มีบาตรไม่โปรด มีโบสถ์ไม่ลง มีอาบัติไม่ปลง

มีสำบัดสำนวนมากมายที่สะท้อนถึงความเป็นไปของสังคมวัด... ผู้เขียนบวชมานานก็เป็นครูพักลักจำมาบ้าง รวมทั้งพยายามสังเกตและขบคิดเพื่อตอบข้อสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับคำพังเพยเปรียบเปรยเหล่านั้น... โอกาสนี้ก็จะนำมาเล่าอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นคำอุทานอยู่ในรูปคำถามว่า

  • มีบาตรไม่โปรด ! มีโบสถ์ไม่ลง ! มีอาบัติไม่ปลง ! ก็ไม่รู้จะบวชอยู่ทำไม ?

ตามพระวินัยบัญญัติ พระภิกษุทุกรูปจะต้องมีบาตร แม้จะไม่มีการบัญญัติว่าพระภิกษุจะต้องบิณฑบาตทุกวัน แต่บางรูปก็ไม่บิณฑบาตเป็นเดือนๆ บางรูปก็ไม่บิณฑบาตเป็นปีๆ หรือบางรูปเกินสิบปีแล้วที่ไม่ได้ออกบิณฑบาต.... ใครเข้าข่ายทำนองนี้ จัดว่า มีบาตรไม่โปรด !

..........

ตามพระวินัยบัญญัติ พระภิกษุทุกรูปจะต้องทำอุโปสถทุกกึ่งเดือน โดยถ้ามีรูปเดียวให้อธิษฐาน มี ๒-๓ รูปให้บอกบริสุทธิ์ และถ้ามี ๔ รูปขึ้นไปครบองค์สงฆ์ก็ให้สวดปาฏิโมกข์... สำหรับวัดทั่วไปที่มีพระภิกษุครบองค์สงฆ์นั้น เมื่อถึงวันอุโปสถ พระภิกษุจะร่วมฟังปาฏิโมกข์ในโบสถ์ (โรงอุโบสถ) ซึ่งเรียกกันตามสำนวนในวัดว่า ลงโบสถ์... ส่วนบางวัดที่มีพระภิกษุไม่ครบ ๔ รูป หรือไม่มีพระที่สวดปาฏิโมกข์ได้ ก็อาจไปร่วมฟังปาฏิโมกข์หรือไปลงโบสถ์วัดอื่น... แต่บางรูป หลายเดือน หลายปี ไม่ได้ลงโบสถ์เลย ทั้งๆ ที่ในวัดก็มีกิจกรรมลงโบสถ์สวดปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน.... ใครเข้าข่ายทำนองนี้ จัดว่า มีโบสถ์ไม่ลง !


อีกอย่างหนึ่ง สำหรับบางวัดนั้น อาจมีการสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นประจำวันในโบสถ์ (แต่บางวัดอาจทำ
ที่อื่น เช่น ศาลาการเปรียญ ลานเจดีย์ หรืออาคารอเนกประสงค์ เป็นต้น)... การลงสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นทำนองนี้ บางวัดจึงเรียกว่า ลงโบสถ์ เหมือนกัน... แต่บางรูป หลายเดือน หลายปี ไม่ได้ลงทำวัตรเช้า-เย็นกับเพื่อนสหธัมมิกเลย.... ทำนองนี้ก็เรียกว่า มีโบสถ์ไม่ลง ! เช่นเดียวกัน

อนึ่ง แม้สังฆกรรมอื่นที่ต้องทำในโบสถ์ เช่น บวชนาค อธิษฐานเข้าพรรษา ปวารณาออกพรรษา เป็นต้น... สำหรับพระภิกษุที่ไปร่วมพิธีกรรมเช่นนี้ก็เรียกว่าไปลงโบสถ์เหมือนกัน แต่ก็มีบางรูป ปีหนึ่งไม่เคยลงโบสถ์ทำสังฆกรรมทำนองนี้ บางรูปอาจลงปีละครั้งหรือสองครั้งในวันเข้าพรรษาและออกพรรษาเท่านั้น.... แม้ทำนองนี้ก็รวมเรียกว่า มีโบสถ์ไม่ลง ! ได้เหมือนกัน

........

ตามพระวินัยบัญญัติ อาการที่ทำผิดวินัยเรียกว่า อาบัติ ซึ่งมีทั้งอาบัติที่แก้ได้ (สเตกิจฉา) และอาบัติที่แก้ไม่ได้ (อเตกิจฉา) หรือจำแนกออกเป็นอาบัติขนาดเบา กลาง และหนัก เป็นต้น... สำหรับอาบัติที่แก้ได้นั้นก็จำแนกแยกย่อยออกไปอีก เฉพาะอาบัติขนาดเบาซึ่งต้องแก้ด้วยเทศนาคามินี ซึ่งเป็นการบอกแจ้งต่อเพื่อนภิกษุด้วยกันนั้น เรียกกันตามสำนวนในวัดว่า ปลงอาบัติ....และแม้แต่อาบัติที่ต้องแก้ด้วยวุฎฐานวิธี ซึ่งเป็นการอยู่กรรมนั้น ก็อาจเรียกว่า ปลงอาบัติิ ได้เหมือนกัน (เพียงแต่ไม่ค่อยมีประจำในวัดทั่วไปเท่านั้น)... แต่บางรูป หลายวัน หลายเดือน หลายปี ก็ไม่ค่อยได้เห็นว่าปลงอาบัติ... ใครเข้าข่ายทำนองนี้เรียกว่า มีอาบัติไม่ปลง !

