วัณโรค

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรควัณโรค

               วัณโรคปอดเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม                ของเชื้อ   Mycobacterium  Complox  องค์การอนามัยโลกคาดคะเนว่าประชากรโลกตายด้วยโรคนี้สูงถึงปีละ  3  ล้านคน  และผู้ป่วยเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นจากประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาอีกทั้งวัณโรคปอดยังเป็นการติดเชื้อฉวยโอกาสของผู้ป่วยเอดส์ได้มากที่สุดและสามารถแพร่เชื้อได้          ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ทุกชนิด  (วัณโรคปอดและวัณโรคนอกปอด)  ประมาณ  8  ล้านคน  ร้อยละ  95  เป็นผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒนา  และผู้ป่วยโรคส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนายังไม่ได้รับการค้นหา  วินิจฉัย  ผู้ป่วยวัณโรคที่ตรวจเสมหะพบเชื้อวัณโรคน้อยกว่าครึ่งหนึ่งยังรักษาไม่หาย  โดยเหตุนี้ความชุกของโรคทั่วโลกจึงมีมากขึ้นถึง  16-20  ล้านราย  ในจำนวนนี้  8-10  ล้านราย  พบเชื้อวัณโรคในเสมหะและสามารถแพร่เชื้อได้สูงมากโดยผู้ป่วยเสมหะบวกจะสามารถแพร่เชื้อวัณโรคทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น  10-15  คน  ในทุก  1   ปี  ผู้ป่วยที่ขาดการรักษา  รักษาไม่ครบ  อาจมีชีวิตอยู่ได้นานและสะสมเป็นผู้ป่วยแพร่เชื้อเพิ่มขึ้น  ทั้งผู้ป่วยที่ยังไม่หายขาดอีกจำนวนมากที่เกิดจากการหยุดยา  รับยาไม่ครบ  หรือขาดการรักษาทำให้เชื้อวัณโรคต้านยา  (MDR  =  Muiti – Drug  Rosistant)  โดยเฉพาะการดื้อยา ไอโซไนอะซิด  (Isoniazid)  หรือทั้งไอโซไนอะซิด  และสเตรปโตมัยซิน  (Stroptornycin)  เมื่อผู้ป่วยเหล่านี้แพร่เชื้อสู่ผู้ป่วยใหม่จะเป็นผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาเช่นกัน  ด้วยสภาพปัญหาและเหตุผลต่างๆ ที่ทำให้โครงการ/แผนงานควบคุมวัณโรคขาดประสิทธิภาพ  มีอัตราการรักษาหายต่ำเพียง  30-50%  องฅ์การอนามันโลกได้เตือนว่า    วัณโรคจะกลับมาระบาดอีกในขอบเขตที่กว้างขวางอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อเตือนให้เตรียมรับสถานการณ์  และวางแผนควบคุมวัณโรคอย่างจิงจังสามารถ

รักษาผู้ป่วยเสมหะพบเชื้อให้หาย  รวมทั้งป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคในผู้ป่วยรายใหม่

                ตามแผนพัฒนางานฉบับที่  8  และเป้าหมายงานควบคุมโรคแห่งชาติ  คือ  การบรรลุเป้าหมายการรักษาผู้ป่วยวัณโรคแพร่เชื้อ  (เสมหะบวก)  ให้หาร้อยละ  85  ขึ้นไป  ซึ่งการดำเนินงานควบคุม  รักษาโรควัณโรคที่ต้องเน้นคุณภาพ  การติดตาม  ประเมินผลการรักษาของผู้ป่วยตลอดระยะเวลาการรักษา  เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากการดำเนินงานที่ผ่านมา  และประสิทธิผลของการดำเนินงานควบคุมวัณโรค  จึงได้มีการนำกลวิธี  DOTS  ( Directy – Observed  Treatment  Short  course )  มาดำเนินการในพื้นที่ตามแนวทางของ  WHO