โง่ จน เจ็บ
การแก้ปัญหาที่สำคัญของสังคม และประเทศชาติ จะประสบความสำเร็จได้ น่าจะปํญหาที่
วรจร โง่ จน เจ็บ ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ที่ภาพรวมซึ่งน่าจะทำได้ยากในปัจจุบัน
ใครมีความเห็นว่าน่าจะแก้ปัญหาใดก่อน อย่างไร ช่วยแสดงความคิดเห็นหน่อยครับ
การแก้ปัญหาที่สำคัญของสังคม และประเทศชาติ จะประสบความสำเร็จได้ น่าจะปํญหาที่
วรจร โง่ จน เจ็บ ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ที่ภาพรวมซึ่งน่าจะทำได้ยากในปัจจุบัน
ใครมีความเห็นว่าน่าจะแก้ปัญหาใดก่อน อย่างไร ช่วยแสดงความคิดเห็นหน่อยครับ
โง่ จน เจ็บ
สถานภาพที่คนชนบทไม่อยากมี ไม่อยากเป็น แต่ต้องมี ต้องเป็น
ชนบท บ้านนอก สถานที่ห่างไกลเมือง ห่างไกลสิ่งที่เขาเรียกว่า ความเจริญ คือ ที่อยู่ของคนกลุ่มใหญ่ของดินแดนที่ชื่อว่า ประเทศไทย ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวนออก ภาคตะวันตกของประเทศ รวม 75 จังหวัด (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) ประชากรประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทและประกอบอาชีพด้านการเกษตรมานานหลายชั่วอาายุคน และมีความอยู่ดี มีสุข นอนอุ่นตามควรแก่อัตภาพ เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติให้ใช้สอยมากมาย โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่าลุ่มน้ำทั้งหลาย คำว่า “ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” จึงเกิดขึ้น ซึ่งบ่งบอกถึงความอยู่ดี มีสุข นอนอุ่น นั้นเอง เพราะมีปัจจัยในการบริโภค อุปโภคที่สมบูรณ์
อยู่มาวันหนึ่ง มีคนมาบอกว่า “ประเทศของคุณนะ ด้อยพัฒนานะ คุณก็เห็นชัดเจนอยู่แล้ว ว่าคนบ้านฉันกับบ้านคุณต่างกันแค่ไหน…”
บ้านฉันมีถนนหนทางสะดวกสบาย มีรถราวิ่งได้สะดวกรวดเร็ว บ้านคุณละ ?
การติดต่อสื่อสารก็สะดวก
ไฟก็สว่าง
คนก็มีงานทำ มีรายได้
แล้วบ้านคุณละ ?
ที่สำคัญนะ บ้านคุณเราเห็นแล้ว ไม่อยากบอก แต่ก็จำเป็น เพราะรักหรอกนะ จึงบอกให้ คือว่าคนของคุณ นั้นนะ ถ้าเทียบกับบ้านฉันแล้ว คนของคุณก็คือ
โง่-จน-เจ็บ
เพราะคนของคุณด้อยการศึกษา
เพราะคนของคุณหารายได้ไม่เป็น
เพราะคนของคุณขาดแคลนการดูแลสุขภาพที่ดี
คุณยอมรับไหมละว่า นี้คือความจริง
ถ้าคุณยอมรับ เราจะช่วย…?
แต่ว่า ต้องมีเงื่อนไขเล็กน้อยนะ แต่เงื่อนไขนั้นก็ถ้าคิดดี ๆ ก็คือ ช่วยคุณนั้นเอง คือ
1. คุณต้องคัดเลือกเด็กฉลาด ๆ สักกลุ่มหนึ่งมาเรียนรู้เรื่องราวบ้านเรา เราจะสอนเรื่องการแก้ปัญหาและพัฒนาแบบที่เราทำสำเร็จมาแล้วให้เด็กเหล่านื้น ไม่ช้าไม่นาน เขาก็จะได้กลับไปช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศของคุณเอง
2. คุณต้องจัดทำแผนพัฒนาประเทศของคุณให้เป็นเรื่องเป็นราว ฉันจะช่วยได้สะดวก ถ้าคุณยังทำเองไม่เป็น… ไม่เป็นไร ฉันจะส่งคนไปช่วยเป็นที่ปรึกษา… เมื่อได้แผนได้โครงการแล้ว ฉันจะค่อยช่วยด้านการเงินให้คุณ
เยี่ยมๆ …คุณใจดีจริงๆ… ช่วยทุกอย่างเลย คุณฉลาด หลักแหลม ยอด ๆ โอเคย์ เรายินดี ตกลงตามนั้น…
นี้คือร่องรอยที่ปรากฏอยู่ในประวัติพัฒนาการของสังคมไทย ว่ากันว่า นี้คือจุดเริ่มต้นของการมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติฉบับที่ 1 ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2504 สมัยจอมพลสฤษฎ์ ธนรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี
“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดานสุข”
คือ คำขวัญ หรือ คำโฆษณาของรัฐบาลสมัยนั้น เพื่อปลุกให้คนไทยลุกขึ้นมาทำงาน หาเงิน นั้นคือ จุดเปลี่ยนผันของความคิด การผลิต เพื่อบริโภคเป็นหลักเท่านั้น มาเป็นความคิด การผลิตเพื่อขาย และเมื่อผลิตไม่ได้ ไม่เป็น มีอะไร ก็เอามาขาย เพราะมีผู้ซื้อ มีถนนหนทางตัดเข้าดงพญาเย็นทะลุภาคอีสาน ทะลุเข้าอินโดจีน ผลผลิตจากป่า คือ ไม้ เป็นต้น ถูกระบุให้เป็นสินค้าส่งออกชั้นดี โดยเฉพาะไม้ทางภาคเหนือ คือ ไม้สัก ถูกตัด ถูกชักลากเอามาเป็นสินค้าส่งออกเป็นว่าเล่น เพราะลูกค้าพอใจ ผู้ขายก็ดีใจ ลูกค้าได้ของดีมีคุณภาพ ราคาไม่แพง ผู้ขายได้เงินตราต่างประเทศ และเป็นเศรษฐี เป็นพ่อเลี้ยง-แม่เลี้ยง
สัตว์น้ำถูกจับมาแปรรูป เพื่อส่งออก
แร่ธาตุต่างๆ ถูกขุดขึ้นมา เพื่อส่งออก
จนในที่สุด ทรัพยากรร่อยหรอ บางแห่งหมดเกลี้ยง
รวมแล้ว เหลือน้อยเต็มที
แต่โง่-จน-เจ็บ ยังอยู่ ไม่อาจส่งออกได้
จะส่งออกได้บ้าง ก็คือ คน หรือแรงงานที่ไร้ฝีมือ หรือพอมีอยู่บ้าง แต่เป็นแรงงานที่ต้องใช้แรง
ทรัพยากรธรรมชาติหมด
วัฒนธรรมต่างชาติ (ตะวันตก) ไหลท่วมประเทศ
ลัทธิบริโภคนิยม วัตถุนิยม ทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม ไหลเข้าครอบโถมทับประเทศอย่างรวดเร็ว จนท่วมทับแดนไทย ทับผู้คนทุกชนชั้น ทับอาคารบ้านเรือนของราษฎร ทับช่อฟ้าใบระกาของวัด ทับทำเนียบรัฐบาล
แต่ปัญหาเรื่อง โง่-จน-เจ็บ ยังแก้ไม่ได้
จนถึงวันนี้ แผนพัฒนาฉบับที่ 9 ปีสุดท้าย (2549) อีกปีเดียวก็จะขึ้นแผน 10 สังคมไทยเดินตามทางสายกลางนี้มา 40 กว่าปี ผลที่ได้รับ คือ
คนส่วนใหญ่ของประเทศเรายังอยู่ในสถานภาพที่เขาไม่ต้องการ คือ
การเป็นคนโง่
การเป็นคนจน
การเป็นคนเจ็บ
เรายังแก้ปัญหาการศึกษาของชาติไม่ได้
เรายังแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้
เรายังแก้ปัญหาสุขภาพยังไม่ได้
ดูเหมือนว่า ยิ่งแก้ก็เสมือนยิ่งผูก
การสร้างปัญญา ก็ต้องผ่อนส่ง
การสร้างฐานะ ก็ต้องผ่อนส่ง
การสร้างสุขภาพ ก็ต้องผ่อนลง
เงินเข้ามาจัดการหมดทุกเรื่อง
คนจะเกิด จะอยู่ จะแก่ จะเจ็บ จะตาย ต้องใช้เงินทุกเรื่อง เงินเป็นใหญ่สุด ๆ
คนมีเงิน มีอำนาจสุดๆ มีฐานะทางสังคมสุด ๆ
คนไม่มีเงิน ด้อยอำนาจสุด ๆ ฐานะทางสังคมต่ำสุดๆ
นี้คือ ผลการพัฒนาตามทฤษฎี และคำชี้แนะของเพื่อชาวตะวันตกที่เราได้รับ ณ วันนี้
คนของเรายังด้อยการศึกษา ยังด้อยปัญญา
คนของเรายังแก้ปัญหาหนี้สินไม่ได้ มีแต่เพิ่ม ๆ
คนของเรายังต้องตายผ่อนส่ง เพราะพิษภัยนานาชนิด ที่ถูกกลุ่มทุนนำมาราดไว้ทั่วแผ่นดินไทย…
คนชนบท ยังมองไม่เห็นช่องทางว่าจะหลุดพ้นสถานภาพการเป็นคนโง่-จน-เจ็บ ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ ไม่ต้องการมี ไม่ต้องการเป็นตามสถานภาพนี้ และดูเหมือนว่าคนเมืองก็หนีไม่พ้นสถานภาพนี้ด้วย โดยเฉพาะ “เจ็บ” เพราะพิษร้ายอยู่ทั่วทุกอนูของประเทศแล้ว
ด้วยเหตุปัจจัยใด คนไทยเราจึงต้องตกที่นั่งลำบากเช่นว่านี้
คำตอบง่ายนิดเดียว
ชาวบ้านธรรมดา ๆ เขาก็ตอบได้
เด็กหรือผู้ใหญ่ ที่รู้ไม่เท่า ไม่ทั่ว ไม่ทัน รู้ไม่แท้ ผู้อื่น นั้น ชาวบ้านเขาพูดดังๆ ออกมาเลย คำเดียวชัดถ้อย ชัดคำ คือ “โง่”
ขยายอีกนิด “ถูกหลอก ถูกล่อ ถูกลวง”
ขยายอีกนิด “ถูกอ่อยเหยื่อให้ติดเบ็ด” ดิ้นไม่หลุด ไม่อยากดิ้น เพราะไม่รู้ตัวว่าติดเบ็ด
การศึกษาของคุณไม่เจริญ สู้ของฉันไม่ได้…!