 

ตามที่เล่ามา ผู้ที่เข้าข่ายทำนองนี้ครบถ้วน ก็ควรตรึกตรองตนเองได้ว่า...

  • มีบาตรไม่โปรด ! มีโบสถ์ไม่ลง ! มีอาบัติไม่ปลง ! ก็ไม่รู้จะบวชอยู่ทำไม ?

 

จากประสบการณ์การอยู่วัดเกินยี่สิบปี... ผู้ที่เข้าข่ายครบถ้วนตามทำนองนี้ มีอยู่ในวัดทั่วไป ทั้งในเมือง บ้านนอก สำนักเรียน สำนักปฏิบัติ หรือสำนักสวด... ซึ่งเมื่อก่อน ผู้เขียนเจอรูปใดเป็นไปทำนองนี้ ก็มักตั้งข้อรังเกียจ และสังเกตความเป็นไปของท่านรูปนั้น... แต่จะแปลกหรือไม่ ก็ไม่แน่ใจ เพื่อนสหธัมมิกที่ผู้เขียนนับถือคุ้นเคยหลายรูป เดียวนี้ก็เป็นไปทำนองนี้... และโดยที่สุด แม้ผู้เขียนเอง บางคราวก็คล้อยตามทำนองนี้เหมือนกัน (5 5 5....)

.............

การเป็นไปทำนองนี้ สาเหตุที่ตอบได้ง่ายที่สุดก็น่าจะเพราะ เบื่อ ! เบื่อ ! เบื่อ ! เบื่อ ! ...ส่วนมูลเหตุที่แท้จริงหรือรายละเอียดนั้น มีหลากหลายเกินกว่าจะเล่าให้ครบถ้วนได้ จะขอยกเพียงบางกรณีที่ผู้เขียนประสบโดยตรง เช่น

พระเถระรูปหนึ่งที่กรุงเทพฯ ตอนผู้เขียนอยู่นั้น ท่านก็เป็นไปทำนองนี้... แต่หลายปีก่อน ผู้เขียนขึ้นไปธุระและไปเยี่ยมท่าน รู้สึกแปลกใจที่ท่านบิณฑบาต และลงโบสถ์สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นทุกวัน

หลวงพี่รูปหนึ่ง สมัยก่อนท่านขยันทำงานช่วยเหลือวัดอย่างยิ่ง เช่น ไปต่อยหินที่เกาะแล้วบรรทุกเรือมาถ่มวัด ตัดต้นไม้แล้วแปรรูปไม้มาสร้างอาคารภายในวัดและป่าช้า ท่านทำงานก่อสร้างในวัดเกือบทุกอย่าง (งานก่อสร้าง สำนวนในวัดเรียก นวกรรม)... แต่เดียวนี้หลวงพี่ท่านก็เป็นไปทำนองนี้

ท่านอาจารย์รูปหนึ่ง เมื่อก่อนท่านสอนหนังสือวันละ ๓ เวลา คือ เช้า บ่าย และค่ำ... ท่านเป็นที่รัก เคารพ และเกรงกลัวของบรรดาศิษย์ทั้งหลาย แต่เดียวนี้ ท่านก็เป็นไปทำนองนี้

และนานมาแล้วที่สำนักปฏิบัติแห่งหนึ่ง ผู้เขียนเคยผ่านไป พบพระเถระรูปหนึ่ง เป็นไปทำนองนี้.... ด้วยความอยากรู้ จึงเข้าไปสัมผัสท่าน ปรากฎว่าท่านจำปาฏิโมกข์  มีภูมิรู้ภูมิธรรมหลายเรื่องที่ควรแก่การยกย่อง ซึ่งค่อนข้างจะหาได้ยาก... ฯลฯ

...........

ท่านที่เป็นไปทำนองนี้ เกือบทั้งหมด จะไม่มีตำแหน่งทางคณะสงฆ์ (พระสังฆาธิการ) และไม่ค่อยยุ่งกับกิจการคณะสงฆ์ ไม่รับกิจนิมนต์เป็นปกติ อยู่เฉยๆ ตามประสาท่านไปวันๆ... บางรูปก็ปลูกต้นไม้อยู่กับต้นไม้ บางรูปเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวก็อยู่กับหมากับแมว บางรูปเป็นช่างไม้ก็หาอะไรทำเล่นๆ ตามประสาในงานที่ท่านถนัดไปวันๆ...

บางท่านอาจสงสัยว่า ไม่บิณฑบาตแล้วเอาอะไรฉัน ? ก็ตอบว่า บางท่านก็อาศัยฉันกับกัลยาณมิตร หรือศิษย์รักของท่านบางรูปนำมาถวาย... บางรูปก็อาศัยฉันที่โรงครัวโรงฉัน (บางวัดมีโรงครัวภายใน)... บางรูปก็ซื้อฉันวันละ ๑-๒ ห่อ... หรือบางรูปก็สร้างหม้อสร้างกะทะไว้ประกอบอาหารเป็นการส่วนตัว... แต่ที่เหมือนๆ กัน ก็คือ ท่านเหล่านี้มักจะ ฉันมื้อเดียว เป็นปกติ...

ถามว่า ทำไมท่านเหล่านี้ไม่สึก ?  คงเป็นเพราะท่านเหล่านี้ยังมีศรัทธาที่จะบวชอยู่ต่อไป... ส่วนผู้ที่บวชนานๆ แล้วสึกไปนั้น ก็เป็นอีกนัยหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนค่อยนำมาเล่าในตอนต่อไป...