"จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้" ใช้ลมหายใจ เป็นฐานการปฏิบัติไม่ว่า จะปฏิบัติกันเพื่อให้มีสุขภาพเป็นพลานามัย หรือเพื่อเป้าหมายสูงสุด บรรลุ มรรคผลนิพพาน ฝึกจิตปฏิบัติธรรมเพื่อให้ทุกคน รู้ตัวทั่วพร้อม รู้เท่าทันสถานการณ์ เพื่อให้ทุกคนดำเนินชีวิตเป็นไปด้วย ความปกติ สะดวก และปลอดภัย"

        

        สติปัญญา...มันเป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่...ที่คนทั่วโลกต้องการจะได้กันนั้น เป็นเพียงสติภายนอก ปัญญาภายนอกเท่านั้นเอง น่าเสียดายเวลาที่ผ่านไปทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกวินาที........

         ปัจจุบันมีผู้รู้ ผู้ปฏิบัติจริงก็มีมาก ที่ต้องการชี้ทางไปให้ถึง เพื่อทันต่อโลกที่ผันแปรและนำพาไปสู่การแข่งขันที่ต้องใช้ความไว..ความเร็ว

         ทางธรรม..ก็ไม่ได้หยุดที่จะต้องพัฒนา..เพื่อให้ทุกคนที่ยังไม่เข้าใจ และยังไม่เข้าถึงอีกมากมาย โดยเฉพาะเยาวชน ที่เป็นรุ่นน้องที่ได้เกิดมาแล้ว และกำลังใช้ชีวิตหมดเปลื้องไปกับการเสพเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์อื่นๆอีกมากมาย

         สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ มีให้คนยุคนี้ใช้ แต่แล้วบางคนก็ใช้ บางคนก็ใช้ไม่ทันไล่การเปลี่ยนแปลงไม่ทัน หรือบางคนก็ไม่ได้ใช้เลย ไม่สนใจเลย เพราะรู้ดีว่า ถ้าสนใจก็คงตามไม่ทันเขาแล้ว สายเกินไป ยอมแพ้ซะแล้ว ความคิดตนบอกว่า อย่าเลยเสียเวลา

         ทางธรรมบอกว่า ตนเองเท่านั้นต้องพึ่งตนเอง มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นที่เกาะ ความสามารถเราเท่านั้นที่จะเป็นบันไดไต่ขึ้นสู่ความก้าวหน้าได้ เราเท่านั้นที่จะต้องเริ่มได้แล้ว เริ่มก้าวเดินต่อไป เราเท่านั้นที่จะต้องลงมือเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติกันจริงๆ

          เป็นจุดเริ่มต้นนี่เอง ที่เป็นเป้าหมายของทุกคนที่ยังไม่ได้ไปไหนกันเลย

          พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ ให้ทุกคนเริ่มต้นก้าวแรก ถึงจิตใจภายในได้เลย

          ดังนั้น ถึงเวลาที่จะให้ทุกคน "เริ่มต้น" กันใหม่ ให้ทุกคนที่ต้องการจะเริ่มต้นชีวิตใหม่..ให้ใช้หลักการนี่เป็นสำคัญ นั่นคือ

          "มีธรรมเป็นที่พึ่ง ที่เกาะ ....แล้ว ธรรมทั้งหลายทั้งปวง รวมลงที่ "จิต""

           ดังนั้น ให้ทุกเริ่มต้น ฝึกจิตกัน เพราะว่า เมื่อทุกคนฝึกจิตกันได้แล้ว เราสามารถใช้จิตเป็นฐานชีวิตภายในตนเองได้ ไปทุกที่ ทุกเวลา มีปัญหาอะไรก็ให้จิตภายใน เป็นผู้ตัดสินใจ เพราะว่า

           พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ "อาตาปิ สัมปัชชาโน สติมา"

           อาตาปิ ให้ทุกคน มีความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ลดละ เผลอเมื่อไรก็ปล่อยไป ให้คำนึงเฉพาะปัจจุบันขณะจิตนั้นเป็นสำคัญ

           สัมปัชชาโน ก็คือสัมปัชชัญญะ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

           ให้ทุกคนมีสัมปัชชัญญะก่อน  ให้มีสัมปัชชญญะนําหน้าสติก่อน

           ไม่ใช่แค่มีสติอย่างเดียวที่ทุกคนเข้าใจกัน เพราะสติเข้าใจกัน นั้นเป็นเพียง สมาธิเบื้องต้น ฉะนั้นจะทำอะไรต้องให้ถึงที่สุดของที่สุด จึงต้องมีความเห็นนําหน้าก่อน มีความเห็นที่ถูกต้อง(สัมมาทิฐิ ข้อแรก ของอริมรรคมีองค์แปด) ก่อนแล้วทําด้วยสติ

           ดังนั้นการที่ให้ทุกคนมีความรู้สึกภายในก่อน นั่นคือมีตัวปัญญาก่อนนั่นเอง

           ผู้รู้...อยู่ที่ "จิต"      ปัญญาเกิดจากไหน เกิดจากที่เรากลับมาดูจิตมารู้สึกภายใน....เพียงแค่นี้....ฟังก็ฟังอยู่ ได้ยินก็ได้ยินอยู่...สิ่งที่ทุกคนกำลังอ่านบทความนี้ เสียงก็ผ่านมาผ่านไป เสียงข้างในดังอยู่ รู้สึกอยู่ ผ่านมาผ่านไปไปตามบทความ

           เมื่อกลับมารู้สึกแล้วภายในจะว่าง...ขณะที่รู้สึกข้างใน แม้เสียงที่ได้ยินอยู่....ก็ผ่านมาผ่านไป ไม่ควรยึดมั่น....ไม่ควรหมายมั่น.... ที่ฟังเอาไปไม่ได้.... สิ่งที่เอากลับไปได้ก็คือ.... กลับมารู้สึกภายใน.....เมื่อปฏิบัติ....ผลลัทธ์อันยิ่งใหญ่มันก็เกิด

          สติภายในก็มา ปัญญาที่ละเอียดอ่อน จากจิตใต้สำนึกก็ตามมา สติปัญญาตัวนี้ นี่แหละที่ทุกคนในโลกใบนี้ต้องการจะได้กัน โดยเฉพาะยุคสมัยนี้ ยุคที่ต้องไวกับการตัดสินใจ ไวต่ออุปสรรคที่จะต้องแก้ปัญหาให้ทันสถานการณ์กัน

           และที่สุดเมื่อทุกคนปฏิบัติกันได้แล้ว จะเห็นและเข้าใจได้ว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยากต่อไปเลย และนี่แหละ ที่ทุกคนที่ทำได้ปฏิบัติได้กันแล้ว ต้องสามารถแจกจ่ายให้ผู้อื่นทำได้เช่นกัน เพื่อให้ผู้อื่นมีสุข..มีกุศลเช่นเราได้บ้าง...เพราะการที่เราทำได้ เราได้พลัง เราได้สุขที่แท้จริง พบแล้วที่พึ่งภายใน เราสามารถรวมพลังเป็นหนึ่งเพื่อการใดการหนึ่ง พลังที่รวมได้...พลังที่สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ทุกสถานการณ์ เพียงแต่เราต้องเพียร ไม่ลดละความต่อเนือง...ให้อยู่กับความปลอดภัยภายใน เพราะภายในเท่านั้นที่สามารถดับได้ทุกสรรพสิ่ง และทุกคนต้องมีกัน...มีไว้พึ่ง มีไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ชีวิตเกิดมาแล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ธรรมดาที่เกิดมาแล้ว มีเหตุให้มาพบกัน สร้างบารมีกันต่อ เป้าหมายสูงสุด คือการหลุดพ้นจากสรรพสิ่งทั้งหลาย แต่ทุกคนก็ไม่รู้จะทำอย่างไงกัน....อย่าลืมนะครับว่า...........โลกปัจจุบัน...เป็นโลกเปิดสูตร...ไม่มีความลับในโลก....อย่ามัวแต่หลง...มัวแต่เพลิน...เสียดายเวลา..เสียดายพลังที่มีอยู่ แต่ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่ควรจะเป็น

          เมื่อมีผู้รู้มาบอกให้บุคคลทั้งหลาย...อย่าไปสนใจเรื่องเขากันอยู่เลย...เสียเวลา...นั่นหมายความว่าอย่างไร...ไม่ใช่ให้ทุกคนหยุดการเรียนรู้..หยุดคบเพื่อนมิตรกัน...แต่บอกเป็นนัยว่า...ทุกคนสามารถรู้...ทุกคนสามารถเรียนรู้...ทุกคนสามารถดู...ทุกคนสามารถเห็น...รับรู้ได้...แต่นั่นกำลังจะบอกว่า...สิ่งที่ทุกคนกำลังรับรู้..รับเห็นอยู่นั่น...มันเป็นเพียง มัน...มันเป็นเพียง กระแส..มันเป็นเพียง เรื่องราว...มันเป็นเพียง สิ่งต่างๆ..สรรพสิ่ง...ที่ไปบังคับมันไม่ได้ตลอด...มันมี..มันเป็นอยู่ทั่วไป...และมีตลอด...ทั้งอย่างหยาบ..และอย่างละเอียด...มันเคลื่อนตลอดไม่เคยหยุด...โลกแห่งการหมุนเวียน...ไม่เคยหยุดทำงาน....ทุกอย่างทำงานกัน...สัมพันธ์กันเป็นไปอย่างรวดเร็ว...ให้ทุกคนรับรู้..แต่อย่าไป รับเอา...สรรพสิ่ง สลับซับซ้อน..ยากต่อบุคคลที่ไม่ได้มีฐานรองรับ...ยากแก่บุคคลทั่วไปเป็นส่วนใหญ่...ยากต่อการแยกแยะ..อะไรเป็นโทษภัยแก่ตน..อะไรเป็นคุณต่อชีวิต...ตัดสินใจไม่ทัน...ดับและจบเรื่องราวนั้นไม่ทันเหตุการณ์...ที่สุดก็มัวแต่...แก้กันภายนอก...ซึ่งไม่มีวันจบจัดสิ้น...เดือดร้อนกันไปทั่ว

          วิธีการ...เป็นแบบง่ายๆที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้...เรียกว่ายากที่สุด..แต่ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด...โดยให้ทุกคนใช้ลมหายใจให้เป็นประโยชน์สูงสุด...เมื่อใดที่ทุกคนทำงานอยู่..เป็นบุคคลที่มีหน้าที่สภาพที่กระทำกิจกันอยู่..จะอยู่ ณ สถานที่ใดๆ ในโลกใบนี้..ให้นึกเสมอได้เลยว่า..ทุกคนทำได้...และทำได้กันทุกคนด้วย...เพียงแต่เอาใจใส่..มาที่อก ที่ทุกคนเคยได้ยินมาแล้วว่า เข้าอก...เข้าใจ...นี่แหละ ความบังเอิญที่ประจวบเหมาะ...ที่ทุกคนจะต้องมีฐานรองรับไว้ก่อน...มีธรรมเป็นที่พึ่ง...มีธรรมเป็นที่เกาะ....ให้ทุกคนเกาะไว้ก่อน...มาตรฐานแห่งความเป็นมนุษย์...ที่ทุกคนจะต้องมีฐานไว้...ชีวิตจะต้องมีหลัก..มีแหล่ง...ชีวิตทุกคนจะต้องมีที่พึ่ง...และที่พึ่งที่ดีที่สุดก็คือ...ตนเอง...ตนเองเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุด...เป็นที่พึ่งอันเกษม..เป็นที่พึ่งอันแท้จริง...สุดยอดแห่งความเป็นมนุษย์..อยู่ที่ทุกคนจะต้องกลับเข้ามา...พึ่งพาตนเอง...ให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตก่อน..จะไปให้ผู้อื่นได้...สังคมดี...ชาติเจริญ..อยู่ที่ทุกคนกลับเข้ามาสนอก..สนใจ...รักษาจิตใจตนเอง..ให้เกิดความสงบข้างในตน...

            พระพุทธเจ้าบอกแล้วว่า     "ธรรมเท่านั้น... ย่อมคุ้มครอง...ผู้ประพฤติธรรม"


            ทุกคนใช้ลมหายใจเป็นพื้นฐานอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ทุกคนมีจิตเป็นที่พึ่ง..มีจิตเป็นที่เกาะภายใน คือกลางหน้าอกที่เต้นตุ๊บๆ สังเกตดูเวลาตื่นเต้น เสียใจ ร้องไห้ ตรงกลางหน้าอก.....มันจะเต้น แต่ทุกคนนึกว่า ...ใจมันเต้น   นึกว่าใจ...เสร็จ... ก็เลยเสียใจ ...ใจ..เจ็บ..ก็เลยเจ็บใจ...เพราะกลางหน้าอกมันมีพลัง... มีซ้ายมีขวาความคิดนี่... มีขาวมีดํา  เมื่อจิตเข้าไปอย่างไงมันมีพลังจะเต้นอย่างนั้น.... ถ้าเราส่งฝ่ายบวกเข้าไป กลางหน้าอกจะเป็นพลัง เป็นพลังเสร็จ.... สัญญาต่างๆความจําได้เหตุรู้ต่างๆ.... มันจะบวกเพิ่มเข้าไปเป็นทวีคูณ..... มันจะส่งมาเป็นอารมณ์ดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่ที่ข้อมูลที่วิ่งเข้าไปในหัว ถ้าสัญญาณกลางหน้าอก....ผู้ที่ปฏิบัติต่อจิตดีแล้ว...จะเห็นได้ชัด... คนที่ยังไม่ฝึกจิต...ไม่หัดรู้...ไม่หัดเห็น...ไม่หัดดูจิตกัน... รู้สึกภายในกลางหน้าอกไม่รู้...ก็ไม่มีทางรู้ได้... ที่สุดแล้ว...ความปลอดภัยต่อชีวิต..อยู่ที่ไหนกัน...เราจะต้องรู้ก่อนว่า....เราเกิดมาเราจะทําอะไร.... คนรักครอบครัว...รักครอบครัวมีลูกมีญาติพี่น้องก็รัก ทําอย่างไรที่จะให้ปองดองกัน...ได้ซึ่งเป็นไปได้ยาก...นับวันยากไปทุกที...เพราะทุกคนไม่ได้กลั่นกรอง.. เพราะความโลภ โกรธ หลง มันมาครอบ..และนำชีวิต ไม่รู้ตัว... แต่ถ้าเราให้การฝึกจิตนี่ดู..ให้แล้ว..ให้อีก..รู้สึกแล้ว..รู้สึกอีก..รู้สึกภายใน..รักษาไว้..ประคองไว้สุดชีวิต...ทำได้..ลืมเมื่อไร..ก็สูดลมหายใจ..เตือนตนเอง...กลับเข้ามาเปลี่ยนโปรแกรมที่ภายในตน...แก้กรรรมได้..ที่ภายในตนเอง...ยอดคน..ยอดดวงจิตดวงใจ...แล้วนำไปบอกต่อให้ผู้อื่นรู้..และได้ปฏิบัติกัน...เป็นการเชื่อมสัมพันธ์ดีๆ ต่อสังคม...เพราะลมหายใจที่เหลือ..กับเวลาที่เหลืออันน้อยนิด...เราจะสร้างสรรค์ชีวิต..ต่อตนเองและสังคมเมือง...บอกแล้ววันนี้ก็บอกบ่อยๆ ....การที่ทุกคนมีที่พึ่งที่เกาะดีแล้ว ....เอาจากจิตภายในออกมาดีแล้ว....มันคือพลัง....พลังที่สรรค์สร้าง

           
          "มีจิตที่ทรงพุทธะ : เป็นผู้รู้...อยู่ที่ฐาน "จิต" 

                    เป็นผู้ตื่น...อยู่ที่ "ใจ" และเป็นผู้เบิกบาน..อยู่ที่ "กาย" (ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม)"

            การปฏิบัติต่อจิตใจที่ถูกต้องด้วยปัญญาภายใน สามารถส่องทางสว่าง...ด้วยปัญญาญาณนำชีวิต... คิดจะทำอะไร...ก็เดินหน้าไปอย่างสง่างาม งอกงาม ทุกย่างก้าว...หนทาง...สู่ความดีงามที่พระพุทธองค์....ได้หาทางมาแล้ว พระองค์ท่านก็ได้ค้นพบเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์...พบความสุขที่แท้จริง...ที่ให้ทุกคนปฏิบัติตาม เพื่อพ้นจากความเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย... เดินเข้าสู่ทางไม่ตาย...คือความเป็นอมตะ....มีทุกข์...ก็สามารถดับทุกข์ได้...มีปัญหา..ก็สามารถแก้ปํญหานั้นได้ทัน...พ้นทุกข์สิ้นเชิง

 

                  * * * * ธ ร ร ม ทั้ ง ป ว ง  ร ว ม ล ง ที่  “ จิ ต ” * * *

 

             เส้นทางนี้ เป็นเพียงเส้นทางเดียวที่นำไปสู่ทางพ้นทุกข์ บริสุทธิ์หมดจด พ้นจากเรื่องราวทั้งหลายอย่างปลอดภัย


 
Be Happy..DinTong!