บทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนพาธา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๒๔ - ๒๔๖๘) 
 
มัทนะพาธา เป็นบทละครพูดคำฉันท์ ๕ องค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น เมื่อพ.ศ.๒๔๖๖ วรรณคดีสโมสรได้ยกย่องว่าเป็นหนังสือแต่งดี

พ่อแม่หลายคนซึ่งประทับใจกับ วรรณคดีเรื่อง มัทนพาธาคำฉันท์  ก็จะมักนำคำว่า มัทนา มาตั้งเป็นชื่อลูกๆ  มัทนพาธา แปลว่า ความเจ็บปวด ความเดือนร้อนเพราะความรัก  มัทนพาธา เป็นตำนานเกี่ยวกับดอกกุหลาบ

มัทนะ ๑ แปลว่า การยํ่ายี, การบด, การทําลาย. 

ตามทรรศนะของผู้เขียนเชื่อว่า ต่อมาคำว่า มัทนะ   มีความหมายกว้างขึ้น โดยถูกนำไปใช้เรียกกริยาของช้างตกมันที่มักจะทำลายสิ่งที่ขวางหน้า โดย เทียบกับศัพท์  
มทะ ที่แปลว่า  ความเมา; นํ้ามันช้างที่ตกมัน; สภาพช้างที่ตกมัน. 

มัทนะ ๒ แปลว่า กามเทพ.

ตามทรรศนะของผู้เขียนเชื่อว่า คำว่า มัทนะ ที่แปลว่า กามเทพ  ก็เพราะกามเทพ เป็นผู้มี ศร ซึ่งมีอานุภาพ ทำให้เกิดความมัวเมาลุ่มหลง นั่นเอง

พาธ, พาธา แปลว่า ความเบียดเบียน, ความทุกข์.

ตามทรรศนะของผู้เขียนเชื่อว่า คำว่า มัทนะ/มัทนา มีความหมายขยายกว้างขึ้น หมายถึงความรัก ก็เพราะ คนมีความรักมักจะมีความมัวเมาลุ่มหลง --> ต่อมาคำว่ามัทนะ ถูกใช้เรียกอาการของช้างที่มีความรัก (ช้างตกมันที่ชอบทำลายสิ่งต่างๆที่ ขวางหน้า) ซึ่งคำว่า มัทนะ/มัทนา  เป็นคำเดียวกับคำว่า เมท, เมโท   ที่แปลว่า มันข้น.  


คำว่า เมโท ปรากฎอยู่ในบทสวด  ทวัตติงสาการปาฐะ ( อาการ ๓๒)  ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่พิการ คนโบราณท่านจึงเรียกว่าเกิดมาไม่ครบ ๓๒   แต่ทว่าคนญี่ปุ่นโบราณจะนับระยางใหญ่ในร่างกาย คือ แขนสองข้าง + ขาสองข้าง + ศรีษะ รวมเป็นระยางใหญ่ในร่างกาย ทั้ง ๕  ฉะนั้นคนพิการในประเทศญี่ปุ่นจึงถูกเรียกว่า เกิดมาไม่ครบ ๕ ด้วยประการฉะนี้  (ไม่ครบห้า : No One’s Perfect) เป็นชื่อหนังสือที่กล่าวถึงอัตชีวประวัติของ ฮิโรทาดะ โอโตตาเกะ ซึ่งเป็นชายพิการชาวญี่ปุ่นที่ไม่ท้อแท้ต่อโชคชะตา สามารถอ่านอัตชีวประวัติของ ฮิโรทาดะ โอโตตาเกะ เพิ่มเติมได้ที่บันทึกของ  คนไม่มีราก  @ ๑๘๗๐๒๐)



  รวมความได้ว่า คำว่า  มัทนะ/มัทนา แปลว่า ความรัก/ความลุ่มหลวงมัวเมา  เพราะลูก คือ สิ่งอันเป็นที่รักของพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่มัวเมาลุ่มหลง พ่อแม่รักลูกยอมทำเพื่อลูกทุกสิ่งอย่างก็ด้วยความมัวเมาลุ่มหลง ด้วยเหตนี้ ลูกจึงได้ชื่อว่า มัทนา นั่นเอง


อ้างอิงจาก :  http://rirs3.royin.go.th



เรื่องย่อ


จอมเทพสุเทษณ์เป็นทุกข์อยู่ด้วยความลุ่มหลงเทพธิดามัทนา แม้จิตระรถผู้เป็นสารถีคู่บารมีจะนำรูปของเทพเทวีผู้เลอโฉมหลายต่อหลายองค์มาถวายให้เลือกชม สุเทษณ์ก็มิสนใจไยดี จิตระรถจึงนำมายาวินวิทยาธรมาเฝ้า สุเทษณ์ให้มายาวินใช้เวทมนตร์เรียกนางมัทนามาหา เมื่อมาแล้วนางมัทนาก็เหม่อลอยมิมีสติสมบูรณ์เพราะตกอยู่ในฤทธิ์มนตรา สุเทษณ์มิต้องการได้นางด้วยวิธีเยี่ยงนั้น จึงให้มายาวินคลายมนตร์ แต่ครั้นได้สติแล้ว นางมัทนาก็ปฏิเสธว่ามิมีจิตเสน่หาตอบด้วยมิว่าสุเทษณ์จะเกี้ยวพาและรำพันรักอย่างไร สุเทษณ์โกรธนักจึงจะสาปมัทนาให้ไปเกิดในโลกมนุษย์

มัทนาขอให้นางได้ไปเกิดเป็นดอกไม้มีกลิ่นกลิ่นหอมเพื่อให้มีประโยชน์บ้าง สุเทษณ์จึงสาปมัทนาให้ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบที่งามทั้งกลิ่นทั้งรูป และมีแต่เฉพาะบนสวรรค์ยังไม่เคยมีบนโลกมนุษย์ โดยที่ในทุกๆ หนึ่งเดือน นางมัทนาจะหลายร่างเป็นคนได้ชั่ว หนึ่งวัน หนึ่งคืน ในเฉพาะวันเพ็ญของแต่ละเดือนเท่านั้น และถ้านางมีความรักเมื่อใด นางก็จะมิต้องคืนรูปเป็นกุหลาบอีก แต่นางจะได้รับความทุกข์ทรมานเพราะความรักจนมิอาจทนอยู่ได้ และเมือนั้นถ้านางอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ ตนจึงจะงดโทษทัณฑ์นี้ให้แก่นาง

นางมัทนาไปจุติเป็นกุหลาบงามอยู่ในป่าหิมะวัน บรรดาศิษย์ของฤษีนามกาละทรรศินมาพบเข้าจึงนำความไปบอกพระอาจารย์ กาละทรรศินจึงให้ขุดไปปลูกในบริเวณอาศรมของตน ในขณะที่จะทำการขุดก็มีเสียงผู้หญิงร้อง กาละทรรศินเล็งญาณดูก็รู้ว่าเป็นเทพธิดามาจุติ จึงได้เอ่ยเชิญและสัญญาว่าจะคอยดูแลปกป้องสืบไป เมื่อนั้นการจึงสำเร็จด้วยดี

วันเพ็ญในเดือนหนึ่งท้าวชัยเสนกษัตริย์แห่งหัสตินาปุระได้เสด็จออกล่าสัตว์ในป่าหิมะวันและได้แวะมาพักที่อาศรมพระฤษี ครั้นได้เห็นนางมัทนาในโฉมของนารีผู้งดงามก็ถึงกับตะลึงและตกหลุมรัก จนถึงกับรับสั่งให้มหาดเล็กปลูกพลับพลาพักแรมไว้ใกล้อาศรมนั้นทันที

ท้าวชัยเสนรำพันถึงความรักลึกซึ้งที่มีต่อนางมัทนา ครั้นเมื่อนางมัทนาออกมาที่ลานหน้าอาศรมก็มิเห็นผู้ใด ด้วยเพราะท้าวชัยเสนหลบไปแฝงอยู่หลังกอไม้

อิทิสังฉันท์ ๒๐

อ้าอรุณแอร่มระเรื่อรุจี                          ประดุจมโนภิรมย์รตี ณ แรกรัก
แสงอรุณวิโรจน์นภาประจักษ์                แฉล้มเฉลาและโสภินัก นะฉันใด
หญิงและชาย ณ ยามรตีอุทัย               สว่าง ณ กลางกมลละไม ก็ฉันนั้น

แสงอุษาสะกาวพะพราว สวรรค์             ก็เหมือนรตีวิสุทธิอัน สว่างจิต
อ้าอนงค(ะ) เชิญดำเนิร สนิธ                ณ ข้าดนูประดุจสุมิตร มโนมาน

ไปกระทั่ง ณ ฝั่งอุทก(ะ)จีรธาร             และเปล่งพจี ณ สัจจการ ประกาศหมั้น
ต่อพระพักตร์สุราภิรักษ(ะ) อัน-             เสด็จสถิต ณ เขตอรัณ - ยะนี่ไซร้
ว่าดนูและน้องจะเคียงคระไล                 และครองตลอด ณ อายุขัย บ่คลาดคลา 



นางมัทนาได้พรรณาถึงความรักที่เกิดขึ้นในใจอย่างท่วมท้น ท้าวชัยเสนได้สดับฟังทุกถ้อยความจึงเผยตัวออกมาทั้งสองจึงกล่าวถึงความรู้สึกอันล้ำลึกในใจที่ตรงกันจนเข้าใจในรักที่มีต่อกัน จากค่ำคืนถึงยามรุ่งอรุณ ท้าวชัยเสนจึงทรงประกาศหมั้นและคำสัญญารัก ณ ริมฝั่งลำธารใกล้อาศรมนั้น

เมื่อมีความรักแล้ว นางมัทนาก็ยังคงรูปเป็นนารีผู้งดงาม มิต้องกลายรูปเป็นกุหลาบอีก ท้าวชัยเสนได้ทูลขอนางมัทนา พระฤษีก็ยกให้โดยให้จัดพิธีบูชาทวยเทพและพิธีวิวาหมงคลในป่านั้นเสียก่อน

ท้าวชัยเสนเสด็จกลับวังหลายเพลาแล้วแต่ก็มิได้เสด็จไปยังพระตำหนักข้างในด้วยว่ายังทรงประทับอยู่แต่ในอุทยาน พระนางจัณฑี มเหสีให้นางกำนัลมาสืบดูจนรู้ว่าพระสวามีนำสาวชาวป่ามาด้วย จึงตามมาพบท้าวชัยเสนกำลังอยู่กับนางมัทนาพอดี เมื่อพระนางจัณฑีเจรจาค่อนขอดดูหมิ่นนางมัทนา ท้าวชัยเสนก็กริ้วและทรงดุด่าว่าเป็นมเหสีผู้ริษยา

พระนางจัณฑีแค้นใจนัก ให้คนไปทูลฟ้องพระบิดาผู้เป็นเจ้าแห่งมคธนครให้ยกทัพมาทำศึกกับท้าวชัยเสน จากนั้นก็คบคิดกับนางค่อมอราลีและวิทูรพราหมณ์หมอเสน่ห์ ทำอุบายกลั่นแกล้งนางมัทนาโดยส่งหนังสือไปทูลท้าวชัยเสนว่านางมัทนาป่วย ครั้นเมื่อท้าวชัยเสนรีบเสด็จกลับมาเยี่ยมนางมัทนา ก็กลับพบหมอพราหมณ์กำลังทำพิธีอยู่ใกล้ๆต้นกุหลาบ วิทูรกับนางเกศินีข้าหลวงของนางจัณฑีจึงทูลใส่ความว่านางมัทนาให้ทำเสน่ห์เพื่อให้ได้ร่วมชื่นชูสมสู่กับศุภางค์

ท้าวชัยเสนกริ้วนัก รับสั่งให้ศุภางค์ประหารนางมัทนาแต่ศุภางค์ไม่ยอม ท้าวชัยเสนจึงสั่งประหารทั้งคู่ พระนางจัณฑีได้ช่องรีบเข้ามาทูลว่าตนจะอาสาออกไปห้ามศึกพระบิดาซึ่งคงเข้าใจผิดว่านางกับท้าวชัยเสนนั้นบาดหมางกัน แต่ท้าวชัยเสนตรัสว่าทรงรู้ทันอุบายของนางที่คิดก่อศึกแล้วจะห้ามศึกเอง พระองค์จะขอออกทำศึกอีกคราแล้วตัดหัวกษัตริย์มคธพ่อตาเอามาให้นางผู้ขบถต่อสวามีตนเอง

ขณะตั้งค่ายรบอยู่ที่นอกเมือง วิทูรพรหมณ์เฒ่าได้มาขอเข้าเฝ้าท้าวชัยเสนเพื่อสารภาพความทั้งปวงว่าพระนางจัณฑีเป็นผู้วางแผนการร้าย ซึ่งในที่สุดแล้วตนสำนึกผิดและละอายต่อบาปที่เป็นเหตุให้คนบริสุทธิ์ต้องได้รับโทษประหาร

ท้าวชัยเสนทราบความจริงแล้วคั่งแค้นจนดำริจะแทงตนเองให้ตาย แต่อำมาตย์นันทิวรรธนะเข้าห้ามไว้ทันและสารภาพว่าในคืนเกิดเหตุนั้นตนละเมิดคำสั่ง มิได้ประหารศุภางค์และนางมัทนา หากแต่ได้ปล่อยเข้าป่าไป ซึ่งนางมัทนานั้นได้โสมะทัตศิษญ์เอกของฤษีกาละทรรศินนำพากลับสู่อาศรมเดิม แต่ศุภางค์นั้นแฝงกลับเข้าไปร่วมกับกองทัพแล้วออกต่อสู้กับข้าสึกจนตัวตาย

ท้าวชัยเสนจึงรับสั่งให้ประหารท้าวมคธที่ถูกจับมาเป็นเชลยไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ส่วนพระนางจัณฑีมเหสีนั้นทรงให้เนรเทศออกนอกพระนคร ด้วยทรงเห็นว่าอันนารีผู้มีใจมุ่งร้ายต่อผู้เป็นสามีก็คงต้องแพ้ภัยตนเอง มิอาจอยู่เป็นสุขได้นานแน่

ฝ่ายนางมัทนานั้นได้ทำพิธีบูชาเทพและวอนขอร้องให้สุเทษณ์จอมเทพช่วยนางด้วย สุเทษณ์นั้นก็ยินดีจะแก้คำสาปและรับนางเป็นมเหสี แต่นางมัทนาก็ยังคงปฏิเสธและว่าอันนารีจะมีสองสามีได้อย่างไร

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

สุเทษณ์ : รักจริงมิจริงฤก็ไฉน           อรไทบ่แจ้งการ
มัทนา : รักจริงมิจริงก็สุรชาญ          ชยะโปรดสถานใด
สุเทษณ์ : พี่รักและหวังวธุ จะรัก        และบ่ทอดบ่ทิ้งไป
มัทนา : พระรักสมัคร ณ พระหทัย     ฤจะทอดจะทิ้งเสีย?
สุเทษณ์ : ความรักละเหี่ยอุระระทด    เพราะมิอาจจะคลอเคลีย
มัทนา : ความรักระทดอุระละเหี่ย       ฤจะหายเพราะเคลียคลอ
สุเทษณ์ : โอ้โ๋อ๋กระไรนะ มทนา         บ่มิตอบ พจี พอ?
มัทนา : โอ้โอ๋กระไร อมระ ง้อ           มทนา มิพอดี

สุเทษณ์เห็นว่านางมัทนายังคงปฏิเสธความรักของตนจึงกริ้วนักสาปส่งให้นางมัทนาเป็นดอกกุหลาบไปตลอดกาล มิอาจกลายร่างเป็นมนุษย์ได้อีกต่อไป


ยานี ๑๑

ความรักเหมือนโรคา                บันดาลตาให้มืดมน
ไม่ยินและไม่ยล                       อุปสรรคะใดใด
ความรักเหมือนโคถึก               กำลังคึกผิขังไว้
ก็โลดออกจากคอกไป              บ ยอมอยู่ ณ ที่ขัง
ถึงหากจะผูกไว้                       ก็ดึงไปด้วยกำลัง
ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง                      บ หวนคิดถึงเจ็บกาย

เมื่อท้าวชัยเสนตามมาถึงในป่า นางปริยัมวะทาที่ตามมาปรนนิบัติดูแลนางมัทนาด้วยก็ทูลเล่าความทั้งสิ้นให้ทรงทราบ ท้าวชัยเสนจึงร้องร่ำให้ด้วยความอาลัยรักแล้วขอให้พระฤษีช่วย โดยใช้มนตราและกล่าวเชิญนางมัทนาให้ยินยอมกลับเข้าไปยังเวียงวังกับตนอีกครา
เมื่อพระฤษีทำพิธีแล้ว

ท้าวชัยเสนก็รำพันถึงความหลงผิดและความรักที่มีต่อนางมัทนาให้ต้นกุหลาบได้รับรู้ จากนั้นจึงสามารถขุดต้นกุหลาบได้สำเร็จ ท้าวชัยเสนได้นำต้นกุหลาบขึ้นวอทองเพื่อนำกลับไปปลูกในอุทยาน และขอให้ฤาษีกาละทรรศินให้พรวิเศษว่ากุหลาบจะยังคงงดงามมิโรยราตราบจนกว่าตัวพระองค์เองจะสิ้นอายุขัย

พระฤษีก็อวยพรให้ดังใจ และประสิทธิประสาทพรให้กุหลาบนั้นดำรงอยู่คู่โลกนี้มิมีสูญพันธ์ อีกทั้งยังเป็นไม้ดอกที่กลิ่นอันหอมหวานสามารถช่วยดับทุกข์ในใจคนและดลบันดาลให้จิตใจเบิกบานเป็นสุขได้ ชาย-หญิงเมื่อมีรักก็จักใช้ดอกกุหลาบเป็นสัญญลักษณ์แห่งความรักแท้สืบต่อไป

จบ.