ใจเขา ใจฉัน ใจเรา

กลุ่มคณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ เดินทางไปเยี่ยมชมมูลนิธิพุทธฉือจี้ โดยทางเครื่ีองบิน China Airlines ของไต้หวัน คุณส้ม Guide Tour ของเราเป็นผู้ดูแล นอกเหนือจากนั้นก็มีคุณเมตตา คุณสุชล คุณบังอร เป็นอาสาสมัครฉือจี้ที่มาดูแลพวกเรา และทีมของพยาบาล สภากาชาดที่จัดมาพร้อมกัน (โดยบังเอิญ) กลายเป็นกลุ่มผู้บริการสุขภาพล้วนๆประมาณ 70 คนด้วยกัน

กลุ่ม ม.อ. มาถึงช้ากว่ากลุ่มสภากาชาดเล็กน้อย เครื่องบินที่นั่งมาน่าประทับใจ มีจอโทรทัศน์เครื่องเล็กๆให้ประจำทุกที่นั่งเลย แถมราคายังถูกกว่าการบินไทยอีกตะหาก ขณะที่นั่งมาจิตใจเราก็วอกแวกไปหา competitive world อีกจนได้ว่า อย่างนี้เราจะสู้เขาไหวเหรอเนี่ย แพงกว่าแต่ facility น้อยกว่า.... ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงโดยสวัสดิภาพ

ทั้งกลุ่มของเราก็เดินออกมาจาก custom & immigrant check-in ไม่มีใครถูกจับในฐานะอะไรให้เอิกเกริก ระหว่างเดินเก้ๆกังๆออกมา ก็ได้ยินเสียงเพลงประสานเสียงดังขึ้นที่ด้านหน้า ก็ยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอเดินออกมาถึงข้างนอก เราก็ชักเอะใจ เพราะมีคนแต่งชุดเหมือนกันหมด ชุดน้ำเงินเข้ม (ซึ่งผมทราบอยู่ก่อนแล้วว่าเป็นชุดสีของฉือจี้ aka Blue Angel) ตั้งแถวสองข้าง ปรบมือ และร้องเพลง อา...... นี่เขามาต้อนรับเรานี่นา แว่บแรกนั้น ก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที และรู้สึก อืม.... เรานี่ก็สำคัญไม่หยอกนิ มีคนมาร้องเพลงต้อนรับด้วย

มานึกย้อนดู เอ.. ที่จริงเราสามารถทำให้คนดีใจ และภาคภูมิใจตนเองได้อย่างง่ายดายเพียงนี้ ทำไมเราไม่พยายามทำบ่อยๆนะ บางทีกลับตรงกันข้าม เรามักจะ patronize หรือทำให้คนลดความสำคัญลงเสียด้วยซ้ำ จากการทำอะไรเป็น mass เป็นกลุ่ม เป็น impersonal ไปหมด แต่พอเรามองหน้าคุณพี่ คุณอา คุณน้า ที่มาเข้าแถวรอเรา (เพราะเครื่องบิน delay เยอะพอควร) และร้องเพลง หน้าตายิ้่มแย้ม ดีอกดีใจที่เรามา ทั้งๆที่เห็นหน้าเป็นครั้งแรก เราก็เริ่มรู้สึกกระชุ่มกระชวย คึกคักขึ้นมาทันที

บรรยากาศแห่งการต้อนรับอบอวลด้วยมิตรภาพ และการถ่ายรูปหมู่ก็เกิดขึ้น (ตามธรรมชาติ) ทีม ม.อ. มีอาจารย์สิทธิโชครับหน้าที่เป็นตากล้องกิตติมศักดิ์ ก็เริ่มบันทึกภาพความประทับใจ ที่เริ่มต้นตั้งแต่สนามบินเลยทีเดียว

กลุ่มเราถูก loaded ไปอยู่ในรถทัวร์หนึ่งคันได้พอดิบพอดี นับว่าค่อนข้างสะดวกดี เราก็เริ่มปฏิสันถารกับคุณส้ม (ซึ่งมาเจอเราก่อนที่ ม.อ. แล้วครั้งหนึ่ง) และคุณเมตตาที่พึ่งมาเจอกันทีี่นี่ เราได้รับแจกอาหารเช้าและขนมนมเนย เป็นขนมเจ บางคนเริ่มลังเลเมื่อเห็นขนาดของกล่อง เพราะก่อนมา เราถูกปฐมนิเทศไว้ว่าชาวฉือจี้จะถือสาเรื่องการกินแต่พอดิบพอดีและกินให้หมดเกลี้ยง กับการตรงต่อเวลามากๆๆๆ ชำเลืองดูปรากฏว่าหลายๆคนไม่มีปัญหาแต่อย่างใดในการจัดการกับขนมทั้งกล่องเกลี้ยงเกลา ตาเป็นประกาย ลูบคลำพุงอยู่ไปมา (ขาดแต่เสียงเรอก็จะครบบรรยากาศพอดี)

