... พวกเราได้ทำกันแบบนี้นะลูกเอ๋ย ...
เวลาสี่สิบปีเป็นเวลาอันยาวนานไม่น้อยเลย ชีวิตของคนแต่ละคนถ้าจะนำมาตีแผ่ คงจะมีความซับซ้อน และมีเรื่องราวต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน ที่ฉือจี้นี่ก็เช่นกัน นับตั้งแต่ Tzu Chi Foundation ได้ก่อตั้งมาในปี 1966 จวบจนบัดนี้ก็สี่สิบเอ็ดปี ปูมบันทึกของฉือจี้เปรียบเสมือนสมุดทองคำที่เต็มไปด้วยเรื่องราวหลากหลาย... แต่บนหัวข้อเดียวกัน
ความรักเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์...
| รูปและประวัติของนางหลิน ที่เป็นผู้ประสบทุกข์ภัยและมูลนิธิฉือจี้รับมาไว้ช่วยเหลือเป็นรายแรก พฤษภาคม 1966 หนึ่งเดือนหลังจากที่ก่อตั้งมูลนิธิ นางหลินอายุ 85 ปี มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ต่อมาสามีนางก็เสียชีวิตไป และลูกก็เสียชีวิตไปด้วย เหลือหลานก็ทอดทิ้งไปให้นางหลินอยู่คนเดียวในกระต๊อบเนื้อที่เพียง 18 ตารางฟุต มูลนิธิฉือจี้ได้มอบเงินให้นางหลินเป็นมูลค่าเดือนละประมาณ 7.5 US $ หาคนมาหุงหาอาหาร อาบน้ำท่า เอาเสื้อผ้าไปซัก และพาไปหาหมอเมื่อจำเป็น จนกระทั่งนางเสียชีวิตไปในเดือนกุมภาพันธ์ 1970 |
ทุกๆที่ของสถาบันฉือจี้ จะมีพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานของมูลนิธิ แสดงออกทั้งวัสดุภัณฑ์ เรื่องราว ประวัติ รูปภาพจำนวนมากมาย สื่อในรูปแบบต่างๆ ข่าว ฟิล์มภาพยนต์ จดหมาย จดหมายเหตุ ไม่ว่าจะเป็นทุกภิกภัย วาตภัย อุทกภัย วิบัติภัย เกิดขึ้นที่ไหน ชาวฉือจี้ทราบ จะจัดขบวนกันไปช่วยเหลือ
การช่วยเหลือของฉือจี้จะไม่ทำอย่างฉาบฉวย หน่วยแรกที่ไปถึงจะเป็นหน่วยประเมินสถานการณ์ ทั้งความต้องการ จำนวน logistic การส่งลำเลียง ทั้งคน ทั้งของ ทั้งเงิน สถานการณ์พลังงาน ณที่เกิดเหตุ ประเภทของผู้ประสบภัย กี่ครอบครัว เป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ชายหญิงกี่คน ของที่จะนำไปช่วยจะ pack อย่างดี ส่งไปถึงมือผู้รับตรงกับความต้องการ ไม่ใช่ไปในลักษณะกองภูเขาเสื้อผ้าปะปนเปกันไปหมด หรือข้าวสารจำนวนมากส่งไปในที่ที่ไม่มีน้ำ หรือภาชนะหุงข้าว การช่วยเหลือของฉือจี้จะ "ทำถึงที่สุด" คือจะต้องมีการ follow up ติดตามผล บางครั้งถึงขนาดรวมทั้งการสร้างบ้านที่อยู่อาศัยด้วยช่างฝีมือ ที่ออกแบบโดยอาสาสมัครฉือจี้ ที่เต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์สาขาต่างๆอย่างครบครัน
| สิิ่งที่อาสาสมัครจะได้รับจากงานนี้ ก็มีเพียงความรักจากผู้ที่รับการช่วยเหลือ เพียงเท่านั้นที่จะมอบตอบแทนให้กับงานที่เหน็ดเหนื่อย แต่ ณ วินาทีนั้น เมื่อเราเห็นภาพแบบนี้ เห็นสีหน้า เห็นอารมณ์ เห็น "ขณะ" แบบนี้ หลายๆคนอาจจะอยากจะแลกกับสิ่งมีค่าอะไรก็ได้ที่ตนมีอยู่ เพื่อที่จะได้สัมผัสกับอารมณ์ความรู้สึกแห่งการเชื่อมโยงระหว่างจิตวิญญาณของผู้ให้ และผู้รับแบบนี้บ้าง |
ดังนั้นผลงานของฉือจี้ที่มีการจดบันทึกไว้ จะไม่ได้อยู่เพียงในความทรงจำของอาสาสมัครที่ไปทำงานเท่านั้น
"ความเป็นฉือจี้" ได้ถูกบันทึก เพื่อที่อนุชนรุ่นหลัง ได้มาศึกษาเล่าเรียนต่อๆไปด้วย
ทำให้ผมนึกถึงข่าวเมื่อหลายปีมาแล้ว ที่มีคนทำ poll ลองไปถามเด็กนักเรียนวัยรุ่นว่า มีความรู้รอบตัว ถึงที่มา รากเหง้า และตำนานต่างของชาติเราอย่างไรบ้าง คำถามหนึ่งที่ถามไปแล้วได้คำตอบที่น่าสนใจคือ "พันท้ายนรสิงห์" มีความหมายอย่างไรต่อเด็กบ้าง ปรากฏว่าเด็กจำนวนมากตอบว่า "เป็นนำ้พริกเผา"!!!
เรื่องนี้สามารถฟังเป็นเรื่องตลก หรือเรื่องเศร้ามากๆก็ได้ แล้วแต่.....
หรือเมื่อไม่กี่ปีก่อน มี รมต.กระทรวงวัฒนธรรม บอกว่านิทานอีสปนั้นมันเก่าเกินไปแล้ว เป็นสาเหตุให้เด็กไม่สนใจในคุณธรรม เขาจึงอยากให้มีคน "แต่งนิทานอีสปใหม่" เป็นการแก้ไขปัญหา ผมเองไม่มีปัญหาอะไรกับการที่จะมีคนแต่งนิทานสอนใจ หรือนิทานเด็กเพิ่มหรอก ยิ่งมากยิ่งดี เพียงแต่ "ตรรกะ" ที่มาของกิจกรรมมันฟังแล้วโหวงเหวงวังเวงอย่างไรชอบกล (อาจจะเป็นแต่ผมเองคนเดียวก็ได้)
จากประสบการณ์ไม่กี่วันที่ผ่านมา หากมีใครมาถามว่า "อะไรคือความเป็นฉือจี้" ผมคิดว่าคนที่ไปน่าจะไม่มีปัญหาในการตอบพรรณนาแต่อย่างใด แต่อาจจะลำบากมากขึ้น ถ้าจะให้นิยามหรือสรุป แต่เมื่อสักครู่ ผมช่วยลูกทำการบ้าน ชั้นประถมปีที่ 5 มีคำถามหนึ่งว่า "ให้นักเรียนตอบว่าอะไรคือวิถีความเป็นคนไทยที่นักเรียนเห็นชุมชนของตนทำ และควรจะอนุรักษ์" เป็นคำถามที่ชวนให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้หยุดสะท้อนตนเอง สะท้อนคนรอบๆข้าง และสะท้อนวิชาความรู้ เกียรติยศ ความสามารถ รางวี่รางวัลต่างๆได้เป็นอย่างดี
ใจผมนั้น อยากให้โรงเรียน หรือโรงพยาบาลของเรา สถาบันการศึกษาของเรา มีพิพิธภัณฑ์แบบนี้บ้าง เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่า งานในสายของเรานั้น มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน มากมาย ไม่ได้เป็นเรื่อง unique ที่นานๆเกิดขึ้นสักที แต่ที่เกิดขึ้นไม่มากพอนั้น ผมคิดว่าเป็น "เวลา" ที่เรานำมาสะท้อน นำเอาพลังมาหยิบยืมให้แก่จิตใจของเรา นำมาถ่ายทอดให้แก่อนุชนเยาวชนของเรา เราปล่อยให้เวลาส่วนใหญ่ของคนรุ่นใหม่ หมกมุ่นกับรายการโทรทัศน์ หา idol ตามจอทีวี แล้วมาแปลกใจตื่นตกใจที่เด็กเดี๋ยวนี้ชอบแต่งตัวโป๊ๆ มีกิริยาวาจาท่าทางห่ามๆ ประดักประเดิด เพราะวัฒนธรมถูกนำไปพัวพันกับคำว่าเชย กับคำว่าล้าสมัย วันสงกรานต์ presenters ของชุดไทยประจำชาตินำเสนอโดยวง girl band ที่มีชื่อเสียงอย่างที่เราทราบกัน เป็น culture of FAKE ของอะไรที่ฉายฉวยผิวเผินเสียนี่กระไร