|
ความตายของภาษาถิ่น
อ้างอิง - ภาพ http://www.lomography.com/folkways มีคำกล่าวที่พูดติดพัน สำหรับวันเวลาที่ผู้คนในเมืองไทย เริ่มต้นพูดว่า ภาษาไทยบางคำเริ่มสูญพันธุ์ มีคนไทยหลายคนในบ้านเรา เริ่มต้นถามไถ่กันและกันว่า หากเราพูดภาษาอังกฤษคำภาษาไทยคำ เราจะเป็นเช่นไร บ้างก็ว่าเราจะสูญเสียตัวตน สูญเสียเอกลักษณ์ หรือกระทั่งสูญเสียความวัฒนธรรม หลายคนอธิบายถึงการสูญเสียความมั่นใจและความเชื่อมั่นในความเป็นคนไทย หลายคนอธิบายคำถามดังกล่าว ด้วยการแย้งคำสรุปนั้น พร้อมไม่เชื่อ แต่ในด้านหนึ่งของความจริงที่เริ่มต้นสูญหาย นอกเหนือจากที่วันนี้ เรามีคำภาษาอังกฤษในประโยคสนทนา ที่แทบจะไม่แตกต่างจากคนมาเลเซีย และคนสิงคโปร์ เช่นที่เราเคยหัวเราะกับภาษาสิงคโปร์อิงลิช หรือสิงคลิช วันนี้มีคนไทยมากมายที่พูดประโยคพื้นฐานด้วยคำภาษาอังกฤษ และเรากำลังเผชิญหน้า กับคำท้องถิ่นและคำเรียกเฉพาะ ที่สูญหายไปพร้อมกับคำภาคกลาง ที่กลายเป็นสำเนียงท้องถิ่น เพียงแต่ใช้คำภาคกลางหรือคำแบบคนกรุงเทพมหานคร ในขณะที่คำดั้งเดิมพื้นถิ่น ท้องถิ่น หรือภาษาถิ่น เริ่มลืมเลือนสูญพันธุ์ไปตามหลักสูตรการศึกษา ในสมัยเผด็จการสร้างชาติไทย และสมัยที่แบบเรียนการศึกษาของไทย ดูถูกความเป็นท้องถิ่น มีการศึกษาวิจัยและรายการวิจัยที่น่าสนใจ ของ ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร อธิบายมุมมองไว้ว่า การทำให้คนทั่วโลกใช้ภาษาเดียวกัน (linguistic homogenization) อย่างความพยายามของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ยังทำให้ความหลากหลายของภาษามนุษย์ในโลก ลดน้อยลงหรือตายไปในอัตราที่รวดเร็วจนน่าวิตกมาก จากภาษามนุษย์ที่มีอยู่ทั้งสิ้นประมาณหกพันกว่าภาษา ซึ่ง Lsandrou and Lysandrou ได้อ้างอิงผลงานวิจัย ไว้เมื่อปี 2003 ศาสตราจารย์ บิล ซูทเธอร์แลนด์ (Bill Sutherland) นักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัย East Anglia เมือง Norwick ประเทศอังกฤษ มีความเห็นว่า ภาษามนุษย์มีอัตราเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากกว่านก หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายเท่าตัว เพราะตั้งแต่ปีคริสต์ศตวรรษ 1600 เป็นต้นมา อัตราการตายของภาษามนุษย์สูงกว่า อัตราการตายของนก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ถึง 2 หรือ 3 เท่าตัว นั่นคือ อัตราการตาย ของภาษามนุษย์อยู่ที่ 4.5% ในขณะที่อัตราการสูญพันธุ์ของนก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีเพียง 1.3% และ 1.95% ตามลำดับในช่วงเวลาเดียวกัน (Bangkok Post - July 2,2003..5) ยิ่งไปกว่านั้น ภาษาที่มีคนใช้น้อย
โอกาสที่ภาษานั้นจะตายยิ่งมีสูง เพราะหาคนเรียนและสืบต่อไปยาก การตายของภาษาถิ่น (linguicide) ก็ไม่แตกต่าง ไปจากการตายของสิ่งมีชีวิต อย่างพืชและสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ ที่ต่างก็เป็นผลมาจากการรับเอาตัวแบบการพัฒนา ที่เน้นการทำลายล้างในแบบของโลกยุคสมัยใหม่นิยม (modernism) มาใช้ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เมื่อความหลากหลายของภาษา ของมนุษย์ลดน้อยลง เราก็จะมีทางเลือก ในการคิดที่แตกต่างลดน้อยลงตามไปด้วย เนื่องจากภาษากับความคิดแยกกันไม่ออก ในแต่ละภาษาจะมีระบบคิด วิธีคิดของตัวเองที่แตกต่างกันไป การสูญเสียภาษาถิ่น ก็เท่ากับเป็นการสูญเสียระบบ/วิธีคิดของตัวเองนั้นไปพร้อมๆกันด้วย อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงภาษากับการคิดในที่นี้ เป็นคนละเรื่องกับความพยายามเชื่อมโยง ภาษากับเชื้อชาติในวาทกรรมว่าด้วยเชื้อชาตินิยม ที่ดำรงอยู่ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ที่ใช้การเชื่อมโยงนี้เพื่อสร้างความเหนือกว่าของคนผิวขาวด้วยการเก็บกดปิดกั้นและกดทับคนผิวสีอื่น ในท่ามกลางผลงานการศึกษาวิจัย ภายใต้ชื่อ รัฐ-ชาติ กับ (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่ อาจารย์ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ได้อธิบายบางสิ่ง ในความจริงของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง และบางสิ่งที่เรากำลังเริ่มต้นรู้ ถึงการสูญเสียสูญพันธุ์ ในท่ามกลางความจริงของภาษาถิ่น สถานะของภาษาถิ่นในราชอาณาจักรไทย ไม่ใช่สถานที่แห่งเดียวในโลกนี้ ที่กำลังต้องเผชิญหน้า กับความรุนแรงของภาษาที่มีความเข้มแข็งในเชิงเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และความเข้มแข็งของทุน หลักการสูญพันธุ์ จากความไม่ภาคภูมิใจ ยังนำคำตอบสำคัญมาสู่เรา เมื่อสิ่งที่หายไปของคำและภาษา คือกรอบคิดระบบคิดและวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งสั่งสมเรียนรู้ จากอารยธรรม ภูมิธรรม ภูมิปัญญา และภูมิความรู้ในแต่ละท้องถิ่นนั้น ไม่มีสิ่งใดมากมายไปกว่าภูมิความรู้ ซึ่งกำลังสูญหายไปพร้อมกับภาษา เหมือนเช่นชาวอะบอริจินคนสุดท้าย ที่พูดภาษาอะก้าได้ ซึ่งล้มหายตายจากไปพร้อมกับกาลเวลา และความน่าเสียดาย วันนี้ เราคนไทยยังคงพอมีโอกาส ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เมื่อภาษาถิ่นคำไทย เริ่มต้นสูญพันธุ์
|

สวัสดีครับ
ภาษาถิ่นหลายภาษาในประเทศไทยเริ่มหดตัว ทั้งคำศัพท์และระเบียบแบบแผน คนรุ่นใหม่ ที่ใช้ภาษาถิ่นต่างๆ นิยมใช้คำไทยกลางในสำเนียงท้องถิ่น
ภาษาอังกฤษจะคลุมครอบไหม ก็น่าคิดเหมือนกัน ดูๆ แล้วมีโอกาสสูงที่จะมีการใช้ภาษาอังกฤษครอบงำ แต่ภาษาราชการของประเทศคงจะไม่สูญง่ายๆ เพราะมีตัวอักษร มีหนังสือ และกฎระเบียบ อะไรต่างๆ ค้ำอยู่
คงต้องคอยดูต่อไป
