ผมขอบคุณ สวรส. แทนสังคมไทย ที่เข้ามาขับเคลื่อน R2R ในวงการสุขภาพ   และขอบคุณที่ให้ผมได้เข้าไปรับใช้ขบวนการนี้ด้วย
          วันที่ ๗ พ.ค. ๕๑ เป็นวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งสำหรับวงการ R2R และสำหรับผม    เพราะ “การประชุมปรึกษาหารือการดำเนินงานโครงการ R2R ครั้งที่ ๒/๒๕๕๑” ได้ผลดีเกินคาด   ผมรู้สึกเหมือนมีเทวดามาบันดาลให้เกิดบรรยากาศนี้    ผมบรรยายไม่ถูก ต้องให้คนที่นั่งประชุมอยู่ด้วยหลายๆ คนช่วยกันบรรยาย แบบ AAR จึงจะได้บรรยากาศที่แท้จริงในวันนั้น  
          จากการประชุมที่กำหนดวาระประชุมอย่างค่อนข้างเป็นทางการ กลายเป็นการประชุมแบบ “ด้นกลอนสด” (improvise) ที่ทุกคนพูดออกมาจากใจ   ทุกคนเล่าเรื่องที่ตนประสบมาด้วยตนเอง    ทุกคนบอกความฝัน ที่จะใช้ R2R เป็นเครื่องมือพัฒนางานของตนหรือของหน่วยงานตน   และเพื่อพัฒนาบุคลากรในหน่วยงาน  
          จากการประกวด R2R ในระดับบริการปฐมภูมิ  ทุติยภูมิ  และตติยภูมิ และให้รางวัลเป็นโล่เกียรติยศ กลายเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือได้รับ recognition และได้รางวัลโอกาสในการได้ใช้ R2R ที่มีพลังยิ่งขึ้นในการพัฒนางาน และพัฒนาตนเอง    จากการคิดถึงผลงาน R2R แบบปัจเจก สู่ผลงานแบบทีมงาน   และสู่การใช้ R2R อย่างต่อเนื่องจนเกิดผลดีในเชิงระบบ  
          ข้อดีคือ สวรส. เชิญภาคีมาร่วมกันหารืออย่างครบครัน    และภาคีก็มากันพร้อมหน้า โดยส่งคนในระดับตัดสินใจ เข้าใจเรื่องระดับ abstract และมีใจ มาร่วมประชุม    สำหรับ สสส. คุณหมอสุภกร บัวสาย ผู้จัดการใหญ่ถึงกับมาเอง    ผมจึงแนะ ดร. จรวยพร ศรีศศลักษณ์ ผู้รับผิดชอบโครงการนี้ว่า ให้หาทางชวน สสส. ให้รางวัล งาน R2R ที่มีผลเชิงสร้างเสริมสุขภาพ    คุณหมอสุภกรเป็นเซียนนักยุทธศาสตร์ ได้แนะนำวิธีคิด วิธีดำเนินการแบบแยบคายหลายเรื่อง  
          คุณวิไลลักษณ์ วิสาสะ แห่ง สปสช. มาบอกผมภายหลังว่า พอมีเรื่องราวของ R2R ที่ประสบผลสำเร็จ สปสช. ก็จะเข้าไปต่อยอด ให้การสนับสนุนต่อ   เพราะนี่คือผลประโยชน์ของ สปสช. โดยตรงที่จะได้รับบริการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ
          รุ่งขึ้น ตอนเที่ยงวันที่ ๘ พ.ค. ๕๑ ดร จรวยพร โทรศัพท์มาบอกผมว่า ได้ไปหา นพ. สุภกร ตอนบ่ายวานนี้   และได้รับทุนสนับสนุนรางวัลต่อยอดกิจกรรม R2R รวมทั้งได้แนะวิธีให้รางวัลพร้อมเงื่อนไขที่แยบยล  
          ผมบอกที่ประชุมว่า เหตุที่การประชุมสนุกและให้ความสุข เพราะเราเดินการประชุมด้วยคุณค่า    บรรยากาศของห้องประชุมอบอวลไปด้วยคุณค่าของสิ่งที่เราจะช่วยกันขับเคลื่อน    เราประชุมกันแบบ storytelling และ dialogue   ทุกคนพูดออกมาจากใจ   เราช่วยกันหาวิธีจัดการประชุมที่เป็นของแท้ หาวิธีขจัดมลทินหรือมายาของอำนาจหรือการเห็นแก่หน่วยงาน เห็นแก่วิชาชีพ หรือเห็นแก่พวกพ้องออกไป
          ผมกลับมา AAR บรรยากาศของการประชุม ว่าเคล็ดลับน่าจะอยู่ที่ทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันที่การใช้ R2R เป็นเครื่องมือสร้างความสำเร็จให้แก่งานที่อยู่ใกล้ตัว    เคล็ดลับคือเป้าหมายร่วม คุณค่าร่วม ของการประชุม  
          ผมกำลังครุ่นคิดเรื่อง “Value Management” ที่แปลว่า “การจัดการคุณค่า” เป็นพิเศษ    เพราะผมมองว่า ในโลกนี้มีสิ่งที่มีคุณค่าอยู่เต็มไปหมด เหมือนกับเป็นของฟรี    แต่เราสัมผัสมันไม่ได้ เพราะไม่มี receptor ที่จะรับรู้มัน หรือ receptor ของเรายังไม่ไวพอ    ถ้าเราฝึก receptor ให้ไว (sensitive) เพียงพอ เราก็จะรับรู้มันได้    แล้วถ้าเราสร้างเครื่องมือขยายหรือสร้างคุณค่าเพิ่ม (Value Add Management)    ให้ผู้คนในสังคมมีทักษะร่วม (collective skill) ในการสร้างคุณค่าเพิ่ม จากเรื่องราวดีๆ ที่มีอยู่ในสังคม    สังคมของเราจะน่าอยู่ขึ้น    ผู้คนจะมีความสุขมากขึ้น   ผมอยากคิดหาวิธีทำงาน “จัดการคุณค่า” ที่จะเกิดผลกว้างขวางต่อสังคม คล้ายๆ กับที่ได้ทำเรื่อง “การจัดการความรู้” (Knowledge Management) ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา    การประชุมครั้งนี้จึงช่วยกระตุ้นให้ผมคิดเรื่อง Value Management ออกมากขึ้น
          ผม AAR (กับตัวเอง) ต่อ ว่าในวันที่ ๗ พ.ค. คุณจรรยาวัฒน์ ทับจันทร์ สมาคมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย เป็นผู้เริ่มต้นก่อน    คือเริ่มต้นเล่าความสำเร็จ (Success Storytelling) ชี้ให้เห็นว่า พยาบาลชุมชนมาพบเครื่องมือนี้โดยไม่รู้ตัว    ผลที่ได้คือทำให้คนทำงานระดับปฏิบัติการรู้สึกว่าตนมีคุณค่า    ผู้เข้าร่วมประชุมจึงเริ่มมี “จิตกุศล” เพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ    คนอื่นๆ ก็เล่าเรื่องของตนหรือหน่วยงานตนบ้าง    นพ. วุฒิไกร มุ่งหมาย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เล่าความฝันของตน ในฐานะผู้บริหารสาธารณสุขของจังหวัด ที่ต้องการใช้เครื่องมือ R2R พัฒนาคนของตน และพัฒนาระบบสุขภาพของจังหวัด   นพ. อนันต์ กมลเนตร หมอผ่าตัดสมอง ของ รพ. ลพบุรี มาในฐานะผู้แทนชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ต้องการใช้เครื่องมือนี้พัฒนาคน ๑,๖๐๐ คน ใน รพ. ของตน   ผมเล่าถึงทุกคนในที่ประชุมไม่ไหว มันจะยาวไป   ในระหว่างการประชุม ผมได้ “ประพรมน้ำมนตร์” เป็นระยะๆ    “น้ำมนตร์” คือ ความชื่นชมยินดี (Appreciation)    เป็นการ “ประพรม” ด้วย วาจา แววตา ท่าทาง    เป็นน้ำมนตร์ที่ค่อยๆ ปลุก “จิตกุศล” และชักชวนให้ทุกคนช่วยกัน “ประพรมน้ำมนตร์” ด้วย
          เป็นบรรยากาศที่ทุกคนเล่าเรื่อง และทุกคนให้ Appreciative Inquiry
          สรุปได้ว่า บรรยากาศ “จิตกุศล” ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในที่ประชุม    ในลักษณะที่ผู้เข้าร่วมประชุมช่วยกันต่อบรรยากาศด้วย “เรื่องเล่าเร้ากุศล” (Success Storytelling)    ทำให้ทุกคนมีหน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน จิตใจผ่องใส   และที่สำคัญเกิดสมองที่ว่องไว มีความริเริ่มสร้างสรรค์สูง
          ผมอยากขอร้องให้ ดร. จรวยพร ช่วย AAR ความรู้สึก และการตีความเหตุการณ์ ของตนจากการประชุมนี้ออก ลปรร. กันด้วย    หรือ อ. หมออัครินทร์ และคนอื่นๆ ที่อยู่ในที่ประชุม จะช่วยกันสะท้อน ก็จะเกิดความเข้าใจวิธีจัดการประชุมแบบกระตุ้นสมองซีกขวา    หรือกระตุ้นสมองทั้ง ๒ ซีก อย่างที่เกิดขึ้นที่ สวรส. เมื่อเช้าวันที่ ๗ พ.ค. ๕๑   วันประวัติศาสตร์สำหรับผม

          การประชุม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ “R2R : เสริมพลัง สร้างสรรค์ และพัฒนา” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วันที่ ๒-๓ ก.ค. ๕๑ คาดจำนวนผู้เข้าประชุม ๗๐๐ – ๑,๐๐๐ คน   ดูรายละเอียดได้ที่ www.hsri.or.th

 

ผมขออนุญาตเอา อี-เมล์ ขอ ดร. จรวยพร เล่าเรื่องที่ตามมาหลังการประชุม มาลงไว้ด้วย ดังต่อไปนี้

 

เรียน ศ.นพ.วิจารณ์ พานิชที่เคารพอย่างสูง
สืบเนื่องจากงานประชุมปรึกษาหารือR2Rเมื่อวานนี้ อ.วิจารณ์ได้กรุณาชี้ช่องให้ทางสสส.และสวรส.คุยกัน ซึ่งแต้มได้คุยกับคุณหมอสุภกรแล้ว ในช่วงเย็นค่ะ มี ๒ ประเด็นหลัก คือ
ประเด็นที่๑. ท่านเสนอแนะในส่วนของรางวัลที่จะมอบให้กับหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงานวิจัย (ผู้บริหารของโรงพยาบาล/หน่วยบริการเป็นผู้ขึ้นรับรางวัล) โดยสสส.จะสนับสนุนดังกล่าวในวงเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๓ ระดับๆละ ๓๐๐,๐๐๐ (ระดับปฐมภูมิ ๑๐ รางวัลๆละ ๓๐,๐๐๐,ระดับทุติยภูมิ ๑๐ รางวัล,ระดับตติยภูมิ ๑๐ รางวัล) และสสส.มอบหมายให้สวรส.บริหารชุดโครงการโดยแยกเป็น๓โครงการย่อยที่ทำcontractกับองค์กรต้นขั้ว ๓ แห่ง ได้แก่ ๑)สมาคมหมออนามัย (ดูสอ.บริบทปฐมภูมิ) ๒)ชมรมแพทย์ชนบท (ดู รพช. บริบททุติยภูมิ) ๓)ชมรมโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป (บริบทตติยภูมิ) และมีเงื่อนไขดังนี้
๑. ต้องมีแผนปฏิบัติการหรือแผนกิจกรรมที่จะอำนวยความสะดวกให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์กรเกี่ยวกับการสร้างความรู้จากการทำงาน
๒. ต้องมีการร่วมลงทุนจากโรงพยาบาลเอง เช่น ได้รางวัล๓๐,๐๐๐บาท รพ.จ่ายร่วมเพื่อสนับสนุนกระบวนการอีก๓๐,๐๐๐บาท
๓. ระบุชัดเจนว่ารางวัลที่ได้รับ(งบประมาณที่ให้) ใช้เฉพาะสนับสนุนกระบวนการทำ R2R เป็นงบพัฒนาระบบ สร้างแรงจูงใจในการสร้างความรู้จากการทำงาน แต่ไม่ใช่ทุนวิจัย
ประเด็นที่๒. การเชิญผู้บริหารมาร่วมพูดคุยในเวทีสร้างกระแสวัฒนธรรม ควรเชิญผู้อำนวยการโรงพยาบาล หัวหน้าฝ่ายบริหาร หัวหน้าฝ่ายพัฒนาบุคลากร(HR) หรือคนที่ดูแลงบประมาณด้านพัฒนาคน(เชิญเป็นทีม) ที่เป็นตัวจริงในการทำงาน เพื่อคาดหวังว่าจะนำความรู้ที่ได้จากเวทีกลับไปใช้จริงเพื่อพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาองค์กร โดยวัตถุประสงค์ของห้องนี้จะเป็นการคุยกันเรื่องการบริหารจัดการให้เกิด R2R ในหน่วยบริการ
ไม่ทราบว่าอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรค่ะ
ขอแสดงความนับถือ
จรวยพร ศรีศศลักษณ์
--
Asst.Prof.Dr.Jaruayporn Srisasalux
Research Manager
 
ข้อความใน อี-เมล์ นี้ สะท้อนความว่องไวในการตามประกบของ ดร. แต้ม   และความเก๋าของ นพ. สุภกร ในการใช้การให้ “ทุน” ในการสร้างคุณค่าเพิ่ม    อ่านแล้วสุขใจจริงๆ

 

วิจารณ์ พานิช
๘ พ.ค. ๕๑