  คุณส้ม guide ของเรา

คุณเมตตา อาสาสมัครที่ดูแลเราตลอดงาน

ที่แรกที่เราจะไปก็คือสถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย (แปลว่า "มหาเมตตา") ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ของมูลนิธิพุทธฉือจี้เอง อยู่ที่กรุงไทเป เราจะอยู่ที่กรุงไทเปหนึ่งคืนหนึ่งวันครึ่ง วันรุ่งขึ้นเราจะไปดูโรงพยาบาลฉือจี้และต่อด้วยโรงงาน recycle และบินไปยังเมืองฮวาเหลียนที่อยู่ทางตอนใต้ลงไปจากไทเป ทางทิศตะวันออก

สถานีโทรทัศน์มหาเมตตา เป็นอาคารทรงทันสมัย ใช้อิฐสีเทา อันเป็นสัญญลักษณ์สิ่งก่อสร้างของฉือจี้ทุกที่ คงความเป็นธรรมชาติ สมถะ เคร่งขรึมมั่นคง พอยานพาหนะของเราเข้าจอด คุณเมตตาก็เตือนพวกเราถึง code of conduct ระหว่างที่เราอยู่ที่ฉือจี้นี่ ก็คือการเดินไปไหนมาไหนเป็นแถวคู่ ผู้ชายอยู่หน้าผู้หญิงอยู่หลัง คนเตี้ยอยู่หน้าคนสูงอยู่หลัง ของเราเที่ยวนี้มีผู้ชายแค่ 5 คน เราก็เลยจัดเป็นพยุหะ 2-1-2 formation เป็นกลุ่มหน้า เดินนำกลุ่มผู้หญิงที่เหลือทั้งหมด guides ของเราจะประจำที่หัวแถวของเราเสมอ เวลาเดินไปไหนมาไหน ก็จะเป็นการเดินแบบมุมฉาก ก็คือจะเดินเหมือนตามเส้น และไม่มีการลัดตัดทะแยงมุม แต่จะเดินและเลี้ยว 90 องศาเท่านั้น ก็เกิดเป็นความสวยงามอีกแบบ ใครเห็นก็ทราบว่ากลุ่มนี้มางานฉือจี้ (เพราะฉือจี้ที่ไต้หวันเป็นมูลนิธที่มีชื่อเสียงมาก มี reputation เรื่องระเบียบวินัย ใครๆก็จะมองมาด้วยความคาดหวังและความนับถือ)

ห้องโถงหน้าสถานีโทรทัศน์มีเก้าอี้เล็กๆอยู่ พวกเราก็ถูกให้สัญญานให้ถอดรองเท้าเอาใส่ถุงที่เขาเตรียมไว้ให้ เดินเรียงแถวเข้าไปในห้องประชุมโถงใหญ่ข้างใน หน้าห้องมีรูปพระโพธิสัตว์เอามือโปรดโลกขนาดมหึมา สวยงามมาก

พวกเราเดินมานั่งรายล้อมโต๊ะเตี้ยเล็กๆ บนโต๊ะมีขนมวางเรียงไว้อย่างสวยงาม (จนเราลังเล.... อยู่แวบนึง ไม่กล้าหยิบ แต่ก็แวบเดียว!!) พร้อมกับถ้วยน้ำชา สักประเดี๋ยวก็มีอาสาสมัครมาเดินแจกถ้วยน้ำพลาสติกแบบมีฝาปิดสนิท และถุงเท้าผ้าสำหรับเดินในบ้านแบบที่พื้นกรุหยาบ กันลื่นมาให้คนละคู่ พวกเราก็ได้ทราบว่าถ้วยน้ำนี้และถุงเท้าผ้านี้เป็นของขวัญชิ้นแรกในการมาดูงาน และเราจะต้องพกพาไปไหนต่อไหนด้วยเสมอ

 การที่ต้องมีแก้วน้ำส่วนตัวก็มีประโยชน์หลายอย่าง หนึ่งก็คือเราเป็นคนเตรียมทุกวัน และทำให้เราต้องมีสติที่จะเติมน้ำของเราให้เพียงพอ เราเป็นคนล้าง ไม่ต้องไปซื้อหาน้ำเพิ่มเติม ไม่ต้องมีคนล้างแก้วให้เรา หรือมีขยะ กระป๋องอะไรเกิดขึ้นให้เป็นการรังแกสิ่งแวดล้อม การถอดรองเท้่า ใช้ถุงเท้าเดิน ก็เป็นการทะนุถนอมพื้น คุณเมตตาเล่าว่าท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหลียนจะเดินเบามาก เสมือนกับระมัดระวังที่จะไม่ให้พื้นรู้สึกเจ็บ ท่านจะใช้ร้องเท้าผ้า แต่จะใช้คู่เดิมอยู่นานนับสิบปี เพราะไม่สึกหรอเท่าไหร่เลยจากการเดินเบาๆอย่างระมัดระวัง นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกการครองสติในการเดินอย่างระมัดระวัง เหมือนกับเดินจงกรมไปด้วย

เรื่องนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย ขณะที่เราอาจจะคิดว่ามันตลกดีที่ต้องเดินเป็นแถว เป็นฉาก แต่การเดินเป็นแถว เลี้ยวเป็นฉากนี้ ทำให้เรามีสติในการเดินเพิ่มขึ้นอย่างมาก จะมีการเล็งตำแหน่งที่จะเลี้ยวให้ดี แล้วค่อยๆเดินไป ระหว่างนั้นก็ชำเลืองดูคู่ของเราว่ามาด้วยกันหรือไม่ เดินเร็ว เดินช้า มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา นับเป็นการเดินที่มี awareness หรือ สติสูงมาก ไม่นับการที่เขาห้ามพูดคุยสนทนาโดยไม่จำเป็นอีกด้วย (แต่ก็มีเสียงจุกจิกดังตลอดเวลา ตามธรรมชาติของพวกเรา อิ อิ)

เจ้าหน้าที่หนุ่มหล่อซึ่งเป็นพิธีกรผู้ดำเนินรายการจริงของสถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย เป็นคนที่มาบรรยายให้พวกเราฟัง

ฉือจี้ต้องการช่วยเหลือสังคม แต่พบว่า ทุกข์ส่วนใหญ่ของสังคม เกิดจากพฤติกรรมของพวกเราเอง เวลาที่อาสาสมัครฉิอจี้มาเก็บขยะตามท้องถนน ก็พบเศษชานหมากอยู่เกลื่อนกลาด แสดงถึงคนจำนวนมากก็ยังเคี้ยวหมาก และถ่มชานลงตามถนนหนทาง สะท้อนให้เห็นถึงระบบสาธารณสุข และสุขภาพโดยรวมของประชาชนได้ และพบอีกว่าพฤติกรรมของเด็กมากมายหลายอย่าง ก็มาจากการเลียนแบบสิ่งที่เขาเห็นประจำวันนี่เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรายการโทรทัศน์

ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหลียนเห็นว่านี่เป็น "โอกาส" ที่เราจะช่วยเหลือสังคมได้ ในเมื่อคนเรียนรู้และเกิดพฤติกรรมตามสิงที่เห็น ทำไมเราไม่ทำให้คนเห็นสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เป็นมงคล สิ่งที่คนทำแล้วจะมีความสุขอย่างแท้จริงเล่า? นี่จึงเป็นที่ีมาของการที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ สร้างสถานีโทรทัศน์เป็นของตนเอง เงินค่าใช้จ่ายถึง 25% หรือหนึ่งในสี่มาจากรายได้ของสถานี recycle ของฉือจี้ที่มีอยู่กระจัดกระจายตามเมืองต่างๆในไต้หวัน

เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่ตนเองเห็นทุกวี่วัน ชั่วโมงสอนที่ รร.นั้น เทียบไม่ได้กับการเรียนรู้จากชีวิตจริงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดขึ้นตั้งแต่ตื่นนอน กินข้าว ในรถประจำทาง จนกลับบ้านนอน ครั้งหนึ่งมีเด็กคนหนึ่ง พ่อแม่ซื้อลูกโป่งลูกมหึมาให้ คิดว่าเด็กจะดีใจมาก ปรากฏว่าเด็กร้องไห้ ตกใจกลัว เพราะว่าเคยเห็นการ์ตูนในโทรทัศน์ที่ตัวการ์ตูนถึือลูกโป่งใบใหญ่แล้วลอยหายไปในท้องฟ้า เด็กคนนี้ก็กลัวว่าจะเป็นอย่างนั้นบ้าง

พิธีกรฉือจี้เล่าให้ฟังว่า ลูกชายของเขาเองก็เหมือนกัน นั่งๆดูทีวีอยู่ สักประเดี่ยวก็ลุกขึ้นมาเต้นหมุนตัวเป็นวงกลมให้ดูใหญ่ ปรากฏว่ากำลังเลียนแบบดาราในรายการทีวีที่กำลังนั่งดูอยู่นั่นเอง ลูกหลานของเรากำลังเรียนอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เฉพาะแต่กับเวลา official learning ที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ทุกๆขณะจิต เด็กและผู้ใหญ่ก็ตาม กำลัง absorb สังเกต และรับรู้ความเป็นไปรอบๆตัวเรา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบความคิด และพฤติกรรม คุณค่า ความรู้สึกของเราตลอดเวลา

สถานีโทรทัศนืฉือจี้จึงนำเอามาแต่รายการดีๆ คนทำดีที่ไหน ก็จะนำมาออกรายการ บางครั้งก็นำเอาชีวประวัติของคนจริงๆมาสะท้อนในรูปแบบของละครโทรทัศน์สั้นๆ แล้วก็นำเอาเจ้าของประวัติมาสัมภาษณ์ ให้ความเห็นในช่วงท้ายๆ หวังว่ารายการเหล่านี้ จะช่วยชักนำ ชักจูง เป็นบทเรียน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของหลักสูตรนอกเวลาที่เยาวชนจะเลือกเสพ

ก็สะ(ทก)สะท้อนถึงรายการโทรทัศน์บ้านเรา (อีกแล้ว) อะไรที่เป็น "คุณค่า" ของตัวละครที่กระโดโลดเต้นอยู่บนจอทีวี และเด็กๆเยาวชนเรากำลัง "ตั้งใจเรียน" อย่างขะมักเขม้นทุกวันนี้? ผมเคยเห็นรายการที่ให้คน "โกหก" เก่งที่สุดอยู่รอดจนได้รายวัลใหญ่ มีบางรายการที่แจกเงิน แจกของมีค่ามหาศาล โดยที่ทำงานเพียงเล็กน้อย ขณะที่คนบางคนทำงานหนักทั้งชีวิตก็ยังไม่สามารถจะ earn ได้ขนาดนั้น เราเห็นเด็ก 5 ขวบชนะรางวัลมีบ้านใหญ่ มีเงินล้าน อะไรคือ "ข่าวสาร" ที่สื่อของเรากำลังปลูกฝังให้ประชาชนกำลังเสพฝัน และเพาะเจตคติต่อการทำงาน?

ผู้ร้ายหลายคนในละครบ้านเรา รุ่มรวย อยู่บ้านใหญ่โต กว่าที่จะรับกรรมในตอนท้ายสุด ปรากฏว่า 80-90% ผู้ร้ายดูเหมือนจะมีความสุขมาก ขณะที่พระเอกนางเอกจะต้องรับกรรมและพึ่งมาได้ดีในนาทีสุดท้าย อะไรเป็นภาษาที่ตัวละครสวยๆงามๆในทีวีใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ ถ้าไม่ใช่คำอิจฉา ริษยา กระแนะ กระแหน ประชดประชัน สะบัดสำนวนเล่นตลกโปกฮา

อะไรคือ "ค่านิยม และ lifestyle" ของดารา ของคนดัง ของ idol ที่วัยรุ่นอยากลอกเลียนแบบ?

รายการโทรทัศน์ฉือจี้ เสนออีก "มิติ" หนึ่งที่ทำให้ "เวลาพักผ่อน" สามารถสอดแทรกความรู้ คุณธรรม และการประชาสัมพันธ์ ให้เกียรติ เชิดชู life styles อีกรุปแบบหนึ่งที่สังคมสามารถนำไปใช้ประโยชนืได้จริง นำเสนออีกรูปแบบหนึ่งของความหมายคำว่า "ดารา" หรือคนที่เด็กๆและเยาวชนควรจะลอกเลียนแบบ เป็นที่น่าสนใจว่า หาก idol คือคนที่เด็กๆอยากเป็น อยากลอกเลียนแบบจริงๆ ในสังคมเมืองไทย ดาราวัยรุ่น หรือ ดาราคนไหน ที่พ่อแม่ผู้ปกครองคิดว่านีแหละคือ idols ของลูกเรา?

จบลงท้ายด้วยการแสดงภาษามือประกอบเพลงของแม่บ้านอาสาสมัครฉือจี้ ด้วยเพลงที่่ต่อมาพวกเราคุ้นหูกันมากคือ ความรักอันยิ่งใหญ่ เราอยู่ในโลกใบเดียวกัน เป็นท่ารำประกอบมือที่สวยงาม เรียบง่าย จำได้ในเวลาอันสั้น เนื้อเพลงสะท้อนถึงอารมณ์ความทุกข์ยากของคนนั้น เรามีหน้าที่ที่จะช่วยกันดูแล เพราะเราต่างก็อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ เสมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน ให้รักกัน มีเมตตาต่อกันตลอดไป เราจึงจะนำพากันไปสู่โลกอันอารยะและสงบสุขซึ่งเป็นพันธกิจของเราด้วยกัน