(ข้อคิดเป็นทั้งหมดเป็นการแสดงทัศนะส่วนบุคคล ไม่ถือเป็นหลักฐานทางวิชาการได้
ด้วยความเคารพ...ผู้เขียน)
เป็นเรื่องน่าแปลกที่ภาระของครูไทยนั้นมากมาย
ต้องรับประกันผลผลิตการทำงานทั้งด้านผลสัมฤทธิ์นักเรียน
ต้องรับประกันผลการสอนว่าเด็กต้องมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ต้องรับประกันความประพฤติของนักเรียน
ต้องประกันการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือนักเรียน
ต้องอะไรอีกมากมายฯ
ฟังดูแล้วเหมือนครูเป็นมนุษย์มหัศจรรย์ที่ต้องมีความสามารถมากๆ แต่ในมุมกลับกันกระบวนการผลิตครู หรือกระบวนการได้คนมาเป็นครู กลับไร้หลักการประกันอย่างชัดเจน จนเกิดการผลิตครูพันธ์ใหม่ จนเกิดการดึงคนเก่งมาเป็นครู
หนี้สินครูก็เป็นอันหนึ่งของประเทศ เป็นเรื่องน่าแปลกใจอีกประการหนึ่ง ว่าเกิดไรขึ้นกับสถานของความเป็นครู ทำไมครูต้องสร้างหนี้มากมายขนาดนั้น สังคมหรือรัฐมอบสวัสดิการให้ไม่เพียงพอ หรือว่าครูฟุ่มเฟือย
ครูเป็นผู้สอนอนาคตของชาติ มิใช่หรือถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ แต่ทำไมครูมีสภาพเหมือนคนที่อมโรค เหมือนลาตัวผอมโซ แต่ภาระเต็มหลัง
ปฏิรูปการศึกษาหรือปฏิรูประบบการแบ่งเค๊กในระดับบน..ทำไมปฏิรูปไม่ได้เพราะอะไร
ปัญหาการปฏิรูปการศึกษานั้น เป็นเหมือนการเปลี่ยนสังคมไทยเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง (change) ซึ่งต้องมองย้อนกลับไปถึงรากเหง้าปัญหาของการศึกษาไทย รากเหง้าของความเป็น"ไทย" ที่สะสมกันมายาวนาน
ถ้าพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาครูหลายคนอาจจะร้อง"ยี้" ไปตาม ๆ กัน และอาจจะมองแต่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ หรือการหาเสียงของนักการเมือง ซึ่งคุณครูเหล่านี้ก็เปรียบประดุจ"ทหาร" ผู้อยู่ในสนามรบ ที่รู้ปริบท ทุกอย่างดี ถึงดีเยี่ยม และถือเป็นผู้เข้าใจปัญหามากที่สุดผู้หนึ่ง เสียงแห่งปัญหาเหล่านั้นที่เราต้องรับฟังอย่างลึกซึ้ง
กลับมาถึงปัญหาการปฏิรูปการศึกษา (ซึ่งคงเกี่ยวกับการอบรม9 module) ในทัศนะของผมแล้วคิดว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าสรุปให้แคบหรือย่อแล้วคิดว่า เราต้องลงทุนระยะ ในการปฏิรูปบุคคลต่อไปนี้ (ซึ่งมไม่ใช่ความคิดใหม่ แต่อยากมาเล่าสู่กันฟัง)
1. ผู้บริหารสถานศึกษา (หรือผู้บริหารการศึกษา)
2. ครู
3. วัฒนธรรมองค์กร
4.ช่องว่างสังคมแห่งการศึกษา
ผู้บริหารที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ทำงานหนัก อาสาเข้ามาทำงานทางการศึกษาเพื่อสังคม มีผลงานเชิงประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับ มีน้อยมาก น้อยจนไม่สามารถทานกระแสแห่งการไหลกลับสู่ความไร้สมรรถนะของการศึกษา ซึ่งมีมากและมีอย่างต่อเนื่อง สังคมแบบนี้ (คือสังคมแบบทำงานให้เสร็จๆ ไปวันๆ ) คือสังคมไร้อุดมการณ์อย่างสิ้นเชิงและยั่งยืน
ผู้บริหารจึงเป็นตัวบ่งชี้ตัวแรกที่ระบุถึงความล้มเหลวและพัฒนาการศึกษา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น (ในความเป็นจริง ผู้บริหารก็อ้างสาระพัดในการที่ยกความผิด หรือความไร้ประสิทธิภาพให้กับผู้อื่น หรือผู้เกี่ยวข้อง)
ไม่อยากบอกว่าผู้บริหารตั้ง "มาตรฐาน" โรงเรียนของตัวเองไว้ต่ำเกินไป
โดยเฉพาะผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ฯลฯ มักจะปฏิบัติดุจดั่งที่ผ่านมาและเก่าก่อน ถ้าจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เป็นด้านกายภาพ (มันง่ายดี และเห็นชัด)
ด้านวิชาการซึ่งเป็นหัวใจของสถานศึกษากลับถูกละเลย อย่างไม่น่าเชื่อ (มองในแง่ลบมากเกินไปหรือเปล่า) บางโรงเรียน ครูก็ไม่ครบชั้น ผอ.กลับเอาครูน้อยไปขับรถตระเวณ ส่งไปตามงานปาร์ตี้ เฮฮา ฉลองกันไป ปล่อยให้เด็กอยู่ตามยถากรรมในห้องเรียน
ผลสัมฤทธิ์(อันนี้ถือเป็นยาวิเศษ) ไม่เคยยกมาเปรียบเทียบและคิดปรับ เปลี่ยน นำพาสู่การเปลี่ยนแปลง บริหารงานโดยย่ำอยู่กับที่และย่ำทับปัญหาเก่าๆ
สุดท้ายก็โทษสรรพสิ่งไป(ตามสูตร) อยากเป็นการรับผิดต่อผลงานของผู้บริหารมั่ง
อย่างเช่น โค๊ชฟุตบอลมืออาชีพ ถ้าไม่บรรลุเป้า เค้ามีสปิริตและต้องปล่อยให้คนอื่นเข้ามาทำ (ผอ.บาง รร. อยู่ที่เดิม 10 ปี อัพ) ............(- -)
การเริ่มก้าวแรกผิด ก้าวต่อไปก็นำไปสู่ความล้มเหลว ทุกสรรพสิ่งล้วนต้องการ การเริ่มต้นที่ถูกต้อง กระบวนการที่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง จึงจะบรรลุตามความคาดหวัง สู่ความสำเร็จ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
กำลังจะบอกว่า การคัดคนมาเป็นครูในปัจจุบันนี้ "ล้มเหลว" และขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการการคัดคนมาเป็นครู ประการสำคัญจึงที่เราได้คนที่ไม่อยากเป็นครูมาเป็นครู และมาฝังราก แสวงหาผลประโยชน์ โดยขาดสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ จิตวิญญาณ และอุดมการณ์แห่งความเป็นครู บางทีคนเก่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นครูที่ดีได้ แต่เป็นคนเก่งได้
การคัดคนมาเป็นครูจึงควรมีความ"เชื่อมัน" ในกระบวนการ และเชื่อมั่นในจิตวิญญาณว่า เขามาเป็นครูแล้ว เค้าจะเป็นครูที่ดี เสียสละและทำงานหนัก เพื่ออุทิศอุดมการณ์ของตนเองให้กับสังคม
ถ้าการปฏิรูปกระบวนการคัดสรรคือไม่มีความเชื่อมั่น อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง