คนผู้นำรัฐ (๑)


คนผู้นำรัฐ

(พระมหากษัตริย์ หรือผู้ปกครองบ้านเมือง)

 

     ท่านผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ผู้นำ และผู้ปกครองรัฐ  ตั้งต้นแต่พระเจ้าจักรพรรดิ พระมหากษัตริย์  ตลอดจนนักปกครองโดยทั่วไป  มีหลักธรรมที่เป็นคุณสมบัติ และเป็นข้อปฏิบัติ ดังนี้

 

ก.ทรงทศพิธราชธรรม

     คือ มีคุณธรรมของผู้ปกครอง หรือ ราชธรรม (ธรรมของพระราชา) ๑๐ ประการ ดังนี้

 

๑.         ทาน  [ให้ปันช่วยประชา]  คือ บำเพ็ญตนเป็นผู้ให้  โดยมุ่งปกครองหรือทำงานเพื่อให้เขาได้  มิใช่เพื่อจะเอาจากเขา  เอาใจใส่อำนวยบริการ  จัดสรรความสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ให้ประชาราษฎร์ได้รับประโยชน์สุข  ความสะดวกปลอดภัย  ตลอดจนให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อนประสบทุกข์  และให้การสนับสนุนแก่คนทำความดี

๒.        ศีล  [รักษาความสุจริต]  คือ ประพฤติดีงาม  สำรวมกายและวจีทวาร  ประกอบแต่การสุจริต  รักษากิตติคุณ  ประพฤติให้ควรเป็นตัวอย่าง  และเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์  มิให้มีข้อที่ผู้ใดจะดูแคลน

๓.        ปริจจาคะ  [บำเพ็ญด้วยเสียสละ]  คือ สามารถเสียสละความสุขสำราญ เป็นต้น  ตลอดจนชีวิตของตนได้  เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน  และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

๔.       อาชชวะ  [ปฏิบัติภาระโดยซื่อตรง]  คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มารยา  ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต  มีความจริงใจ  ไม่หลอกลวงประชาชน

๕.       มัททวะ  [ทรงความอ่อนโยนเข้าถึงคน]  คือ มีอัธยาศัย  ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือองค์  มีความงามสง่าเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวล ละมุนละไม  ควรได้ความรักภักดี แต่มิขาดยำเกรง

๖.        ตปะ  [พ้นมัวเมาด้วยเผากิเลส]  คือ แผดเผากิเลสตัณหา  มิให้เข้ามาครอบงำจิต  ระงับยับยั้งข่มใจได้  ไม่หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและการปรนเปรอ  มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอหรืออยู่อย่างง่ายๆ สามัญ  มุ่งมั่นแต่จะบำเพ็ญเพียรทำกิจในหน้าที่ให้บริบูรณ์

๗.       อักโกธะ  [ถือเหตุผลไม่โกรธา]  คือ ไม่เกรี้ยวกราด  ไม่วินิจฉัยความและกระทำการด้วยอำนาจความโกรธ  มีเมตตาประจำใจไว้ระงับความเคืองขุ่น  วินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันสุขุมราบเรียบตามธรรม

๘.       อวิหิงสา  [มีอหิงสานำร่มเย็น]  คือ ไม่หลงระเริงอำนาจ  ไม่บีบคั้นกดขี่ มีความกรุณา  ไม่หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาราษฎร์ผู้ใดด้วยอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง

๙.        ขันติ  [ชำนะเข็ญด้วยขันติ]  คือ อดทนต่องานที่ตรากตรำ  อดทนต่อความเหนื่อยยาก  ถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไร  ก็ไม่ท้อถอย  ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยถ้อยคำเสียดสีถากถางอย่างใด  ก็ไม่หมดกำลังใจ  ไม่ยอมละทิ้งกิจกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม

๑๐.  อวิโรธนะ  [มิปฏิบัติคลาดจากธรรม]  คือ ประพฤติมิให้ผิดจากประศาสนธรรม  อันถือประโยชน์สุขความดีงามของรัฐ และราษฎร์เป็นที่ตั้งอันใดประชาราษฎร์ปรารถนาโดยชอบธรรม ก็ไม่ขัดขืน  การใดจะเป็นไปโดยชอบธรรม  เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน  ก็ไม่ขัดขวาง  วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม  คงที่  ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหว  เพราะถ้อยคำดีร้าย ลาภสักการะหรืออิฏฐารมณ์ใดๆ  สถิตมั่นในธรรม  ทั้งส่วนยุติธรรม คือ  ความเที่ยงธรรม ก็ดี  นิติธรรม คือ  ระเบียบแบบแผน หลักปกครองธรรม  ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ดี  ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป

ข.บำเพ็ญกรณีย์ของจักรพรรดิ

     คือ ปฏิบัติหน้าที่ของนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่  ที่เรียกว่า จักรวรรดิวัตร (ธรรมเนียมหรือหน้าที่ประจำของจักรพรรดิ) ๕ ประการ คือ

 

๑.         ธรรมาธิปไตย  [ถือธรรมเป็นใหญ่]  คือ ยึดถือความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม เหตุผล หลักการ กฎกติกาที่ชอบธรรม  เป็นบรรทัดฐาน เคารพธรรม เชิดชูธรรม นิยมธรรม ตั้งตนอยู่ในธรรม ประพฤติธรรมด้วยตนเอง

๒.        ธรรมิการักขา  [ให้ความคุ้มครองโดยธรรม]  คือ จัดอำนวยการรักษาคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรม  แก่ชนทุกหมู่เหล่าในแผ่นดิน  คือ คนภายใน ข้าราชการฝ่ายทหาร ข้าราชการฝ่ายปกครอง ข้าราชการพลเรือน นักวิชาการ และคนต่างอาชีพ  เช่น พ่อค้าและเกษตรกร  ชาวนิคมชนบทและชนชายแดน  พระสงฆ์และบรรพชิตผู้ทรงศีลทรงคุณธรรม  ตลอดจนสัตว์เท้าสัตว์ปีก  อันควรสงวนพันธุ์ทั้งหลาย

๓.        มา อธรรมการ  [ห้ามกั้นการอาธรรม์]  คือ จัดการป้องกันแก้ไข  มิให้การกระทำที่ไม่เป็นธรรม  การเบียดเบียนข่มเหง  และความผิดความชั่วร้ายเดือดร้อน  เกิดมีขึ้นในบ้านเมือง  ชักนำประชาชนให้ตั้งมั่นในสุจริตและนิยมธรรม  รวมทั้งจัดวางระบบที่กันคนร้าย  ให้โอกาสคนดี

๔.       ธนานุประทาน  [ปันทรัพย์แก่ชนผู้ยากไร้]  มิให้มีคนขัดสนยากไร้ในแผ่นดิน  เช่น จัดให้ราษฎรทั้งปวงมีทางหาเลี้ยงชีพ  ทำมาหากินได้โดยสุจริต

๕.       ปริปุจฉา  [ไม่ขาดการสอบถามปรึกษา]  แสวงปัญญาและความดีงามยิ่งขึ้นไป  โดยมีที่ปรึกษาที่ทรงวิชาการทรงคุณธรรม ผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบ ผู้ไม่ประมาทมัวเมา  ที่จะช่วยให้เจริญปัญญาและกุศลธรรม  หมั่นพบปะพระสงฆ์และนักปราชญ์  ไถ่ถามหาความรู้หาความดีงามหาความจริง  และถกข้อปัญหาต่างๆ อยู่โดยสม่ำเสมอตามกาลอันควร  เพื่อซักซ้อมตรวจสอบตนให้เจริญก้าวหน้า  และดำเนินกิจการในทางที่ถูกต้องชอบธรรม ดีงาม และเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขอย่างแท้จริง

 

 

 

จากหนังสือ ธรรมนูญชีวิต

โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

หมายเลขบันทึก: 185145เขียนเมื่อ 29 พฤษภาคม 2008 15:49 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 21:38 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี