คนเรารักตัวกลัวทุกข์กันทั้งนั้น   รวมทั้งผมด้วย   ผมลองคิดดูว่าอะไรเป็นตัวควบคุมให้ผมประพฤติตัวเช่นที่ผ่านมา    ผมว่าความรักตัวกลัวทุกข์นี่แหละเป็นตัวกำหนด   เมื่อรักตัวกลัวทุกข์ ก็ต้องประพฤติตนให้มีผลดีแก่ตนเองในระยะยาว    เกิดเป็นนิสัย “รักยาว”    หรือรักที่จะประพฤติตนเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว


          สำหรับผม ผลประโยชน์ในระยะยาว นี่เองคือ “ชาติหน้า” ที่บรรพบุรุษสอนเรา    ชาติหน้าสำหรับผมคืออนาคต    ไม่จำเป็นต้องตายไปก่อนจึงจะมีชาติหน้า  

  
          นี่คือความคิดคำนึงในช่วงเตรียมตัวสอนวิชา จริยศาสตร์และการคิดเชิงวิพากษ์   แก่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๑   มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

 
          ผมคิดว่า จริต “รักยาว” นี่เอง ที่เป็นปัจจัยหลักตัวหนึ่งที่กำหนดพฤติกรรมมนุษย์      เป็นเครื่องช่วยการยับยั้งชั่งใจ   ไม่ให้มีนิสัย “ด่วนได้”
          พอดีผมกำลังจะไปร่วม retreat ของ อกพร. ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ราชการ    จึงนึกขึ้นได้ว่ากระบวนทัศน์ที่ก่อความเสียหายอย่างมากคือ กระบวนทัศน์ “ด่วนได้” นี่เอง    ผมไปที่ไหน ชาวบ้านก็บ่นว่าราชการที่มาติดต่อต่างก็ต้องการผลระยะสั้น   ได้ผลนั้นแล้วก็ไปลับ ไม่กลับมาอีก    เท่ากับไม่มีความต่อเนื่อง


          ชีวิตคนเราคือการเดินทางที่ต่อเนื่อง    ไม่มีวันหยุด    ไม่มีทางแก้   ทำแล้วก็เกิดผลแล้ว และจะจารึกไปอีกนาน    แม้ตัวเราจะลืมไปแล้ว ผลของการกระทำของเราก็ยังคงอยู่    อยู่ในความซับซ้อนของสรรพสิ่งรอบตัวเรา    และบ่อยครั้งก็มีผลของการกระทำของคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย 

  
          ในฐานะคนแก่ที่อดีตยาว    ผมมีโอกาส “กินบุญเก่า” อยู่เสมอ    โดยที่บางครั้งตัวเองก็ไม่รู้ว่าตนได้ทำ “บุญ” นั้นไว้    แต่มีคนอื่นเขาประทับใจ    และยกมาเล่าทบทวนความจำให้เรามีความสุข


          คิดมุมกลับ คงจะมี “บาป” เก่าของผมที่เป็น “กรรมตามทัน” แก่ชีวิตของผมไม่ใช่น้อย    ทำให้ชีวิตของผมไม่ดีเท่าที่ควร


          ผมคิดว่าหลักการสำคัญอย่างหนึ่งของจริยศาสตร์ คือหลัก “รักยาว” นี่เอง

 

วิจารณ์ พานิช
๒๗ พ.ค. ๕๑