อิตาลี

พฤติกรรมของอิตาลี

คาวัวร์ เป็นนายกรัฐมนตรี ปี ค.ศ. 1852คาวัวร์มีความเห็นว่าการที่จะรวมอิตาลีเป็นผลสำเร็จนั้นจะต้องขับไล่ออสเตรียไปจากดินแดนอิตาลี ซึ่งคาวัวร์เคยศึกษาที่เมืองตูรินมีเมืองหลวงคือ ซาร์ดิเนีย พิเอ็ดมองต์ แต่ซาร์ดิเนีย ฯไม่มีกำลังทางทหารที่เข้มแข็งจึงได้ปรับปรุงด้านอุตสาหกรรม กสิกรรม และพาณิชย์ทำให้รัฐบาลมีเงินพอที่จะสร้างกองทัพให้เข้มแข็งได้และอนุญาตให้นักการเมืองชาวอิตาลีที่ต่อต้านออสเตรียเข้ามาอยู่ในประเทศได้  ในปี ค.ศ. 1852คาวัวร์ ได้นำพิเอ็ดมองต์เข้าร่วมสงครามไครเมียและเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ เป็นการแสดงพฤติกรรมเพื่อให้ตนเองเป็นรัฐที่เข้มแข็งโดยอาศัยพลังทางเศรษฐกิจ และหาประเทศพันธมิตรสนับสนุน

 

พฤติกรรมการเมืองฝรั่งเศส สมัยประธานาธิบดีเดอโกล

ช่วงที่ 1หลังสงครามโลกครั้งที่2 นายพลเดอโกลทำการรัฐประหารเนื่องจากการเมืองฝรั่งเศสยุ่งเหยิง สับสนทำให้นายพลเดอโกลได้อำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยในช่วงแรกปกครองกึ่งระบบเผด็จการเช่นกรณีที่ประธานาธิบดีเรียกร้องให้ประชาชนลงมติโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา

การเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1962ว่าด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีนับว่าเป็นพฤติกรรมการเมืองของเดอโกลที่สำคัญของฝรั่งเศส

ช่วงที่ 2เปลี่นการเลือกตั้งโดยอ้อมเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากมติมหาชนเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้กับประธานาธิบดีพฤติกรรมการเมืองของเดอโกลในครั้งนี้เป็นเทคนิคทางการเมืองที่ใช้ในการเสริมสร้างอำนาจให้กับประธานาธิบดี

ปี ค.ศ. 1986มีการเดินขบวนครั้งใหญ่ของนักศึกษาและกรรมกรทั่วประเทศ เพื่อประท้วงระบบศึกษา และปัญหาแรงงาน     ซึ่งส่งผลกระทบต่อประธานาธิบดีเดอโกลทำให้เดอโกลต้องให้ประชาชนลงมติกับโครงการปรับปรุง และพัฒนาภูมิภาคปรากฏว่าประชาชนไม่เห็นด้วย ทำให้เดอโกลต้องลาออกจากตำแหน่งจะเห็นได้ว่านั่นคือความขัดแย้งในด้านพฤติกรรมทางการเมืองของเดอโกลในการบริหารประเทศ

 

พฤติกรรมระหว่างความขัดแย้งระหว่างไทย กัมพูชา

 

กระทรวงการต่างประเทศยื่นบันทึกช่วยจำแก่เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเพื่อประท้วงกัมพูชาละเมิดอธิปไตยของไทยและละเมิดบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชาพ.ศ. 2543 ในพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร   21 เมษายน 2551 10:13:46

วันนี้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้นายวีรชัยพลาศรัย อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เชิญนายอึง เซียนเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยมาพบเพื่อยื่นบันทึกช่วยจำ  (Aide-Mémoire) ประท้วงเรื่องกัมพูชาละเมิดอธิปไตยของไทยและละเมิดบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2543     ในพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รับทราบว่าการหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดีโดยเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยรับจะรายงานบันทึกช่วยจำนี้ไปยังรัฐบาลกัมพูชา            

การที่กระทรวงการต่างประเทศต้องประท้วงในครั้งนี้ก็เพราะกัมพูชาได้สร้างถนน ตั้งชุมชน สร้างอาคารถาวร อาทิ วัดที่ทำการของหน่วยงานราชการในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารด้านเหนือและด้านตะวันตกของตัวปราสาท      อีกทั้งยังวางกองกำลังทหาร และตำรวจของกัมพูชา และดำเนินกิจกรรมกู้กับระเบิดในพื้นที่ด้านทิศตะวันตกของ     ตัวปราสาทอีกด้วย  ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ไทยกับกัมพูชาอ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่การดำเนินการของกัมพูชาที่กล่าวมานี้ไทยถือว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และละเมิดข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมกันพ.ศ. 2543 ที่ห้ามการดำเนินการใด ๆที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน         

ในบันทึกช่วยจำฯที่ได้ยื่นให้แก่เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเมื่อเช้านี้  ได้อ้างถึงการประท้วงของไทยต่อกัมพูชาที่ทำมาแล้ว 3 ครั้ง กล่าวคือในปี 2550 (ประท้วงคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารต่อองค์การยูเนสโกและการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอนุรักษ์ปราสาทพระวิหารซึ่งล้ำดินแดนไทย)

ในปี 2548 (ประท้วงการตั้งชุมชน วัด และการสร้างอาคารถาวรต่าง ๆของกัมพูชา ซึ่งล้ำดินแดนไทย) และในปี 2547 (ประท้วงเรื่องกัมพูชาก่อสร้างถนนขึ้นมาบริเวณปราสาทพระวิหารซึ่งล้ำดินแดนไทย)             

การยื่นบันทึกช่วยจำนี้เป็นเรื่องทางเทคนิคเพื่อรักษาสิทธิของไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศและมิได้ประสงค์จะให้เกิดผลเสียต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับกัมพูชาและไทยยินดีเสมอที่จะหารือกับกัมพูชาเพื่อให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาประสบความสำเร็จโดยรักษาสิทธิเรื่องเขตแดนของทั้งสองฝ่ายล่าสุดกัมพูชาได้เสนอร่างแถลงการณ์ร่วมว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเขตแดนซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการที่ดีแต่มีรายละเอียดบางอย่างที่ไทยต้องการเพิ่มเข้าไป อาทิการบริหารจัดการร่วมในพื้นที่ทับซ้อนจนกว่าจะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้แล้วเสร็จในบริเวณนี้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอร่างโต้ตอบกลับให้ฝ่ายกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมาแล้ว ขณะนี้กัมพูชากำลังพิจารณาร่างดังกล่าวอยู่          

เมื่อปี 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก)ได้มีคำตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาโดยมิได้กำหนดว่าเขตแดนระหว่างประเทศทั้งสองอยู่ที่ใดซึ่งไทยยอมรับที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินดังกล่าวโดยยึดถือเขตแดนในบริเวณนี้ตามสันปันน้ำและกันตัวปราสาทไว้โดยรอบให้อยู่ในฝั่งกัมพูชา  และไทยได้แจ้งองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2505 ว่าไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแล้ว