ถ้าเราพูดอังกฤษคำ ไทยคำ จะเป็นอย่างไร ตอบว่า ไม่เป็นสับปะรด ครับ ;)
สวัสดีครับ พี่ Kati
นานพอสมควรที่ไม่ได้อ่านบันทึกดีๆของพี่ครับ
ศัพท์น่าสนใจครับ "การตายของภาษาถิ่น(linguicide) "
ผมเองเป็นคนถิ่นเหนือที่มีความภาคภูมิใจในภาษากำเมือง (ล้านนา)มาก มีปัญหาเช่นเดียวกันว่า คนรุ่นใหม่เริ่มละเลยทุนสำคัญนี้ ความจริงภาษาเหนือเป็นภาษาที่ไพเราะ มีท่วงทำนองที่ฟังแล้วรื่นหู...น่าเสียดายหาก วัฒนธรรมแบบนี้ กำลังจะตาย
อีกทั้งภาษาไทยก็เริ่มกลายไปเป็นภาษาอังกฤษ แบบพูดไทยคำ อังกฤษสามคำ เป็นต้น เข้าใจว่าเป็นพัฒนาการของการใช้ภาษาแต่ก็ไม่อยากให้เราจงใจที่จะละเลยรากเหง้า
ก่อนราตรีสวัสดิ์ ค่ะ
* เรียนถาม ว่า ทำไมคุณเลือกภาพนี้ มาประกอบค่ะ
* อ่านมาหลายบันทึก แต่มาสะดุด ตรงบทนี้
ขอบคุณค่ะ รายละเอียด ต้องไปอ่านก่อนค่ะ มันยาว
ช่วยกันฟื้อนภาษาถิ่นครับ
น้องผมทำเพลงภาษาถิ่น ใช้คำภาษาถิ่นมาร้อยเรียงเป็นบทเพลงด้วยสำนึกว่าภาษาถิ่นกำลังหายไป ปรากฏว่าประสบผลสำเร็จมากในอัลบั้มชุดเพลงภูเก็ต เช่น เพลงของกินหรอยๆ ที่แนะนำชื่อของกินเป็นภาษาพื้นเมืองภูเก็ต เพลงสัญญาหน้าอ๊าม เพื่อจะแนะนำศาลเจ้าสำคัญๆในภูเก็ต ต่อมาก็มีอัลบั้มชุดที่สอง โกไข่หัวใจฉุดขุ่ย ทุกวันนี้โรงเรียนภูเก็ตได้ใช้เพลงของน้องชายเป็นสื่อการสอนภาษาถิ่นครับ
ชื่นชมบันทึกที่เขียนเรื่องนี้ เพราะผมก็เป็นห่วงภาษาถิ่นที่หายไป ผมโทษการศึกษาที่ทำให้เกิดอย่างนี้ เพราะจำได้ว่าสมัยเป็นนักเรียนครูบังคับให้นักเรียนพูดภาษากลาง อยู่ในโรงเรียนก็ต้องพูดภาษากลาง พอเด็กรุ่นผมมีครอบครัวก็เลยพูดกลางกับลูกตั้งแต่ยังเล็กกลัวว่าลูกจะพูดขายทองแดง (แต่ครอบครัวผมพูดภาษาใต้กับลูกแต่ก็ไม่เชิงเป็นภาษาถิ่นแท้ เช่น กาละมัง เราก็ใช้ว่า กาละมังโดยพูดสำเนียงใต้ แต่ภาษาถิ่นเรียก เหม่งพู๋น หรือ เล่งพู๋น)เดี๋ยวนี้เราก็รู้สึกตรงกันว่าภาษาถิ่นหายไปทำอย่างไรให้ลูกหลานรู้จักภาษาถิ่นอีก พอน้องผมทำเพลงจึงประสบความสำเร็จพอสมควรที่จะกระตุ้นให้คนท้องถิ่นกลับมาพูดภาษาถิ่นกันมากขึ้น
สวัสดีครับ คุณธวัชชัย
เห็นด้วยอย่างมากครับ
หากเป็นภาษาราชการ และตัวอักษรคำเขียนทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอักษรและระเบียบในทางราชการ ที่ก็ยังคงยึดมั่นในระเบียบของตัวอักษร แต่ที่น่ากังวลและหนักใจ คือคำพูด คำท้องถิ่นพูดกันทั่วไป ที่หลายคำสูญหาย และลบเลือนอย่างมากครับ
คำง่ายง่าย
ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต วิธีคิด วิถีการปฏิบัติของผู้คน ต่างลบเลือนสูญหาย และกลายร่างเป็นภาษาคำกลาง ภาษาไทยปนภาษาอังกฤษ หรือกระทั่งผสมผสานกันไป จะตัดสินว่าดีหรือไม่ดีก็พูดยาก สำหรับการวิวัฒน์ของภาษา แต่หากมองความสูญหายของคำ และแนวคิดที่ปรากฎในคำ สิ่งเหล่านี้คือคำตอบครับ
ยิ่งคิดยิ่งหนักใจครับ
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีครับ คุณเอก จตุพร
ขอบคุณมากครับ
รู้สึกยินดีอย่างยิ่งครับ สำหรับคำทักทาย และการเยี่ยมเยือน ต้องขออภัยอย่างยิ่งที่ไม่ค่อยได้แวะเวียนเข้ามาเขียน เข้ามาอ่าน และทักทายมิตรสหายในชุมชนแห่งนี้ มีเรื่องราววิ่งวนในชีวิตให้ต้องกังวลใจหลายเรื่องราวครับ
ยังคงรู้สึกอบอุ่นเสมอครับ
ยามเข้ามาเขียน พร้อมได้รับคำทักทาย สำหรับสิ่งที่สูญหายจากคำท้องถิ่น เป็นหนึ่งในช่วงชีวิตของเราจริงจริงครับ ที่จะได้เห็นได้ฟัง ถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาถิ่นใด กำเมือง ภาษาลาว ภาษาส่วย ย้อ เยอ ภูไท ปักษ์ใต้สำเนียงสงขลา สำเนียงสทิงพระ ภูเก็ต พัทลุง และอีกหลากหลายของภาษาถิ่น ที่คำเฉพาะเริ่มหดหาย
คิดแล้วเศร้าใจในความเปลี่ยนแปลง ครับ คุณเอก
ขอบคุณมากครับ สำหรับคำทักทาย ความคิดเห็น และมิตรภาพ
สวัสดีครับ คุณ Poo
ที่ใช้ภาพนี้
เพราะรู้สึกว่างเปล่าครับ สำหรับสิ่งที่คิดที่เห็น ที่มองในแต่ละความเป็นไป และความเปลี่ยนแปลงของภาษาถิ่น เลยคิดถึงภาพของเก้าอี้ว่างเปล่า ในแต่ละความเปลี่ยนแปลงของชีวิตคนเรา
มีเพียงความรู้สึกว่างเปล่า
ในความหวังครั้งนี้ครับ
สวัสดีครับ คุณอัยการชาวเกาะ
ขอบคุณมากครับ
สำหรับประสบการณ์ที่น่าสนใจ และความพยายามของผู้คนในแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศไทย ที่พร้อมจะลุกขึ้นมาทำ แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ในท่ามกลางคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ ที่ถาโถมภาษาถิ่นไทย
ประสบการณ์ในเรื่องคำพูด
โดยเฉพาะที่ใช้ในโรงเรียน โดยเด็กนักเรียนถูกบังคับให้พูดภาษากลาง กรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้คนท้องถิ่นไม่ภาคภูมิใจในภาษาถิ่นของตัวเอง จนเลยเถิดไปถึงการไม่เคารพ ไม่ภาคภูมิใจ และไม่ตระหนักในคุณค่า ซึ่งแฝงอยู่ในคำ ในวิธีคิด ของภาษาถิ่น แต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศไทย
คงต้องช่วยกันอธิบาย
ช่วยกันบอกกล่าวถึงความกังวลใจในเรื่องนี้ รวมทั้งสร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กเล็กน้อยน้อยในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภาษาในโลกนี้ ครับ
ขอบคุณมากครับ สำหรับประสบการณ์ในคำภาษาถิ่นภูเก็ต
สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นหนูขอรายงานตัวก่อนนะคะ หนูซอค่ะ หนูเขามาที่ www.gotoknow.com เห็นกระทู้ถามตอบของพี่ ๆ (ขออนุญาตเรียกพี่ละกันนะคะ)พี่พูดถึงภาษาถิ่นภูเก็ต หนูก็อยู่ภูเก็ตและกำลังเรียนวิชาสัมมนาต้องศึกษาเรื่องภาษาถิ่น อยากให้พี่แนะนำเรื่องภาษาถิ่นภูเก็ตหน่อยได้มั้ยค่ะ คือแนะนำเรื่องเกี่ยวกับว่า จะศึกษาในแนวไหน ศึกษาอย่างไร แล้วจะหางานวิจัย วิทยานิพนธ์ หรือบทความอ้างอิงได้จากที่ไหน พี่ช่วยตอบด้วยนะค่ะ เร็วได้ยิ่งดีค่ะ แนะนำหน่อยคงไม่เป้นการรบกวนพี่ใช่ไหมค่ะ
