เดือนหน้าจะครบ 1 ปีที่ผมไปใช้ชีวิตและรับใช้ประเทศชาติอยู่อินเดีย เป็น 365 วันที่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ครบทุกรส ทั้งสุข ทุกข์
ปล่อยความคิดล่องลอยไปในวันวานที่ผ่านๆ มา จึงมีข้อเขียน "เข้าใจอินเดีย" ความยาว 6 ตอนจบซึ่งจะทยอยลงใน G2K เริ่มตอนแรก ดังนี้
เข้าใจ...อินเดีย

การจะเข้าใจประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย
อินเดียเป็นประเทศที่น่าสนใจ มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมาที่ยาวนาน รวมทั้งความลึกลับ ความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและความเหลือเชื่อมากมายหลายประการ ทำให้การจะเข้าใจอินเดียนั้นยากทีเดียวและยิ่งยากขึ้นไปอีก
การที่ได้ไปใช้ชีวิตที่อินเดียเป็นเวลานับปีทำให้เริ่มเห็นและมีความเข้าใจอินเดียเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่งในฐานะคนที่ไปทำงาน ต้องอยู่ ต้องดู ต้องเห็น ต้องเรียนรู้อินเดีย จึงเป็นที่มาของข้อเขียนนี้ ที่พยายามที่จะนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับประเทศอินเดียในปี 2250 ไม่ว่าในเรื่องประวัติศาสตร์ ประเทศ และคน เพื่อนำไปสู่คำว่า “เข้าใจ...อินเดีย”
ในยุคนี้ การเข้าใจ อินเดีย มีความจำเป็น ดีกว่าการไม่สนใจและไม่ต้องการเข้าใจ เพราะเราหลีกหนีความเป็นอินเดียในยุคโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ ความเป็นอินเดียที่นับวันจะมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าโลกอนาคตต้องมีความเป็นอินเดียแทรกอยู่ เราก็ควรเข้าใจอินเดียให้เร็วและมากที่สุด เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
พอล เลอมัง
................................
1.
อินเดีย...ที่เห็น
ผมไปสัมผัสและเกี่ยวข้องกับอินเดียเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อเดือน กรกฏาคม 2550 เมื่อไปเห็นของจริงจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นของธรรมดา เนื่องจากก่อนหน้านี้แม้จะได้เคยไปมาหลายประเทศทั่วโลก กลับไม่ได้เคยสนใจประเทศนี้มาก่อนเลย ส่วนหนึ่งที่ตื่นเต้นอาจเพราะสิ่งที่เห็นก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่อ่านจากหนังสือหลายสิบเล่มก่อนไปที่กล่าวถึงอินเดียในแง่ค่อนข้างลบ
อินเดียที่ผมเห็นเป็นอย่างไร
ในปี 2550 ที่ผมไปสัมผัสกับอินเดียนั้น เป็นปีที่มีความสำคัญปีหนี่งทีเดียว ลองมาดูกันว่ามาจากอะไรบ้าง
เป็นปีที่ครบรอบ 60 ปีของการเป็นอิสรภาพจากอังกฤษซึ่งมีการฉลองใหญ่โตทั่วประเทศ
เป็นปีครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับอินเดีย ซึ่งก็มีการเฉลิมฉลองที่สำคัญหลายงาน แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ
เป็นปีที่นครเดลีมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะถนนหนทางและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสนามบินนานาชาติ ที่กำลังปรับปรุงให้เป็นระดับมาตรฐานโลก การก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายใหม่และการปรับปรุงถนนหลายสายในเดลี
เป็นปีที่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใหม่ๆ ที่ทันสมัยเกิดขึ้นหลายแห่งทั้งในเดลีและเมืองข้างเคียง
พูดถึงเรื่อง สนามบินนานาชาติอินทิรา คานที เป็นสนามบินที่ไม่ใหญ่โตเหมือนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของเราที่เพิ่งเสร็จไม่นาน แต่ก็ดูเรียบร้อยดี ไม่ได้แย่เหมือนที่เคยอ่านจากหนังสือท่องเที่ยวหลายเล่ม
เมืองเดลีที่เห็นในเวลาค่ำคืนนั้นไม่ได้ดูเลวร้ายนักเลย ถนนหนทางจากสนามบินเข้าเมืองเป็นถนนที่เรียบร้อยใช้ได้ ช่วงที่ใหญ่ก็กว้างใหญ่ขนาด 8 เลน (ข้างละ 4 เลน) อาคารร้านค้าที่เห็นสองข้างทางเป็นอาคารก่อด้วยอิฐก่อหลังเล็กๆ ชั้นเดียวหรือสูงไม่เกินสองหรือสามชั้นตั้งเรียงรายสองข้างถนน รถบนถนนจากสนามบินเข้าเมืองค่อนข้างเยอะและจอแจ ในย่านที่เป็นย่านธุรกิจ การจราจรติดขัดและได้ยินเสียงบีบแตรรถบ้าง แต่ไม่ได้มากมายอะไรนัก
ที่น่าตื่นเต้นก็คือการขับรถที่ดูน่าหวาดเสียว ปาดกันไปปาดกันมาและวิ่งใกล้กันในระยะที่เฉียดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ก็หลายครั้งแต่ก็ไม่มีอะไรยังลื่นไหลไปได้เรื่อยๆ

ปี 2550 ที่ผมไปสัมผัสอินเดียนั้น เป็นปีที่นักธุรกิจไทยหลายบริษัทที่เข้าไปลงทุนในอินเดียเริ่มประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ เช่นเดลต้า ไทยซัมมิท รวมทั้งการที่บริษัทไทยขนาดใหญ่หลายบริษัทได้เข้าไปลงทุนในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสัมปทานหรือร่วมลงทุนกับอินเดีย เช่นอิตัลไทยและเจริญโภคภัณฑ์
ปี 2550 เป็นปีที่สายการบินนกแอร์ของไทยเริ่มบินไปบังกาลอร์ อินเดียเป็นครั้งแรก (13 พค.2007 ) ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ขนผู้โดยสารได้ 150 ที่นั่งและถือว่าเป็นเที่ยวบินเพื่อช๊อบปิ้งเที่ยวบินแรกของโลกที่ให้บริการนำคนไปช๊อบปิ้งโดยลดราคาถึง 50 เปอร์แซนต์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทย ถือเป็นการรุกทางด้านการบินที่น่าสนใจ
2550 เป็นปีที่มีนักท่องเที่ยวอินเดียไปเที่ยวเมืองไทยกว่า 5 แสนคนซึ่งถือว่าอัตราเพิ่มสูงมากและยังได้ข่าวจากหน่วยงานสองแห่งที่เกี่ยวข้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียไปไทยโดยตรงคือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและการบินไทยที่มีโครงการจะรุกตลาดอินเดียในปีต่อๆ ไปซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปเลย เพราะคนอินเดียที่ผมพบในปี 2550 เป็นต้นมานั้นทุกคนบอกตรงกันว่าชอบประเทศไทยมากๆและไปเที่ยวประเทศไทยเป็นประจำทุกปี
มีคนบอกว่าส่วนหนึ่งคนอินเดียที่นิยมไปประเทศไทยเพื่อเที่ยวและซื้อสินค้ากลับมาขายในอินเดีย เพราะสินค้าไทยราคาถูก โดยเฉพาะทีวีสีจากเมืองไทยเป็นสินค้ายอดนิยมไม่รวมเสื้อผ้าที่กองทัพนักท่องเที่ยวชาวอินเดียชอบซื้อกลับไปขายต่อซึ่งทำให้ได้กำไรเป็นค่าตั๋วเครื่องบินสบายๆ
ความนิยมประเทศไทยของคนอินเดียนั้นแทบทุกเรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเห็นว่ายังไม่ประสบความสำเร็จคือร้านอาหารไทยในอินเดียถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกเพราะในต่างประเทศทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา แม้แต่ในแอฟริกา อาหารไทยเป็นที่นิยมมาก ทำให้เกิดร้านอาหารไทยที่เจ้าของเป็นคนไทยตามมามากมาย แต่ที่อินเดียโดยเฉพาะที่นครเดลีกลับตรงกันข้าม ร้านอาหารไทยไปเปิดไม่กี่ร้านและไปไม่รอด จนบัดนี้มีร้านอาหารไทยไม่ถึง 10 ร้านและในบรรดาสิบร้านนั้นมีร้านที่มีเจ้าของที่เป็นคนไทยเพียง 2-3 ร้านเอง ซึ่งถ้าดูจากจำนวนประชากรของมหานครเดลีที่มีประมาณ 22 ล้านคน จำนวนร้านอาหารไทยเพียงไม่ถึงสิบร้านสะท้อนให้เห็นว่าอาหารไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการเจาะตลาดอินเดีย ทั้งที่คนอินเดียเวลาไปเที่ยวเมืองไทยจะชอบทานอาหารไทยมาก ประเด็นนี้น่าคิด
ตลาดอินเดียเป็นตลาดที่ต้องใช้ความคิดและจินตนาการสร้างสรรค์สูงในการเจาะตลาด เพราะทั้งวัฒนธรรมและนิสัยคน วิถีของคนเป็นสิ่งที่ต้องนำมาใช้ปรับในเรื่องการตลาด
อาหารไทยส่วนหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จก็เพราะไม่คำนึงถึงวิถีของคนอินเดียที่ไม่นิยมทานเนื้อ ไม่นิยมทานน้ำปลา ไม่นิยมนำใบกระเพามาปรุงอาหาร ไม่นิยมอาหารที่เผ็ดเกินไป ไม่นิยมข้าวนิ่มและเหนียวแบบข้าวไทย ข้อสังเกตุเหล่านี้ทำให้ร้านอาหารไทยแท้ตกม้าตายไปหลายรายแล้ว เพราะไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิธีการ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือคนอินเดียนิยมใช้มือในการบริโภคอาหาร ทำให้ปิสซ่าและแม็คโดนัลเจเป็นที่ยอมรับในสังคมอินเดีย
แม้แต่มาม่าไทยก็ไม่เป็นที่นิยมของคนอินเดียนักเพราะขาดกลิ่นเครื่องเทศที่คุ้นเคย
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่เห็น น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อาหารไทยยังไม่สามารถเจาะตลาดอินเดียได้ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ไม่ใช่ใหญ่ธรรมดาแต่ใหญ่แบบมหึมา ผมมองว่าอินเดียไม่ใช่ตลาดสำรองของใคร แต่เป็นตลาดตัวจริงที่ไทยควรจะเข้าไปและให้เร็วที่สุด
สิ่งสำคัญคือนักธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนทัศนะคติกับคนอินเดียซะใหม่ อย่าไปคิดว่า “เจองู เจอแขก ให้ตีแขกก่อน” ผมจะเปลี่ยนให้ใหม่เป็น “เจองู เจอแขก ให้เรียนรู้จากแขกก่อน”
......................................
(ตอนที่ 2 บันทึกต่อไปครับ)
สวัสดีครับ
ครูโย่ง ครับ
ขอบคุณครับที่เข้ามาทักทาย
อินเดียเป็นดินแดนที่เหลือเชื่อครับ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงนิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับอินเดีย 3 เล่ม เล่มสุดท้ายชื่อว่า "มหัศจรรย์ทุกวัน"
แสดงถึงความน่าศึกษาและมีคุณค่าของประเทศนี้ได้ดีมากครับ
นอกจากนั้นผมคิดว่าอินเดียกับไทยนั้นเป็ยญาติในหลายๆ ด้าน ทั้งศาสนา วัฒนธรรมและทางธรรม
หากมีโอกาส ผมเชิญชวนให้ไปทัศนศึกษาอินเดียครับ
ด้วยความปรารถนาดี
คุณ jaewjingjing ครับ
จริงครับ คนไทยไม่คิดจะไปอินเดีย
แต่ผมเห็นว่าน่าไปครับ โดยเฉพาะไปเที่ยว ศึกษาหรือแสวงบุญ
เพราะสิ่งที่จะได้จากการไปประเทศนี้ มีคุณค่ามากเหลือเกิน
มีคุณค่าและคุ้มค่ากว่าไปประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ
เพราะการไปประเทศพัฒนาแล้วเหล่านั้นไม่สามารถสร้างคุณค่าทางจิตวิญญานได้เท่าอินเดีย
คุณค่าทางจิตวิญญานคือยาบำรุงหรือวิตามินสำหรับจิตวิญญานที่ดีมากครับ เผลอๆ จะรักษาโรคทางใจได้ผลชะงัด
ผมกลับมองว่าถ้ายาดี แม้จะขมหน่อย ก็น่าทานครับ
เจริญสุขนะครับ
คุณ jaewjingjing ครับ
โอ เป็นข้อมูลที่น่ารักมากครับ
ทำให้อดหัวเราะไม่ได้ :)
ครั้งหนึ่งในชีวิต หาโอกาสไปสักการะสังเวชนียสถาน 4 แห่ง
ถือเป็นกุศลที่ควรสั่งสมไว้ครับ
ด้วยความปรารถนาดี
แวะมาอ่านและลงชื่อไว้ครับกระผม
คุณ กวิน ครับ
ติดตามต่อไปครับ ว่าอินเดียนั้นเป็นยักษ์ใหญ่เช่นเดียวกับจีน
หากจีนเป็นยักษ์ใหญ่ อินเดียจะเป็นช้างยักษ์ครับ
โลกในอนาคต 25 ปีข้างหน้า ไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับยักษ์ทั้งสองนี้ครับ
มาติดตามอ่านค่ะ
อินเดียเป็นประเทศที่่น่าสนใจมาก ถ้ามีโอกาส สักวันหนึ่งคงจะได้ไปเยี่ยมเยียนค่ะ
คุณ กมลวัลย์ ครับ
สนับสนุนจริงๆ ครับ
โดยเฉพาะในเรื่องของพุทธศาสนา
ครั้งหนึ่งในชีวิต ไปตามรอยพระพุทธองค์ครับ
กับไปปลุกและกระชากจิตวิญญานครับ
สวัสดีค่ะ
เห็นพี่โยคีเขียนเรื่องในเมืองหลวงของอินเดีย สงสัยโยคีน้อยต้อง เอาเรื่องชนบท ของอินเดียมาเขียนบ้างแล้ว
ชนบทที่มีเสน่ห์ มีน้ำใจ ไม่แพ้ใครค่ะ
รักอินเดียเหมือนกันค่ะ
โยคีน้อย
แหม หายากนะ คนไทยที่รักอินเดีย
สงสัยจะเคยเกิดเป็นชาวเมืองกุสินารามาก่อนมั้ง
:)
เรียน ท่านพลเดช ที่เคารพ
ดิฉันจะติดตามอ่านงานของท่านต่อไปค่ะ มีประโยชน์และได้ความรู้มากค่ะ ชาวไทยที่มีทัศนคติลบไว้ก่อน เชื่อตามที่เขาเล่าก่อนโดยไม่เปิดช่องว่างในสมองและหัวใจเพื่อการเรียนให้รู้ ดูให้เห็น "อินเดีย" อย่างที่เขาเป็น ดิฉันบอกได้เลยว่าน่าเสียดาย มีนักธุรกิจไทยพูดไว้ตรงกับนักการศึกษาไทยคือ ศตวรรษหน้าจะเป็น ASIAN CENTURY ที่มีจีนและอินเดียเป็นพระเอก เราจะเตรียมตัวของเราอย่างไรเพื่อให้เป็นผู้หนึ่งที่จะเข้าไปมีส่วนตรงนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นวิธีการ และทัศนคติของแต่ละคนนะคะ
อาจารย์โสภนาครับ
ผมคิดว่าเรามีส่วนที่จะเตรียมคนและสร้างคนไทยรุ่นใหม่ได้ครับ
คนรุ่นใหม่ที่จะใส่ใจเรียนรู้โลกกว้างและหาผลประโยชน์รอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะเดียวกันก็รู้รักบ้านเมืองและโลก
สถาบันอินเดียศึกษาของอาจารย์นั้นช่วยได้เลยครับ
น่าสนใจมากค่ะ จะรอติดตามตอนต่อไป
สวัสดีคนอยู่ญี่ปุ่น
อยากฟังเรื่องเล่าจากญี่ปุ่นบ้างจัง