แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

วันทีสิบของการเดินทาง บนเส้นทางสีขาว เส้นทางแห่งบุญ : แรงศรัทธาและความรักของแม่


สทฺธา สาธุ ปติฏฺฐิตา : ศรัทธาที่ตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ

            เพื่อนๆ เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายไหมค่ะ มีอะไรจะเล่าให้ฟังค่ะ  น้องครีม ลูกสาวพี่นุ้กวัย 5 ขวบครึ่ง มาอยู่เป็นเพื่อนแม่ที่วัดป่าเจริญฯได้ 3 วันแล้ว น้องครีมเป็นเด็กน่ารัก ฉลาด สดใส เรียนเก่ง เวลาแม่สวดมนต์ก็พยายามสวดด้วย เวลาแม่นั่งสมาธิ ก็วิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ เวลาว่างก็ขอตังค์แม่ไปซื้ออาหารปลาของวัด แล้วเอามาให้ปลาภายในวัด  ซึ่งการให้อาหารปลาเป็นงานหลักของน้องครีมเลยค่ะ และเป็นงานอดิเรกของเราด้วย ให้หน้ากุฏิเบอร์ 4 ค่ะ

            ปลาที่นี่มีหลายพันธุ์และตัวใหญ่มาก  บริเวณกุฏิและบ่อพระอุปคุตเป็นพวกปลาบึก (ฮุบน้ำทีเสียงดังตู้ม)ปลาสวาย ปลาดุก ปลานิลตัวใหญ่ๆ บริเวณองค์พระยืนจะเป็นพวกปลาคาฟร์ ปลาทอง ปลานิล  มาที่นี่ไม่ต้องทำอะไร  แค่ให้อาหารปลาก็มีความสุขแล้วค่ะ  เพราะพวกมันน่ารักมาก  เรามาอยู่ที่นี่ก็หมดเงินทำบุญอาหารปลาไปเยอะ ใครไปใครมาก็ต้องไปซื้ออาหารปลาที่ทางวัดวางอาหารปลาและตู้บริจาคค่าอาหารปลาถุงละ 10 บาทเอาไว้ (ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือพระคอยดูหรอกค่ะว่าท่านจะจ่ายเงินหรือไม่  อยู่ที่ความสำนึกของเพื่อนๆเองค่ะ  จะจ่ายไหมจ่าย จะเอาบุญหรือจะเอาบาป จะโกงหรือไม่โกงวัด) ปลาพวกนี้ดีนะคะ  ความน่ารักของมันช่วยหลวงพ่อสร้างวัดได้ด้วยนะ  ก็เงินที่เหลือจากค่าอาหารปลาก็นำไปใช้ภายในวัดค่ะ

            พี่นุ้กกลุ้มใจเรื่องลูกสาวมาก  เพราะตอนตั้งท้องน้องครีม พี่นุ้กมีเรื่องเครียดมากถึงขนาดมีเลือดออกมามาก  แต่ดีที่ไม่แท้งลูก  พี่นุ้กเป็นห่วงลูกมากกลัวว่าเค้าจะเป็นอะไรไป เพราะผลกระทบจากเรื่องนั้น  เมื่อถามหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อก็บอกว่าเวลาตั้งท้อง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราจะมีผลต่อลูกในครรถ์  เพราะฉะนั้น  ให้เจริญวิปัสสนากรรมฐานเอาไว้จะช่วยได้ พี่นุ้กก็เลยพยายามและตั้งใจปฏิบัติมาก  เพื่อแผ่บุญไปให้ลูก

            เช้าวันนี้ หลังจากสวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จ (เริ่มตอนตี 4) หลวงพ่อลงมาสอนวิปัสสนากรรมฐาน (ประมาณตี 5) ขณะที่พวกเรากำลังอดทนนั่งเผชิญทุกขเวทนากันอยู่นั้น  เสียงหลวงพ่อเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ราดลงมาบนตัวเราให้เราคลายต่อความเจ็บปวด และอดทนต่อสู้กับทุกขเวทนาต่อไป  เมื่อใกล้หมดเวลา (ประมาณ 6 โมงเช้า) หลวงพ่อได้สอนการแผ่เมตตาและการอุทิศบุญกุศลในสมาธิ (การแผ่เมตตาและแผ่บุญในสมาธิ  ช่วยให้เกิดอานิสงฆ์แรงมาก  คนที่เราแผ่ไปให้จะได้รับมากกว่า) พี่นุ้กเล่าว่า  ขณะที่กำลังแผ่เมตตาและแผ่บุญกุศลนั้น พอได้ยินหลวงพ่อพูดว่าให้แผ่ให้ตั้งแต่คนใกล้ตัวไป เค้าได้ตั้งใจแผ่ไปให้น้องครีมที่นั่งเล่น  นอนเล่นอยู่ใกล้ๆเค้า แม่ขอโทษนะลูก ในขณะที่แม่ท้องลูกแม่ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายลูก แม่เครียดมาก ความเครียดของแม่ทำร้ายลูกโดยที่แม่ไม่ได้ตั้งใจ แม่ขออโหสิกรรมกับลูกด้วยนะ   พี่นุ้กแผ่เมตตาและแผ่บุญให้น้องครีมอยู่ก็เกิดปิติขึ้นมาน้ำตาไหล ด้วยอานุภาพของเมตตาสมาธิและความตั้งใจจริงของพี่นุ้ก  น้องครีมเห็นแม่ร้องไห้ ก็เลยถามว่า  แม่ๆ เป็นอะไร แม่ง่วงนอนหรือ แม่ร้องไห้ทำไม ทำเอาพี่นุ้กปลื้มปิติมากว่าทำได้สำเร็จแล้ว

            ที่พี่นุ้กตั้งใจฝึกเจริญวิปัสสนากรรมฐานและทนทุกข์เวทนาจากการนั่งสมาธิได้นาน  พี่นุ้กเล่าว่า  พี่เป็นคนมีกรรมเยอะ จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม  ตอนพี่ท้องครีม  พี่เครียดมาก เกือบแท้งลูก ทำให้เค้าลำบากตั้งแต่อยู่ในท้อง แล้วมันส่งผลถึงตัวเค้า  อีกอย่างอาชีพของพี่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (พี่นุ้กเป็นอาจารย์พยาบาลค่ะ) หลวงพ่อบอกว่า  วิปัสสนากรรมฐานแก้กรรมได้  เจ้ากรรมนายเวรเค้าจะมาอโหสิกรรมให้เราในสมาธิ (ทั้งคนและสัตว์ ทั้งที่เราจำได้และทำไม่ได้) ถ้าเห็นเค้ามาตอนที่เรานั่งสมาธิก็ขออโหสิกรรมกับเค้า  ถ้าเค้ามาปรากฏให้เห็นในลักษณะที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่น่ากลัว แสดงว่าเค้าอโหสิกรรมให้เราแล้ว (สาธุ..)  เราจะได้หมดเวรหมดกรรมต่อกันสักที (นี่ขนาดพยาบาลยังมีกรรมขนาดนี้ แล้วหมอล่ะ จะสะสมกรรมเยอะขนาดไหน) พี่นุ้กตั้งใจปฏิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ  งานนี้สู้เพื่อลูกค่ะ  เห็นไหมค่ะ  ความรักของแม่ มีพลังอันยิ่งใหญ่มาก  ทำให้พี่นุ้กฟันฝ่าความเจ็บปวดต่างๆ ทุกขเวทนาในสมาธิมาได้จนได้สมาธิและเกิดสภาวะธรรมต่างๆขึ้น  (พี่นุ้กสู้ๆ พี่นุ้กเก่งมากๆเลย)

            หลังออกจากสมาธิแล้ว เราจะคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ที่ได้จากการนั่งสมาธิ พี่นุ้กปฏิบัติได้ก้าวหน้ากว่าเรามาก  ได้สภาวะธรรมต่างๆ  แต่เราได้แค่ตัวเบา กายเบา จิตเป็นสมาธิเท่านั้น  ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากนัก  เลยไม่ตื่นเต้นเท่าฟังเรื่องพี่นุ้ก (ฮิๆ)  นับวันพี่นุ้กยิ่งศรัทธาหลวงพ่อมากขึ้น  เพราะหลวงพ่อรู้ใจ เข้าใจพวกเรา   ท่านรู้  ท่านเห็น  อะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราก็ยิ่งศรัทธาในตัวหลวงพ่อเพิ่มขึ้นด้วย  หลวงพ่อองค์นี้ไม่ธรรมดาจริงๆค่ะ

            ช่วงวันงานยกพระ เราได้แนะนำพี่นุ้กให้รู้จักพวกพี่ๆ เพื่อนๆชมรมกระแสใจ ที่กำลังจะจัดงานอบรมค่ายพุทธบุตร  ครั้งที่ 1 ในวันที่ 19 -22 เมษายนนี้ เพื่อจะได้มาช่วยกันทำงาน สร้างบุญ  เราขอแรงพี่นุ้กให้ช่วยหานิสิตมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กในงาน  พี่นุ้กจึงใช้เวลาว่างโทรติดต่อเด็กๆ พยาบาล มศว. ที่เป็นลูกศิษย์พี่นุ้ก  ให้เข้าร่วมและช่วยกิจกรรมนี้  เมื่อได้ครบจำนวนแล้ว พี่นุ้กก็โทรติดต่อพี่ติ่ง (ลูกศิษย์หลวงพ่อ) เพื่อประสานงาน  คุยไปคุยมาพี่ติ่งก็พูดถึงน้องครีมว่า  หลวงพ่อบอกว่า น้องครีมเป็นคนใหญ่คนโตมาเกิด  อย่าไปแกล้งเค้านะ  เค้าไม่ใช่คนธรรมดา  พอพี่นุ้กได้ยินก็ตื่นเต้นมากและตั้งใจหาเวลาเข้าไปถามหลวงพ่อเรื่องลูกให้ได้  ว่าแล้วก็เดินไปหาหลวงพ่อ

            สรุปแล้ว ถามหลวงพ่อมาก็ได้ความว่า  น้องครีมเป็นคนใหญ่คนโตมาเกิด (แต่หลวงพ่อก็ไม่ยอมบอกรายละเอียดว่าใคร ยังไง) เค้ามาเกิดกับเรา  อยู่กับเราเหมือนเค้าถูกกดให้อยู่ใต้อาณัติเรา  เลี้ยงเค้าให้ดีๆ  อย่าพาเค้าไปที่ๆเจริญ เช่น ห้างสรรพสินค้า  พาเค้าเข้าวัดบ่อยๆ และแม่ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐานมากๆ จะดีเอง สั้นๆ ง่ายๆ แต่ได้ใจความเยอะ อย่างที่นุ้ยเพื่อนเราบอกจริงๆว่าหลวงพ่อท่านดูลักษณะเด็กได้  ท่านเห็น  (อ้าว..แล้วลูกเราล่ะ  จะเอาไงดีเนี่ย)  ถ้าถามเราว่าจะดู จะรู้ไปเพื่ออะไร  เราคิดว่า เพื่อเป็นแนวทางในการเลี้ยงลูกให้ดีให้เหมาะสมสำหรับตัวเค้า  และทำให้เห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิด มันมีจริง  คนเรามีภพภูมิเก่ามา และเกิดมาตามอำนาจแห่งกรรมที่สร้างสมไว้

            ตามหลักของพระพุทธศาสนา  คนเราเกิดมาแตกต่างกันตามกรรม  ในสมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสาวัตถีได้ตรัสถามพระสงฆ์พุทธสาวกว่า  "ในแผ่นดินที่เราปกครองอยู่ทำไมราษฎรทั้งหลายจึงแตกต่างกัน? บางคนเกิดมายากจนต้องทุกข์ยากลำบาก ในขณะที่บางคนเกิดมาร่ำรวยมีเกียรติยศชื่อเสียง ทำไมบางคนเกิดมาเป็นคนดีมีศีลธรรมแต่บางคนเป็นอาชญากร ? บางคนยินดีที่ได้เกิดมา แต่บางคนกลับสาปแช่งการเกิดของเขา"  อันที่แท้จริงแม้ในทุกวันนี้ ถ้าเรามองดูรอบๆ ตัวเราจะเห็นชีวิตที่แตกต่างกันได้อย่างง่าย บางคนเกิดมาในบ้านของมหาเศรษฐีและสนุกเพลิดเพลินกับชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย ในขณะเดียวกันกับที่บางคนตกอยู่ในความยากจนได้รับความลำบากแสนเข็ญ  บางคนเกิดมาสวยงามและมีคนหลงรักมากมาย ในขณะที่บางคนต้องทนอยู่กับหน้าตาขี้เหร่และรูปร่างที่อัปลักษณ์ตั้งแต่เกิด  บางคนเกิดมาร่างกายสมบูรณ์ แต่บางคนอ่อนแอและถูกโรคภัยไข้เจ็บคุกคามเบียดเบียน บ้างก็เกิดมาเป็นคนพิการปัญญาอ่อน  บางคนครอบครัวอยู่อย่างกลมเกลียวมีความสุข แต่บางคนครอบครัวทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวัน  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นชะตาชีวิตที่แต่ละคนจะต้องได้รับ  พุทธสาวกผู้รอบรู้มิได้ตอบพระเจ้ากรุงสาวัตถีในทันที แต่ได้ถามพระองค์ว่า "ข้าแต่มหาบพิตร ทำไมผลไม้ถึงรสชาดที่แตกต่างกันล่ะ บ้างก็หวานบ้างก็เปรี้ยว บางผลสดสวยสมบูรณ์ดี บางผลแคระแกรนและลีบ  พระราชาทรงครุ่นคิดสักครู่แล้วตรัสตอบว่า "อาจเป็นเพราะสภาพและชนิดของเมล็ดพันธุ์ที่แตกต่างกัน"  พระสงฆ์สาวกจึงพูดขึ้นว่า "ถูกต้องแล้ว มหาบพิตร" พืชที่ปลูกให้ผลต่างกันก็เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ต่างกัน มนุษย์มีโชคชะตาแตกต่างกันก็เพราะผลกรรมที่ต่างกันนั่นเอง จากคำตอบของพุทธสาวกนี้เป็นคำอธิบายให้พวกเราได้รู้ว่าคนเราเกิดมาต่างกันและมีวิถีชีวิตที่ต่างกันก็เพราะ  "แต่ละคนต่างมีกรรมเป็นของตนเองโชคชะตา และวิถีชีวิตของมนุษย์ที่เขาประสอบอยู่ในเวลานี้ก็เป็นผลมาจากการกระทำของเขาเองในอดีต"  เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหมั่นทำแต่กรรมดี  ละเว้นกรรมชั่ว  และเตือนตนให้ตระหนักในพระพุทธพจน์ที่ว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น  ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว  อยู่เสมอ ๆ น่ะค่ะ

             คนที่ไม่เชื่อเรื่อง "การเวี่ยนว่ายตายเกิด"  ก็เพราะเขายังไม่เข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของมัน  คนไม่น้อยเลยที่เชื่อว่าชีวิตของเราเหมือนกับหลอดไฟฟ้า เมื่อตายไปก็ไม่มีอะไรเหลือ แต่หากเราไตร่ตรองพิจารณาให้ดีแล้วจะรู้ว่า หลอดไฟจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีกระแสไฟฟ้าเท่านั้น เมื่อหลอดไฟเสื่อมสภาพหมดอายุการใช้งานหลอดนั้นก็เสียไป แต่อะไรจะเกิดขึ้นกับกระแสไฟฟ้าล่ะ? มันจะสูญสิ้นไปด้วยหรือเปล่า? ไม่อย่างแน่นอนค่ะ

            กระแสไฟฟ้าซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้จากปฏิกิริยาของมัน เป็นพลังงานที่มีอยู่จริง  แม้แต่คนตาดีก็ไม่สามารถมองเห็นแสงสว่าง และไม่รู้เลยว่าแสงสว่างเป็นอย่างไร

            เราทุกคนทราบดีว่า พลังงานไม่สามารถสร้างขึ้นและทำลายไปได้ เป็นแต่ว่ามันสามารถเปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปอีกรูปแบบหนึ่งได้ ยกตัวอย่างเช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานเครื่องจักรกล พลังงานเคมี ฯลฯ นั่นก็คือ กระแสไฟฟ้าอาจเปลี่ยนไปใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ทำให้เตาไฟฟ้าเกิดความร้อน ทำให้ตู้เย็นเกิดความเย็น ทำให้พัดลมหมุน เป็นต้น

            ถ้าจะพูดว่า กฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดไม่มีจริง คนเราเกิดชาติเดียว ตายชาติเดียว แล้วไปอยู่สวรรค์ พูดเพราะเราไม่สามารถมองเห็นสิ่งนั้นด้วยตาได้ ยังพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ จึงเป็นการสรุปอย่างคนไม่มีเหตุผลเลย... 