เออ! จริงของเขาเจริญกว่า เขาเก่งทำเรือเหาะ เรือบินได้ …เราทำไม่ได้
อย่างกระนั้นเลย ต้องจัดการศึกษาแบบเขา เรียนเรื่องต่างๆ ที่เขารู้จากเขา ต้องส่งเด็กฉลาดๆ ไปเรียนจากเขา จะเอาของเขามาใช้
เรียนจบแล้ว ถ้าได้ทำงานกับเขายิ่งยอดเลย ได้เงินเดือนดี ได้กินดีๆ ได้อยู่ดีๆ มีรถ มีเครื่องใช้สะดวกแบบเขา
การศึกษาของเรา พุ่งไปทางนี้ร่วม 30 กว่าปี
ผลคือ เราละทิ้งภูมิปัญญาเดิมของเราเกือบหมดสิ้น โดยเฉพาะปรัชญาการศึกษา ที่มีอยู่แต่เดิมว่า คือ การพัฒนากายใจให้เข้าสู่สันติธรรม เพื่อสันติสุขตามศาสนธรรม นั้นเอง
นิยามการศึกษา ก็ถูกนิยามว่า คือ การเรียนจากสถาบันการศึกษาที่รัฐหรือเอกชนจัดการตามแนวทางใหม่เท่านั้น อย่างอื่นอยู่นอกกรอบ เช่น การศึกษาทางศาสนา การศึกษาเรียนรู้ของชาวบ้าน เป็นต้น
กว่าจะได้รู้สึกตัวก็เกือบจะสาย หรือบางเรื่องก็สายไปแล้ว
การแพทย์การพยาบาลของคุณไม่เจริญ สู้ของฉันไม่ได้ วิธีการรักษา บำบัดต่างๆ ยาต่างๆ ของคุณไม่เข้าท่า…
เออ! จริง ของเขายอดเยี่ยมกว่า ต้องไปเรียนจากเขา เอาของเขามาใช้คงจะดีกว่า
เราส่งคนไปเรียน เรียนจบกลับบ้านมารักษาคนป่วย ยาก็ดี เครื่องมือแพทย์ก็ดี ต้องสั่งซื้อจากเขาเกือบทุกอย่าง ต้องจ่ายค่าซื้อยาปีหนึ่งๆ ร่วมหลายร้อยหลายพันล้าน
ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น คือ ถูกระบุให้เชื่อว่าการแพทย์แผนไทยที่เรามี ยาต่างๆ ที่เรามี วิธีการต่างๆ ที่เรามีใช้ไม่ได้ ห้ามใช้ !
เราเชื่อเขา ในขณะที่เขาแอบเข้ามาเอาตำรายาเราไปศึกษา และผลิตยาออกมาขายเรา
กว่าจะรู้สึก หมอชาวบ้านของเราก็ลาโลกไปเยอะ ภูมิปัญญาสูญหาย ถูกขโมยไปเยอะ
………………….
การอยู่การกินของคุณไม่เจริญ รายได้ต่อหัวของคนน้อย เมื่อเทียบกับบ้านฉัน คุณรู้ไหม ชีวิตคนนั้นเขาวัดความเจริญกันที่รายได้ ถ้ารายได้ไม่ดี ก็จะส่งผลร้ายต่อเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด เรื่องฐานะทางสังคมเอย การศึกษาเอย เรื่องสุขภาพเอย…
เออ ! จริง แต่ทำอย่างไรละ
ต้องส่งเสริมการลงทุนซิ ให้เรานำเงินไปลงทุนผลิตสินค้าในประเทศคุณ คุณมีแต่ได้กับได้ คุณไม่ต้องทำอะไร เพียงอนุญาติให้ฉันเอาเงินไปลงทุน คนของคุณก็จะมีงานทำ คือ มาทำงานในกิจการ ในโรงงานของฉัน รายได้จะดีกว่า ทำงานตากแดด ตากลมในท้องไร่ ท้องนาเยอะ งานแบบนี้คือ งานทำเงินให้คนของคุณนะ
เออ ! จริง เอาเลย ๆ
“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดานสุขๆๆ” เอาเลย พี่น้องทั้งหลายไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม (ปอกกุ้ง เคว็กขี้ปลา เป็นต้น) กัน
น่าชื่นชม น่ายินดี คุณนี้เก่ง ฉลาดพูดง่าย เสียงชมจากนักลงทุนต่างชาติ
กว่าจะรู้สึกตัว สักนิดได้ คนของตัวก็ตายผ่อนส่งไปแล้ว ไม่รู้เท่าใด กากอุตสาหกรรม ตกเต็มแผ่นดิน สารพิษกระจายทั่วแผ่นดิน ก็ด้วยเหตุเหล่านี้
เขาได้อะไร เราได้อะไร
เขาเสียอะไร เราเสียอะไร
เขาได้สิ่งที่เขาต้องการ คือ ทรัพยากรทั้งหลาย บุคคล และทรัพยากรธรรมชาติ เข้าป้อนโรงงาน ทั้งในประเทศตนและประเทศเรา แต่เป็นโรงงานเขา
เราได้เงินเล็ก ๆ น้อยๆ ถ้าเทียบกับรายได้ที่เขาได้ เพราะมาใช้ของเรา ใช้คนเรา เทียบกันไม่ติด เขาเสียเงินที่ต้องมาลงทุนในบ้านเรา แต่ก็ได้กำไร ส่วนเรา เสียรู้ เสียทรัพยากรธรรมชาติ และที่สำคัญคือ เสียคน คือ เขาใช้คนของเราอย่างทาส (ยุคใหม่) โอกาสจะเป็นเจ้าของงานไม่มี เป็นลูกจ้างผู้ใช้แรงงานไร้ฝีมือไปตลอดชีวิต ที่ก้าวขึ้นสูงบ้าง ก็แค่เป็นหัวหน้าคนงานให้มาควบคุมคนบ้านเดียว เมืองเดียวกัน ตัวเอง คือ เจ้าของทุนจะได้ไม่เปลืองแรง
เหตุที่เราเสียรู้ และเสียคน รวมทั้งเสียของคือ ทรัพยากรธรรมชาติอันมีคุณค่ายิ่งของเราไป และยังต้องเสียอะไร ต่ออะไรอีก นั้นไม่มีคำตอบอื่น นอกจาก เพราะความโง่ ความรู้ไม่เท่า ไม่ทั่ว ไม่ทัน ไม่แท้ของเราเอง
จนถึงวันนี้ เราหายโง่บ้างหรือยังก็ไม่แน่ใจ
ผลของการพัฒนาคือประชาชนไม่มีที่ยืน ชุมชนชนบทล่มสลาย
ผลของการพัฒนาความแนวคิดเศรษฐกิจทุนนิยม บริโภคนิยม อุตสาหกรรมนิยม วัตถุนิยม ดังกล่าว นอกจากเป็นการให้ภาพว่า เราเสียรู้ เสียทรัพยากรธรรมชาติ และเสียคน เป็นต้น แล้วยังส่งผลที่ลุ่มลึกอีกมากมาย เช่น
1. ความสูญเสียภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น
ชนชาติที่มีอายุยาวนานอย่างจีนก็ดี อินเดียก็ดี เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า เป็นผู้ร่ำรวยทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรม มีเอกลักษณ์ด้านต่างๆ เป็นของตนเอง ชนชาติไทยเราแม้ตามประวัติศาสตร์จะมีอายุยังไม่ถึงพันปี แต่เราก็มีมาก่อนประวัติศาสตร์ ดังนั้น เราก็เป็นสังคมที่ร่ำรวยภูมิปัญญาและวัฒนธรรมชาติหนึ่งในภูมิภาคนี้ อารยธรรมจีนและอารยธรรมอินเดีย ได้ไหลเข้ามาโดยอาศัยการค้าขายและศาสนา เมื่อ 2 อารยธรรมนี้เข้ามาผสมผสานกับอารยธรรมที่บรรพชนไทยสร้างสรรค์ไว้ ก็กลายเป็นภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมไทย เป็นเอกลักษณ์ไทยขึ้นมา
วิถีชีวิตที่ต้องอยู่กับธรรมชาติ ทั้งท้องทุ่งและป่าเขา ริมแม่น้ำและริมฝั่งทะเล ทั้งสองด้านนั้น เราได้พัฒนาภูมิปัญญาของเราเองขึ้นมามากมาย ทั้งด้านอาชีพ ด้านการศึกษา ด้านการแพทย์ ด้านศิลป์ดนตรี เป็นต้น จะเห็นได้ว่า เรามีภูมิปัญญาส่วนนี้มากมาย แต่ในช่วงเวลาที่มีแผนพัฒนาประเทศตามแนวเศรษฐกิจทุนนิยมนั้น ภูมิปัญญาดังกล่าวของเราถูกทอดทิ้งให้เฉาอยู่หลังบ้าน หรือใต้ทุนบ้าน ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการศึกษาซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาก็ดี ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการแพทย์ ซึ่งมีทั้งชาวบ้านและพระภิกษุสงฆ์ก็ดี ถูกผลักให้อยู่นอกเส้นทางเดินที่รัฐต้องการ เพราะถูกระบุว่าด้อยค่าและราคา ไม่ควรนำมาถ่ายทอดให้แก่อนุชนคนรุ่นหลัง ในขณะที่ผู้ประนามภูมิปัญญาไทยให้คนไทยดูแคลนภูมิปัญญาตนเองนั้นก็แอบส่งคนเข้ามาสืบค้นและเก็บเกี่ยวเอาไปเป็นเจ้าของ จนถึงวันนี้แม้เราจะสำนึกขึ้นมาได้บ้าง และคิดจะคุ้มครองภูมิปัญญาตน คนที่แอบโขมยภูมิปัญญาเพื่อนก็ทัดทานมิให้ออกกฎหมายคุ้มครองภูมิปัญญา ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าเราออกกฎหมายมาคุ้มครอง โอกาสจะครอบครองของพวกเขาก็ยากลำบากขึ้น
ในด้านวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ซึ่งเป็นผลผลิตทางภูมิปัญญาประการหนึ่งนั้น เราก็สูญเสียไปมาก เราเคยได้รับสมญานามว่า “สยามเมืองยิ้ม” ก็เพราะคนไทยมีจิตใจที่โอบอ้อมอารี มีเมตตากรุณา และที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะเข้าถึงซึมซับ ซาบซึ้งในพระธรรมคำสอนของศาสนาที่สอนเราให้เป็นเช่นนั้น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นมิตรไมตรีกับทุกคน จนใครต่อใครอยากจะเห็นรอยยิ้มของเรา นั้น บัดนี้ วัฒนธรรมส่วนนี้ กำลังถูกถอนรากถอนโคน คือ ผู้คนถูกดึงออกมาจากศาสนธรรมให้หันมานับถือบูชาธนธรรม คือ เงินตรา โดยเฉพาะคนชนบท คนยากคนจนเงิน เพราะยิ้มไป ก็ไม่มีใครยิ้มตอบ
2. การล่มสลายของสังคม / ชุมชนชนบท
ภายใต้ระบบคิดและปฏิบัติพัฒนาที่ชื่อว่าเศรษฐกิจทุนนิยม บริโภคนิยม วัตถุนิยม ที่ว่านั้น ผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่โผล่ออกมาให้เห็นในสังคมไทย ของเราคือ ฐานรากของสังคมล้ม ส่วนชนบทของสังคมโต นั้นคือ เมืองโต แต่ชนบทตาย ถ้าเป็นคนก็คือส่วนขดหรือหัวโต แต่ส่วนล่างคือขาลีบ ซึ่งก็มีผลต่อการดำรงตัว ขาดความสมดุล ยากที่จะดำรงอยู่ได้ เหตุเพราะพลังถูกดูดเข้าไปเลี้ยง ส่วนบน คือ เมืองจนเกือบจะหมดสิ้น กำลังทรัพยากรธรรมชาติ กำลังทรัพยากรบุคคล ในชนบทล้วนถูกดูดเข้าสู่เมือง หรือส่วนบน และถูกดูดออกนอกประเทศ ผลผลิตชิ้นดีทุกประเภทถูกส่งออก เพื่อแลกกับเงินตรา ประชากรชิ้นดีก็ถูกส่งออกไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อก๊อบปี้ ความคิดความรู้ ส่วนหนึ่งมาใช้และอีกส่วนหนึ่งก็อยู่รับใช้ดินแดนที่ตนไปศึกษาเล่าเรียน เพราะเห็นแนวทางก้าวหน้าดีกว่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ ส่วนล่างหรือชนบทก็เกิดขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ขาดแคลนทรัพยากรบุคคลที่จะช่วยดูแลชุมชน เมื่อมีการจัดการจัดสรรค์อำนาจรัฐลงมาสู่ชนบทภายใต้คำว่า การปกครองท้องถิ่นก็เกิดภาวะขาดแคลนบุคคลที่มีคุณภาพมาดำเนินการ ระบบการศึกษาก็ปรับตัวไม่ทัน เพราะที่ผ่านมามุ่งผลิตคนป้อนภาครัฐหรือราชการเป็นหลัก และต่อมาก็ผลิตคนเพื่อป้อนภาคธุรกิจเอกชน แต่ยังไม่ได้คิดผลิตคนป้อนชุมชนชนบทเลย เสมือนมีรถมีน้ำมันให้คนชนบทแล้ว แต่ยังมิได้สอนวิธีขับรถให้เขา การจัดการท้องถิ่นจึงกวัดแกว่ง รอนเร่ เพราะขาดกำลังคนเข้าใจ เข้าถึง และร่วมพัฒนาไปในทิศทางที่คาดหวัง
ผู้ที่มีความรู้ด้านหนังสือ ด้านวิชาการมีอยู่ส่วนหนึ่ง แต่มีหัวใจเป็นคนภาครัฐร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะความคิดติดลมชนบทมาตั้งแต่เรียน เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็แขวนชีวิตไว้กับส่วนกลาง กายเท่านั้น ที่อยู่ในชนบท ส่วนจิตวิญญาณอยู่ในเมืองและส่วนกลาง ดังนั้น เมื่อมีท่าทีว่ารัฐบาลจะให้มาอยู่กับท้องถิ่น จิตวิญญาณจึงแกว่งไม่อยากไป ทั้งๆ ที่กายอยู่ในท้องถิ่นมาตั้งแต่เกิด
ภายใต้ความขาดแคลนทรัพยากรบุคคลผลที่ตามมาคือ เข้าไม่ถึงเนื้อของระบบการเมืองที่เรียกว่า ประชาธิปไตย สัมผัสได้เฉพาะการเมืองในระดับการเลือกตั้ง ส่วนประชาธิปไตยบังเอื้อมมือไปไม่ถึง เพราะขาดโอกาสจะศึกษาเรียนรู้ แต่การเลือกตั้งมาถึงแล้ว มี ส.อบต. ส.อบจ. สทบ. สส. สว. มาเป็นแถวเลย ตั้งรับไม่ทัน ปล่อยเลยตามเลย ผลคือ ใครมีญาติโกโหติกามาก ก็ได้รับการเลือกตั้ง ความรู้ ความสามารถไม่ต้องพูดถึง ที่น่าประทับใจมากกว่านั้น คือ ถ้าในเครือญาติเดียวกันลงสมัครรับเลือกตั้ง 2 คน ก็จะเกิดคู่แข่ง คู่กัดกันทันที ผลคือ เครือญาติก็แตกเป็น 2 เครือ 3 เครือ ตามจำนวนผู้ลงสมัคร ผลที่ปรากฏคือ ชุมชนแตกแยก
สรุปภาพความล่มสลายของชุมชนชนบท ก็คือ
1. สูญเสียอำนาจในการจัดการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของชุมชน เพราะภาครัฐเดินเคียงกับอีก 2 เกลอ คือ ภาคธุรกิจและภาคการเมือง ยกกองทัพเข้าไปยีดครองจับจองจัดการผลักไสให้ผู้คนชนบทเป็นเพียงคนชายขอบ ไร้สิทธิที่จะมีส่วนในการดูแลจัดการ แม้ ณ วันนี้ รัฐธรรมนูญจะบอกว่า ชุมชนมีสิทธิ แต่ในทางปฏิบัติ ก็ยังเกิดได้ยาก กฎหมายลูกว่าด้วยเรื่องนี้ก็ยังเป็นลูกผีลูกคนที่ยืนของประชาชนในส่วนของทรัพยากรย่ำแย่
2. สูญเสียทรัพยากรบุคคล / หรือกำลังคนจะค้ำจุนชุมชน บุคลากรคุณภาพของชุมชนถูกดูดตั้งแต่เด็กจนหมดสิ้น โดยอาศัยระบบการศึกษาที่มุ่งหน้าจะผลิตคนเพื่อป้อนภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน และเน้นให้องค์ความรู้ที่เรียกว่าสากล เพื่อส่งภาษาสื่อสารกับคนต่างแดนโดยเฉพาะฝรั่งได้ดี เด็กชนบทในหมู่บ้าน เมื่อเรียนชั้นประถมแล้วก็ขยับเข้าเมือง พอถึงระดับอุดมก็เข้าเมืองใหญ่ที่มีมหาวิทยาลัย ถ้ามีฐานะดีหน่อย หรือได้ทุนจากองค์กรภายนอกก็เข้าเมืองหลวง จากนั้น ถ้าฉลาดเรียนดีก็ถูกส่งไปเมืองนอก เมื่อเรียนจบจากในเมือง เมืองนอกก็กลับบ้านไม่ถูก อยู่ในชุมชนของตนเองไม่ได้ หรืออยู่ยาก ผลคือ มีคนกลับบ้านน้อยเต็มที
ยิ่งไปกว่านั้น ที่เหลืออยู่ในชุมชนบ้าง เพราะขาดแรงส่งและหรือศักยภาพคือ ขาดเงินทุนเรียนต่อและหรือสติปัญญาความสามารถไม่ถึง ไม่พอ ขออยู่กับบ้าน กับชุมชนของตน ก็ถูกดึง ถูกผลักด้วยระบบและรูปแบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เพราะกลุ่มทุนขยายฐานผลิตเข้ามาอยู่ในประเทศ เหตุเพราะต้องการให้ต้นทุนต่ำ แต่กำไรมาก เพราะได้อาศัยแรงงานค่าแรงถูก และอยู่ใกล้ชิดแหล่งวัตถุดิบ ประกอบกับผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนตกต่ำ หรือไม่ก็ประสบปัญหาด้านกระบวนการผลิต บุคลากรในชุมชนจึงถูกผลักและถูกดูดเข้าโรงงานอุตสาหกรรม ประเภทแรงงานไร้ฝีมือ ที่ถูกตั้งขึ้นในจังหวัดใหญ่ ๆ เช่น สงขลา เชียงใหม่ ขอนแก่น เป็นต้น เด็กวัยรุ่นหรือสาวแม้กระทั่งที่แต่งงานแล้วก็ได้ตำแหน่งเป็นสาวหมด คือ สาวโรงงาน รายได้ดีกว่า ทำงานด้านการเกษตรใน ชุมชน แต่โอกาสจ่ายก็สูง โอกาสใจแตกก็สูง โอกาสเกิดความรังเกียจภาคเกษตรก็สูง โอกาสเสียสุขภาพก็สูง… เมื่อมองโดยภาพรวมแล้ว ผลที่ได้รับที่มิค่อยมีเวลาคิด คือ สูญเสียอิสรภาพส่วนบุคคลและชุมชน สูญเสียภาพสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ทั้งระหว่างพ่อแม่ลูก และสามี-ภรรยา และบางรายถึงกับสูญเสียจริยธรรมอันดีของตนและของชุมชนด้วย
3. สูญเสียความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งในครอบครัวและชุมชน การทำงานในเรือกสวนไร่นาของคนไทยเราในอดีต โอกาสที่พ่อ-แม่ หรือสามี-ภรรยา ได้ทำงานด้วยกันมีสูง เพราะส่วนหนึ่งก็จะมีการแบ่งงานกันทำ ชาวนาในฤดูปักดำช่วยทำหน้าที่ไถ-คราด หญิงมีหน้าที่ปักดำ ในฤดูเก็บเกี่ยว หญิงจะเก็บเกี่ยว ชายจะหาบ กรณีชาวสวนก็คล้ายกัน แต่เมื่อหญิงต้องไปทำงานในโรงงาน ชายก็อาจต้องอยู่บ้าน และอาจต้องทำหน้าที่แม่บ้านบางอย่างด้วย เช่น บางครอบครัว ชายต้องทำหน้าที่ดูแลเลี้ยงดูลูก รับผิดชอบงานบ้านเอง ภาวะหรือสถานการณ์เช่นนี้ มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ มั่นคงของครอบครัว ถ้าชายปรับตัวไม่ได้ หญิงก็ไม่อาจปฏิบัติได้ เพราะเวลาและกำลังไม่พอก็จะก่อความขัดแย้งขึ้นในครอบครัว
ความเจริญหรือเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรบางกรณี เช่น การเปลี่ยนนาข้าวมาเป็นนากุ้ง แถวจังหวัดริมฝั่งทะเล มีสงขลา เป็นต้นนั้น มีผลต่อความมั่นคงของครอบครัว เช่นกัน ในบางพื้นที่เมื่อมีความเจริญ คือ มีการประกอบการมีรายได้ดีขึ้น ความต้องการจับจ่ายก็มีตามมา บริการต่างๆ ก็เกิดตามมาด้วย ร้านอาหารบางราย เมื่อแม่บ้านเผลอก็แอบไปใช้บริการทางเพศตามร้านอาหารใน ชุมชนของตนหรือใกล้เคียง ซึ่งก็คือ กระทบต่อศีลธรรมอันดีของชุมชน ส่งผลต่อความมั่นคงของครอบครัว ขั้นร้ายแรงบางรายโชคไม่ดีพาโรคร้ายคือ เอดส์ เข้าสู่ตนและภรรยาตนอีกด้วย
จากความสูญเสียทั้ง 3 ด้าน นี้ ก็พอจะมองเห็นภาพได้ชัดแล้วว่า
1. ชุมชนชนบทอยู่ในสภาพล่มสลาย เพราะมูลเหตุใหญ่อย่างน้อย 3 ประการ ดังกล่าว คือ ขาดอำนาจในการจัดการทรัพยากร ขาดกำลังคนช่วยสืบทอดดูแลภูมิปัญญาและชุมชน และสูญเสียความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งระดับครอบครัวและชุมชน
2. หาที่ยืนที่มั่นคงให้กับตนเองไม่ได้ เพราะฐานะสำคัญทั้ง 3 ฐาน ถูกริดรอน และถูกกัดกิน จนเว้าแหว่ง จนไม่มีที่จะวางเท้า วางลงไปก็เดือดร้อน จะหาที่วางใหม่ก็ยังหาไม่ได้ จึงต้องอยู่แบบซังกะตายไปวัน ๆ
จากเหตุผลดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาเป็นพวง เช่น ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างภาคส่วนต่างๆ และในกลุ่มคนกันเอง ปัญหาหนี้สินล้นพันตัว ปัญหาอบายมุข คืบหน้า แต่จริยธรรมถดถอย ปัญหาคุณค่าและมูลค่าวัตถุสิ่งของก้าวหน้า แต่คุณค่าและมูลค่าชีวิตคนถอยหลัง เป็นต้น
ภาพสังคม ภาพของคนในชนบทดังกล่าวนี้ ถ้าหยุดคิด และมองอย่างมีเหตุมีผลก็จะพบว่ามีจริง และเป็นจริงอยู่ทุกหนแห่ง ของสังคมชนบทไทย เพียงแต่ความเข้มข้นอาจจะต่างกันบ้าง
คำถาม ณ วันนี้ คือ เราจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้บรรเทาลงบ้างได้อย่างไร
รัฐธรรมนูญเปิดช่องทางให้ เราจะใช้รัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร
ปัญหาชุมชนชนบทล่มสลาย ตลอดถึงปัญหาร้ายแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดและการปฏิบัติพัฒนาดังกล่าวข้างต้นนั้น ผู้ติตามสังเกตศึกษา ได้พยายามช่วยค้นหาทางแก้ไขมาตลอด หลังที่ได้พบกับความยุ่งยาก ล้มเหลว ชัดเจนเกิดขึ้น แม้เจ้าของความคิดเอง คือ พวกฝรั่งก็คิดหาทางบรรเทาปัญหา เช่น การให้องค์กรสหประชาชาติ เสนอแนวทางการพัฒนายั่งยืน (Sustainable development) เป็นต้น ส่วนสังคมไทยเราก็ได้หาทางแก้ไข ป้องกันเหตุร้ายมิให้เกิดมากว่าที่ผ่านมา และฟื้นฟูเหตุร้ายให้กลายเป็นดีขึ้นมาบ้าง
งานแก้ไขป้องกันที่ว่า คือ การรื้อกฎกติกาหลักของชาติเกือบทั้งหมด และช่วยกันจัดทำขึ้นใหม่ นั้น คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ปี 2540
ในรัฐธรรมนูญ เราเสนอให้ตราเป็นบทบัญญัติเพื่อแก้ไขป้องกัน เรื่องร้ายแรง ทั้ง 3 เรื่องไว้ค่อนข้างมาก คือ ทั้งเรื่องอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องการสูญเสียกำลังคน และการสูญเสียความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัวและชุมชน ขอยกตัวอย่างเรื่อง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ด้วยความตระหนักในปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ จึงหาทางออกให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้ช่วยกันปกป้องคุ้มครอง คือ ให้อำนาจหน้าที่ไว้กับทุกภาคส่วนได้ช่วยกัน คือ
ภาครัฐ คือ รัฐบาลกลางก็ให้อำนาจจัดการแต่แบ่งอำนาจส่วนหนึ่งแก่ท้องถิ่นด้วย และบังคับให้รัฐเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมตัดสินใจในการดำเนินการและร่วมติดตามตรวจสอบดูแลด้วย
รัฐบาลท้องถิ่น ก็กำหนดให้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล และที่สำคัญกว่านั้น คือ รัฐธรรมนูญให้สิทธิทั้งบุคคลและชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมในชุมชนของตนด้วย ด้งความที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 2540 ในมาตราต่างๆ ต่อไปนี้
1. กรณีรัฐบาลที่ต้องเปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 2540 ในมาตรา 79 หมวดว่าด้วย นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ว่า “มาตรา 79 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล รวมทั้งมีส่วนร่วมในการส่งเสริม บำรุง และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนายั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษต่อสุขภาวะอนามัย สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน” 3 กรณีรัฐบาลท้องถิ่น รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ในมาตรา 289 และ 90 ว่า “มาตรา 289 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีหน้าที่บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น…” “มาตรา 290 เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ
กฎหมายในวรรคหนึ่ง อย่างน้อย ต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
(1) การจัดการ การบำรุง และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่
(2) การเข้าไปมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่นอกเขตพื้นที่เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่”
2. ในกรณีภาคประชาชนและชุมชนนั้น รัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิในการจัดการดูแลทรัพยากรธรรมชาติวัฒนธรรม และภูมิปัญญาของตนไว้ในมาตรา 46 และ 56 ในหมวดว่าด้วย สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ว่า “มาตรา 46 บุคคลซึ่งรวมตัวเป็นชุมชนย่อมีสิทธิ์อนุรักษ์หรือฟื้นฟูประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นหรือของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
“มาตรา 56 สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิการ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
นี้คือ การเปิดช่องทางให้ 3 ฝ่าย ได้ร่วมมือกันและนี้คือ การให้สิทธิให้อำนาจแก่ชุมชนในการจัดการดูแลและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกริดรอนไปก่อนหน้านี้ และจะถูกริดรอนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อมีข้อกฎหมายระบุไว้ชัดเจน เช่นนี้ก็กระทำได้ยากขึ้น และในบางเรื่อง ถ้ามีกฎหมายลูกออกมาก็อาจกำหนดโทษผู้ละเมิดไว้ด้วย
จึงเท่ากับเป็นการแก้ไขปัญหาการสูญเสียอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนชนบทได้ในระดับหนึ่ง เมื่อใดประชาชนได้เรียนรู้รัฐธรรมนูญมากขึ้น และรู้แนวทางเข้าใจคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น ก็จะช่วยกันรักษาคุ้มครองไว้ได้ดีมากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการดำรงชีพของผู้คน ในชุมชนและในชาติตลอดไป
ส่วนในด้านการสูญเสียกำลังคน และความสัมพันธ์อันดีของครอบครัวและชุมชน ก็ได้เปิดพื้นที่และรับรองสิทธิให้ประชาชนได้มีที่ยืนชัดเจนขึ้นเช่นกัน
กระบวนการกองทุนสัจจะวันละบาทกับการสร้างที่ยืนให้กับภาคประชาชน
หลักคิด หลักการ หลักปฏิบัติ และวิธีการดำเนินการกองทุนสัจจะวันละบาท เพื่อทำสวัสดิการภาคประชาชน จังหวัดสงขลา ซึ่งดำเนินการมาแล้วประมาณ 18 เดือน นั้น และมีผู้เข้าร่วมขบวนการแล้วประมาณ 3 หมื่นคน ถ้าจะถามว่า กิจกรรมนี้ จะมีส่วนช่วยเราสร้างที่ยืนที่เข้มแข็งมั่นคง มีผลกระทบต่อการพัฒนาตนเอง พัฒนากันเอง พัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ยั่งยืน ตามแนวทางที่คาดหวังไว้ในรัฐธรรมนูญได้มากน้อยเพียงใด หรือไม่ ?
ตามความคิด ความเห็นของผู้เขียนมองเห็นว่า มีความเป็นไปได้ ถ้ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คือ
ทุกภาคส่วนที่กำหนดไว้ในกรอบคิดของโครงการได้ทำความเข้าใจ เข้าถึง และร่วมกันปฏิบัติพัฒนา โดยยึดถือคุณธรรมและจริยธรรม คือ สัจจะ เป็นต้น เป็นหลักคิด และหลักทำอย่าง ต่อเนื่อง และจริงจัง จริงใจต่อกัน
ภาคีทุกภาคส่วน คือ ใครบ้าง
ภาคีทุกภาคส่วนที่ว่า คือ
1) ภาคประชาชน ในแต่ละชุมชน ซึ่งทำหน้าที่ปฏิบัติการเรียนรู้หลักคิด ตลอดจนวิธีปฏิบัติ และลงมือปฏิบัติการตามกระบวนการพัฒนาภายใต้ความเชื่อมั่นว่ากิจกรรมนี้ สามารถพัฒนาตนเองและชุมชนของตนให้เข้มแข็ง ยั่งยืนได้ โดยยึดถือหลักคิดที่ว่า ใช้เงินเป็นเครื่องมือพัฒนาคนและชุมชน
2) ภาควิชาการ คือ สถาบันการศึกษาในทุกระดับให้ความสนใจอย่างจริงจัง ส่งบุคลากรเข้าร่วมเรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสรุปบทเรียน ถอดบทเรียนและร่วมจัดการความรู้ แล้วหาทางถ่ายทอดสู่กลุ่มคนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกสถาบันการศึกษา โดยถือหลักคิดว่า การเรียนของมนุษย์นั้น มิได้อยู่ในชั้นเรียนเท่านั้น แต่จะอยู่ที่การปฏิบัติการในชีวิตจริงด้วย
3) ภาคราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้นำองค์กรภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาพัฒนาคนและชุมชนโดยตรง จะต้องให้ความสนใจเรียนรู้ให้เข้าใจ เข้าถึง และร่วมปฏิบัติพัฒนาด้วย อย่างน้อยเข้าร่วมโดยทางอ้อม คือ การให้การสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ ให้โอกาสให้สิทธิ เคารพสิทธิที่ภาคประชาชนจะหาทางปฏิบัติพัฒนาตนเอง พัฒนากันเอง รวมทั้งเปิดโอกาสให้เข้าร่วมกิจกรรมของภาคราชการในการพัฒนา ทั้งในระดับเรียนรู้ปัญหา เพื่อนำเข้าสู่การตัดสินใจ กำหนดเป็นนโยบายสาธารณะ ตลอดถึงการร่วมติดตามประเมินผล และการรับผล โดยฝึกหลักบูรณาการและการมีส่วนร่วมเป็นแนวทางปฏิบัติ
4) ภาคธุรกิจเอกชน จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สุขของสังคมส่วนรวมมากขึ้น มีความตระหนักรู้ในความเป็นสังคมมากขึ้น มีส่วนร่วมคิดกิจกรรมสาธารณะมากขึ้น ไม่คิดแยกตัว เพื่อแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะตน เฉพาะกลุ่มเพียงอย่างเดียว โดยไม่เหลียวแลชุมชนแ
คำว่า “ จน เจ็บ โง่ ” จะไม่มีคำนี้ในประเทศไทย เมื่อ เรารู้จักบูรณาการกับการเรียนรู้ของเด็กด้วย เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงการได้มาซึ่งอาหาร การปรุงอาหาร การถนอมอาหารสำหรับไว้รับประทานวันหน้า การรับประทานอาหาร ประโยชน์ของอาหาร อาทิ การทำกิจกรรมการปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ซึ่งทำให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องการอยู่ร่วมกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การรู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบ ความเสียสละ ความอดทน ฯลฯ ถ้าจัดกระบวนการให้ดี เรื่องอาหารก็จะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเด็กด้วย และยังมีผลพลอยได้คือ เด็กได้รับประทานอาหารอิ่มท้อง และทำให้สมองดี ไม่มีคำว่า “จนเจ็บโง่”อีกต่อไป