เป็นบทความที่ตีพิมพ์ในมติชนมานานแล้วครับ แต่บ้านเมืองมีแต่เรื่องเครียดๆ เผื่อบางที่มีใครฟิวส์ขาดก่อเรื่องแบบนี้อีก จะได้ตั้งตัวตู้สู้คดีได้ถูกต้อง

จำเลยโรคจิต ติดคุกไหม?

โดย ธัญศักดิ์ ณ นคร [email protected] ทนายความ

เป็นข่าวครึกโครม สะเทือนขวัญคนไทยยิ่งนัก เมื่อมือมีดเพศหญิง บุกเข้าไปในโรงเรียนมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ แล้วจ้วงแทงทำร้ายเด็กนักเรียนหญิงบาดเจ็บสาหัสถึงสี่คน

เพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถสืบสวนจนรู้ตัวคนร้าย พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหารายนี้

ผู้เขียนขอแสดงความเสียใจกับผู้เคราะห์ร้ายทั้งสี่คน แต่ขอแสดงความชื่นชมในผลงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดีนี้ได้รวดเร็ว และที่ต้องปรบมือให้กำลังใจเป็นพิเศษคือสื่อมวลชนทุกแขนง ที่เสนอข่าวอย่างเกาะติดสถานการณ์ จนทำให้จับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้อย่างรวดเร็ว

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 12 กันยายน 2548 รายงานข่าวว่า ผู้ต้องหารายนี้มีอาการทางจิตประสาท หรือมีอาการจิตบกพร่อง ถึงขนาดมีประวัติเคยเข้ารับการบำบัดอาการทางจิตประสาทมาก่อน ประกอบกับผลการสอบสวนเบื้องต้น พบมูลเหตุจูงใจให้กระทำผิดเพียงแค่ความเกลียดชัง "คนเชื้อสายแขกอินเดียและคนเชื้อสายจีน-ที่ร่ำรวย" โดยไม่มีมูลเหตุจูงใจอื่นใด แต่ประสาทหลอนว่า มีบัญชาจากสวรรค์สั่งให้ลงมือกระทำไป ก็ยิ่งทำให้มีความน่าเชื่อได้ว่าผู้ต้องหารายนี้มีจิตบกพร่อง เท็จจริงอย่างไรจะได้พิสูจน์กันต่อไป

ในทางกฎหมาย การดำเนินคดีอาญาต่อผู้ต้องหาที่เป็นคนปกติ แตกต่างกับการดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาที่เป็นคนวิกลจริต ทั้งนี้กฎหมายบัญญัติให้มีการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีที่แตกต่างกัน แม้กระทั่ง ในส่วนของความรับผิดทางกฎหมายหรือโทษที่ได้รับก็ต่างกันไปด้วย

ซึ่งข้อกฎหมายเรื่องนี้เป็นที่รับรู้ของคนโดยทั่วไปว่า "คนบ้าฆ่าใครไม่ติดคุก"

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 บัญญัติว่า

"ในระหว่างทำการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณาคดี ถ้ามีเหตุควรเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ให้พนักงานสอบสวนหรือศาลแล้วแต่กรณี สั่งให้พนักงานแพทย์ตรวจผู้นั้น เสร็จแล้วให้เรียกพนักงานแพทย์มาให้ถ้อยคำ หรือให้การว่าตรวจได้ผลประการใด

ในกรณีที่พนักงานสอบสวนหรือศาลเห็นว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ให้งดการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาไว้จนกว่าผู้นั้นหายวิกลจริตหรือสามารถจะต่อสู้คดีได้ และให้มีอำนาจส่งตัวผู้นั้นไปยังโรงพยาบาลโรคจิตหรือมอบตัวให้แก่ผู้อนุบาล ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือผู้อื่นที่เต็มใจรับไปดูแลรักษาก็ได้ ตามแต่จะเห็นสมควร

กรณีที่ศาลงดการไต่สวนมูลฟ้อง หรืองดพิจารณาคดีดั่งบัญญัติไว้ในวรรคก่อน ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีเสียชั่วคราวก็ได้"

อย่างไรก็ตาม เมื่อการสอบสวนและการพิจารณาคดี ในกรณีที่ผู้ต้องหาที่ขณะกระทำผิดแม้เป็นคนวิกลจริต แต่สามารถดำเนินคดีไปได้โดยไม่คิดขัดข้อกฎหมายเรื่องความสามารถในการต่อสู้คดีได้ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หากปรากฏว่าผู้วิกลจริตเป็นผู้กระทำความผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 บัญญัติในเรื่องความรับผิดไว้ดังนี้

"ผู้ใดกระทำผิด ในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น

แต่ถ้าผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้างผู้นั้นรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้"

กฎหมายไม่ประสงค์จะให้ผู้วิกลจริต ที่กระทำไปโดยไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี หรือผู้ที่กระทำไปโดยมีความบกพร่องทางจิตถึงขนาดที่ขณะกระทำผิดไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะนอกจากการกระทำผิดดังกล่าวมิได้เกิดจากเจตนาอันชั่วร้ายดั่งเจตนาของคนร้ายปกติแล้ว ยังไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะเอาบุคคลดังกล่าวไปลงโทษตามวิธีทางราชทัณฑ์

อ่านถึงตรงนี้ มีหลายท่านกังวลว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยปกติทั่วไป จะสวมรอยเป็นคนไข้อ้างกฎหมายข้อนี้ให้ศาลยกเว้นโทษให้บ้าง คงทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะวิทยาการด้านการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก จิตแพทย์คงไม่ลงความเห็นให้ใครเป็นโรคจิตได้โดยไม่ได้เป็นจริงๆ

แต่หากผู้ต้องหาหรือจำเลยใดยังดื้อดึงที่จะขอใช้สิทธิ (ของคนบ้า) ศาลก็มีอำนาจที่จะมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรค 2 วรรค 3 ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นได้ครับ

นั่นคือ มีอำนาจให้ส่งตัวไปบำบัดในโรงพยาบาลโรคจิตที่มีห้องควบคุมอย่างแน่นหนามั่นคง และให้จำหน่ายคดีชั่วคราว เมื่อมีอาการดีขึ้นจนสามารถต่อสู้คดีได้ ก็ให้โจทก์ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป

ขอให้เลือกเอา ระหว่างเรือนจำราชทัณฑ์ กับเรือนจำ (โรค) เฉพาะทาง

(มติชนรายวัน 15/9/2548 หน้า 7)