหวใน พท. อยู่แล้ว  เข้าไปขับเคลื่อนได้
นพ. พินิจ
         กลไก r mgt ระดับชาติ สวรส. เข้าไปร่วมขับเคลื่อน, r mapping, r demand, r financing ทำหน้าที่ integrate แหล่งทุนหลายแหล่ง,
         กลไกทำวิจัย   พัฒนานักวิจัย ให้ครบด้าน   พัฒนาสถาบันรองรับ มีเส้นทางอาชีพ    โมเดลทำงาน เต็ม/ไม่เต็ม เวลา
         KT สู่สาธารณะ และเชื่อมกับนโยบาย   rewriter
จรวยพร
         output ของการประชุม  ?H Financing   จับมือกันอย่างไร    Policy Link
ปัด  สวรส.
         ทำงานเป็นทีม
อรพรรณ  สช.
         ระบบสุขภาพ  
         ทบทวนบริบทใหม่   ระบบ  ช่องทาง
         เป็น res arm ของ สช.
ฑิณกร โนรี  IHPP
ประพจน์
        
พงษ์พิสุทธิ์ สรุป
      กำหนดยุทธศาสตร์
           • ขาดข้อมูลที่บอกภาพระบบ
           • สมดุลทุน – นักวิจัย
           • ลงทุนสร้างนักวิจัย
           • Demand-side mgt
วิโรจน์
      จะเกิดอะไรขึ้นถ้า กสธ ไม่มี FETP
                                    ไม่ผลิตพยาบาลเอง 
                                    ไม่มี IHPP 
                                    ไม่มี HITAP ที่ดึง postdoc มาทำงาน  
   
      

วิจารณ์ พานิช
๓๑ พ.ค. ๕๑