นี่เป็นความเห็นส่วนตัว ... จะไม่ยอมโต้เถียงกับใครให้มากความ

อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชน วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม 2551 คอลัมน์การศึกษา

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

คุรุสภาเผย "ชาวไทย-ต่างชาติ" ผ่านมาตรฐานวิชาชีพครูน้อย

 

" ....

นายจักรพรรดิ วะทา เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เปิดโอกาสให้ผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีในสาขาที่ไม่ใช่ทางด้านการศึกษา อาทิ บริหารธุรกิจ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น มีโอกาสประกอบวิชาชีพครู โดยเปิดรับสมัครทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศให้เข้ามาทดสอบเพื่อรับรองความรู้ตามมาตรฐานความรู้ที่กำหนดในข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2549


เมื่อช่วงเดือนเมษายนนั้น มีผู้สมัครเข้ารับการทดสอบมาตรฐานความรู้ทั้งสิ้น 2,612 คน แบ่งเป็น ชาวไทย 2,535 คน และชาวต่างชาติ 77 คน ปรากฎว่า มีผู้สอบผ่านในแต่ละมาตรฐานน้อยมาก

วิชา "การวัดผลและประเมินผลการศึกษา" ไม่มีผู้สอบผ่านการประเมินเลย

วิชา "ความเป็นครู" มีผู้สอบผ่านเพียง 1 คน

วิชา "จิตวิทยาสำหรับครู" สอบผ่าน 2 คน


ส่วนมาตรฐานความรู้ที่มีผู้สอบผ่านมากที่สุด คือ

วิชา "การบริหารจัดการในห้องเรียน" จำนวน 374 คน

วิชา "การวิจัยทางการศึกษา" จำนวน 118 คน

วิชา "นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา" จำนวน 59 คน


"จากตัวเลขผู้ที่ผ่านการทดสอบความรู้ตามมาตรฐานครูของคุรุสภาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า เกณฑ์มาตรฐานความรู้ของคุรุสภาเข้มเข้น ดังนั้น ขอให้สังคมและผู้ปกครองเลิกห่วงใยว่า การที่คุรุสภาเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่จบปริญญาตรีทางการศึกษาเข้ามาเป็นครู จะทำให้จัดการศึกษาไม่ได้คุณภาพ เพราะผู้ที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพควบคุมทางการศึกษา ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีวุฒิทางการศึกษา หากจะเข้ามาเป็นครูต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานความรู้ทางวิชาชีพ หากไม่มีความรู้จริงก็ไม่สามารถสอบผ่านได้ จึงไม่ใช่ใครอยากจะเข้ามาเป็นครูก็เป็นได้ง่าย ๆ" นายจักรพรรดิ กล่าว

... "

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ข่าวนี้ ถือว่า ได้รับข้อมูลการศึกษาโดยตรงจากคุรุสภา เกี่ยวกับ การสอบขอใบประกอบวิชาชีพครูของคนที่ไม่ได้เรียนสายครู แสดงให้เห็นมาตรฐานของข้อสอบ ... แต่ไม่ได้แสดงมาตรฐานของผู้สอบ

ผลที่ออกมาจึงน่าตกใจมากกว่าที่มีวิชาที่ผู้สอบไม่ผ่านเลย อย่างวิชา "การวัดผลและประเมินผลการศึกษา"

 

อยากให้ความรู้ สักหน่อยเกี่ยวกับวิชาที่สอบนั้น ถ้าหากผู้ที่เรียนวิชาชีพครูมา

  • วิชา "การวัดผลและประเมินผลการศึกษา" มักจะสังกัดสาขาวิชา "วัดผลและวิจัยการศึกษา" มีชื่อวิชาว่า "หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา"
  • วิชา "ความเป็นครู" มักจะสังกัดสาขาวิชา "หลักสูตรและการสอน" หรือ "การศึกษานอกระบบ" หรือ คณะฯ เป็นผู้คัดเลือกอาจารย์ผู้อาวุโสมาสอนวิชานี้ (แต่ที่มหาวิทยาลัยผม มีให้อาจารย์ที่ไม่มีคาบจะสอนมาสอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง อันมาจากความไม่รอบรู้ของผู้เป็นคณบดี และรองวิชาการ) มีชื่อวิชา "ความเป็นครู"
  • วิชา "จิตวิทยาสำหรับครู" มักจะสังกัดสาขาวิชา "จิตวิทยาและการแนะแนว" หรือ "หลักสูตรและการสอน" มีชื่อวิชา "จิตวิทยาสำหรับครู"
  • วิชา "การบริหารจัดการในห้องเรียน" มักจะสังกัดสาขาวิชา "หลักสูตรและการสอน" มีชื่อวิชา ".... "เทคนิคและทักษะการสอน"
  • วิชา "การวิจัยทางการศึกษา" มักจะสังกัดสาขาวิชา "วัดผลและวิจัยการศึกษา" มีชื่อวิชาว่า "การวิจัยการศึกษา"
  • วิชา "นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา" มักจะสังกัดวิชา "เทคโนโลยีการศึกษา" และ "คอมพิวเตอร์ศึกษา" เป็นการเรียนในหลาย ๆ วิชา เช่น "เทคโนโลยีการศึกษา" , "เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา" , "นวัตกรรมการศึกษา" เป็นต้น

 

คุรุสภาได้เลือกวิชาครูบังคับทั้งหมดมาเป็นข้อสอบขอใบรับรองวิชาชีพครู ทำให้ผู้สอบที่เรียนครู 4 ปี ครู 5 ปี ได้เรียนมาแน่นอนอยู่แล้ว เพราะครูบังคับ หมายถึง ต้องได้อย่างน้อย D ห้ามตก จึงจะถือว่า ผ่านเกณฑ์วิชาชีพ

สำหรับผู้ที่ไม่ได้จบสายครู แล้วเรียนต่ออีก 1 ปี ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครูนั้น ในระยะเวลา 1 ปี ต้องเรียนวิชาเหล่านี้ให้ครบ แล้วจึงจะนำไปเทียบโอนรายวิชาที่คุรุสภาอีกที

 

ผมเองก็ไม่สามารถเข้าใจหลักสูตรได้อย่างถ่องแท้ และไม่ใช่ผู้รู้จริง ๆ ในเรื่องนี้ เพียงแต่อยู่ในแวดวงการผลิตครู จึงพอทราบบ้างเท่านั้น

กฎหมายครูหลายฉบับมีการปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไหนมาเฟียมากหน่อย ก็ต้องตามใจผู้นำรัฐบาลชุดนั้น ทำให้ระบบการศึกษาของประเทศเละไม่มีชิ้นดีจนถึงปัจจุบัน

นี่เป็นความเห็นส่วนตัว ... จะไม่ยอมโต้เถียงกับใครให้มากความ

ขอบคุณครับ :)