ขอบคุณไว้ล่วงหน้านะค่ะ สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ คุณซอ
ถ้าต้องการรู้ในรายละเอียด เรื่องภาษาถิ่นภูเก็ต คงต้องรบกวนให้สอบถาม จาก คุณอัยการชาวเกาะ น่าจะได้ข้อมูลที่ชัดเจน และ ถูกต้องมากที่สุด ครับ เนื่องจากว่า มึความเคลื่อนไหวในการรณรงค์ และในกิจกรรมเพื่อรักษา ภาษาถิ่นภูเก็ตอย่างชัดเจน
ในส่วนวิชาสัมมนา ว่าด้วยภาษาถิ่น
ลองศึกษาจากงานวิจัยทั่วไป ที่ใช้ Keyword ภาษาอังกฤษlinguistic homogenization และ linguicide ดูประกอบก็น่าจะได้นะครับ เนื่องจากการศึกษากรอบคิดดังกล่าว มีนักวิจัยด้านภาษา กำหนดกรอบคร่าวๆ ไว้อย่างน่าสนใจ
ในส่วนข้อมูล ลองเข้าไปดูที่เวปไซต์
Atlas of Endangered Languages น่าจะได้รับคำตอบ และกรอบการศึกษาทางวิชาการที่ชัดเจน
ส่วนในมุมมองการศึกษา เรื่อง ภาษาถิ่นภูเก็ต
ผมมีความสนใจ ในเรื่อง การผสมผสานทางวัฒนธรรม เช่น การเชื่อมโยงคำพูด ภาษาในพื้นถิ่นภูเก็ต จากวัฒนธรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวปักษ์ใต้พื้นถิ่น ชาวจีนฮกเกี้ยน ชาวมาเลย์ ชาวอินเดีย หรือชาวต่างประเทศอื่นอื่น ซึ่งน่าจะกรอบคิดในการศึกษาภาษาถิ่นมาเลย์ ทั้งในพื้นที่ มาเลเซีย หรือ สิงคโปร์ มาเป็นกรอบในการศึกษาก็ได้
มีมุมมองที่น่าสนใจว่า
คำจำกัดความเบื้องต้น ของ คำว่า ภาษาถิ่นภูเก็ต นั้น
จะนิยาม และ ให้คำจำกัดความแบบใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้กรอบของระยะเวลามาเป็นเครื่องกำกับ โดยมาประกอบกับความเปลี่ยนแปลง เชิงภูมิสังคมประวัติศาสตร์ ของท้องถิ่นภูเก็ด มาเป็นส่วนประกอบ ก็น่าสนใจอย่างมาก
หรือการเชื่อมโยง มาสู่การใช้งานจริงในปัจจุบัน
หากมองจากวัฒนธรรม บ้าบ๋า ญ่าญ๋า หรือวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยน ซึ่งผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นถิ่นมาเลย์ ปักษ์ใต้ ก็น่าจะได้คำตอบที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นครับ
ผมเห็นว่า
นิยามของคำจำกัด ภาษาถิ่นภูเก็ต นั้น น่าสนใจ
ว่าเราจะให้นิยามอย่างไร หรือ ภาษาถิ่นภูเก็ต มีความโดดเด่นแตกต่าง และเป็นเอกลักษณ์กว่าวัฒนธรรมพื้นถิ่นปักษ์ใต้อื่นอื่นอย่างไรบ้าง
ลองดูครับ
หากมีข้อสงสัย ส่งอีเมล์มาสอบถามได้ครับ
ยินดีร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ครับ
สวัสดีครับ คุณซอ
ลองเข้าไปดู
ในเวปไซค์ ของสถาบันวิจัยของ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ สถาบันมานุษยวิทยาสิรินธร น่าจะได้กรอบ และ มุมมอง ในการกำหนดโครงการสัมมนา ในรายละเอียดของภาษาพื้นถิ่น ได้นะครับ ลองดูกรอบในการศึกษาจากสองสถาบันนี้ ก็ได้ครับ