            เรื่องของกรรม คือ กฎของเหตุและผล   "เหตุ"  ที่ได้กระทำนำมาซึ่ง "ผล" ที่ต้องได้รับ  "ผล" ที่ได้รับอยู่ในขณะนี้แสดงถึง "เหตุ" ที่เคยกระทำไว้แต่ก่อนแล้ว

            มันเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก เหมือนกับที่เราเพาะปลูกเมล็ดมะม่วง ต่อมาเราก็ได้รับต้นมะม่วงและเมื่อเราเห็นต้นมะม่วงโตเราก็จะย่อมรู้ได้ว่ามันมาจากเมล็ดมะม่วง เช่นเดียวกัน ถ้าคนเราทำแต่สิ่งที่ดีๆ มาตลอดชีวิต ในชีวิตหน้าเราก็จะพบชีวิตที่สุขสบาย ในทางตรงกันข้ามหากคนที่ทำแต่ความชั่วมาตลอดชีวิตต่อไปในภายหน้าเขาก็ต้อง ประสบแต่ความทุกข์ยากลำบาก ต้องตกไปอยู่ในสภาพที่ไม่พึงปรารถนา

            "กรรม"  ให้ผลในรูปลักษณ์ต่างๆ และสามารถพบเห็นได้ในทุกๆ คน ดังเช่นพระพุทธพจน์ข้างต้นที่ว่า "หว่านพืชเช่นไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น" หมายความว่า เราปลูกพืชชนิดใด เราปลูกพืชชนิดใด เราก็จะได้รับผลของพืชเช่นนั้น ถ้าเราปลูกมะนาวเราก็ต้องได้ผลเป็นลูกมะนาว ถ้าเราปลูกมังคุด เราย่อมจะหวังได้เลยว่าต้องได้ผลเป็นมังคุดแน่นอน ถ้าหากมิเป็นเช่นนั้นแล้วชีวิตของชาวสวนคงมีแต่ความยุ่งยากวุ่นวายเพราะจะหวังอะไรไม่ได้เลยว่า เมล็ดที่ตนปลูกลงไปนั้นจะออกลูกเป็นอะไรกันแน่ !

          การที่เรามีโอกาสเรียนรู้กฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดให้กระจ่างแจ้ง จะทำให้เรามองเห็นชีวิตได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น เมื่อเรารู้ว่าการกระทำทุกอย่างของเรา  จะส่งผลให้เราต่อไปในภายหน้าไม่ช้าก็เร็วอย่างแน่นอน ทำให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ทำความดี  ละเว้นความชั่ว  ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ความรู้ในกฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดนี้แหละจะให้ความหวัง ความมั่นใจและความหนักแน่นในความเชื่อที่เราจะทำความดี   รู้จักให้อภัยในความผิดของผู้อื่นและสร้างสรรค์โลกให้เกิดสันติสุขได้อย่างแท้จริงต่อไป .... สาธุ   

            เมื่อวานพี่จุกเพื่อนข้างบ้านพี่นุ้ก  เปิดร้านบ้านขนมเค้กอยูที่องค์รักษ์ ก็ได้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่นี่  พี่จุกเคยไปปฏิบัติที่วัดอัมพวันมาแล้ว  มาที่วัดป่าฯ พี่จุกก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างดี พี่นุ้กกับเราก็พยายามให้กำลังใจพี่จุกให้สู้ๆต่อไป อย่าเพิ่งรีบกลับบ้านนะ  ต้องอดทน ต้องพยายาม ต้องสู้ให้ได้ เห็นพี่จุกแล้วก็ขำๆดีค่ะ  พี่เค้าน่ารักไปอีกแบบ พี่นุ้ก พี่จุก น้องครีมก็เลยได้นอนกุฏิเดียวกัน  ส่วนเราน่ะ พรุ่งนี้ปิ๊กบอกว่าจะมาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดนี้ด้วย  ปิ๊กเพื่อนเราเป็นเว๊ปมาสเตอร์ของมหาวิทยาลัย  ปิ๊กยังไม่เคยบวชที่ไหนเลย  เรากับพรก็ช่วยกันกล่อมให้มาจนสำเร็จ (แฮะๆ)  นี่แหละเวลาว่างของพวกเราก็คือ  โทรศัพท์ไปเล่าให้เพื่อนๆฟัง  แล้วก็ชวนมาบวชที่วัดนี้  มีคนมาเยอะเราก็ได้บุญเยอะ (ฮ่าๆ)  คืนพรุ่งนี้  เราก็มีเพื่อนนอนที่กุฏิแล้ว ดีใจจังเลย

            บุญรักษา  ธรรมคุ้มครองค่ะเพื่อนๆ

หมายเลขบันทึก: 181698เขียนเมื่อ 11 พฤษภาคม 2008 10:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2012 23:59 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (1)
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี