สหประชาชาติ

        องค์การสหประชาชาติ The United Nations

 

      ในปัจจุบัน คงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่า สหประชาชาติ เป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีลักษณะสากลมากที่สุด และมีสมาชิกมากถึง 191 ประเทศ(กันยายน๒๕๔๘)เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาหลังจากเกิดวิกฤติการณ์ที่สำคัญของโลก ซึ่งส่งผลทำให้หลายประเทศต้องประสบกับปัญหาต่างๆ มากมายโดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ผู้คนเสียชีวิตมากมายประเทศเล็กๆ ถูกรุกราน โดยประเทศที่มีอำนาจมากกว่า ประเทศเล็กๆไม่ได้รับความเป็นธรรมประเทศต่างๆซึ่งมีแนวคิดที่หาทางออกเพื่อให้มีองค์กรที่มีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมพฤติกรรมของบางประเทศที่แสดงออกด้วยการก้าวร้าว ละเมิดกฎเกณฑ์ในที่สุดจึงมีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น เพื่อรักษาสันติภาพโลก

ประวัติความเป็นมาในการก่อตั้งสหประชาชาติ  ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จะยุติลงนั้น ได้เกิดแนวคิดการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศซึ่งเป็นองค์กรกลางเพื่อรักษาซึ่งสันติภาพของโลก โดยยึดแนวความคิดของประธานาธิบดีวู้ดโรว์ วิลสัน แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้เกิดองค์การสันนิบาตชาติตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม ค.ศ1920 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามอาจด้วยเหตุที่ว่า องค์การสันนิบาตชาติซึ่งเป็นองค์การที่ทำหน้าที่ในการรักษาสันติภาพของโลกยังไม่มีประสบการณ์ในการดำเนินงานและไม่มีกองกำลังเป็นของตนเองจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การดำเนินงานของสันนิบาตชาติล้มเหลวลง และในที่สุดก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง

      เมื่อสงครามในยุโรปดำเนินไปประมาณ 2 ปี ในปี ค.ศ.1941 ผู้แทนของประเทศอังกฤษ แคนาดา ออสเตรีย นิวซีแลนด์ สหภาพแอฟริกาใต้ ประเทศเบลเยี่ยม เชโกสโลวะเกีย กรีซ ลักแซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์และยูโกสลาเวีย ได้ประชุมกัน ณ พระราชวังเซนต์เจมส์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ.1941

      ในการประชุมระหว่างรัฐซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงหรือสนธิสัญญาเพื่อเป็นกฎเกณฑ์ในแนวทางปฏิบัติร่วมกันย่อมเกิดมีขึ้นมากมายรวมไปถึงเอกสารเพื่อสนับสนุน หรือหาจุดร่วมในการสร้างสหประชาชาติขึ้น ดังต่อไปนี้

๑.ปฏิญญาระหว่างประเทศสัมพันธมิตร(Inter – Allied Declaration)เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ที่สำคัญของโลกที่นำไปสู่ความขัดแย้งระดับประเทศ หลายประเทศที่ตกอยู่ในสถานะลำบาก ผู้แทนของประเทศพันธมิตรได้ประชุมร่วมกันที่พระราชวังเซนต์เจมส์เพื่อหารือกันในเรื่องการทำสงครามให้ได้ชัยชนะต่อฝ่ายอักษะ รวมทั้งได้พิจารณาปัญหาการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่งคงทางเศรษฐกิจและสังคมโลกในอนาคต ผู้แทนที่เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ได้ร่วมลงนามในปฏิญญาระหว่างประเทศสัมพันธมิตรแสดงคำมั่นที่จะปฏิบัติงานร่วมกันอย่างแข็งขันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

๒.กฎบัตรแอตแลนติก(Atlantic Charter)เป็นการแสดงเจตนาของประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ได้หารือกันบนเรือในมหาสมุทรแอตแลนติกในหลักแปดประการว่าด้วยความร่วมมือเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ.1941 พอสรุปใจความว่า

๒.๑ ประเทศทั้งสองไม่ต้องการขยายอาณาเขตเข้าเอาดินแดนของชาติใด

๒.๒ ไม่ปรารถนาให้ชาติใดเข้ายึดดินแดนใหม่ อันขัดความประสงค์ของประชากรที่อยู่ที่นั่น

๒.๓ เคารพต่อสิทธิของประชากรว่าจะให้รัฐบาลเป็นรูปแบบใด

๒.๔ ชาติต่างๆ ต้องเคารพข้อผูกพันทั้งปวงเพื่อให้ภาวะความเป็นอยู่ของประชากรทั้งหมดของแต่ละประเทศดีขึ้น

๒.๕ ต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้น และทุกคนจะอยู่อย่างเสรีภาพ ต้องการสิ่งใดก็แสวงหาได้

๒.๖ ทุกคนมีสิทธิเดินทางข้ามทะเลต่างๆ ได้โดยปลอดภัย ใช้ชีวิตของตนได้อย่างอิสรภาพ พ้นจากความหวาดกลัวใดๆ ได้ตามต้องการ

๒.๗ ชาติต่างๆ ที่คุกคามสันติภาพไม่ควรยินยอมให้มีอาวุธ

๒.๘ ทุกชาติควรลดกำลังทหารให้เร็วเท่าที่จะเร็วได้

๓.ปฏิญญาสหประชาชาติ(Declaration by United Nations)เมื่อประเทศจีนและสหภาพโซเวียต ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงในกฎบัตรแอตแลนด์ติกแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1942 ได้เสนอใช้คำว่า สหประชาชาติ ซึ่งเรียกว่าปฏิญญาสหประชาชาติ ภายหลังการลงนามนี้จึงเปรียบเสมือนก้าวแรกของการดำเนินการก่อตั้งสหประชาชาติ

๔.การประชุมที่มอสโกและเตหะราน(Moscow and Teharan Conference)ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน สหภาพโซเวียต ได้เรียกร้องให้มีการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศที่จะผดุงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงของโลก

๕.การประชุมที่ดัมบาร์ตัน โอ๊ค (Dumbarton Oaks Conference)ได้มีการจัดทำรูปแบบโครงสร้างของสหประชาชาติเป็นครั้งแรก  คณะผู้แทนจาก 4 ประเทศได้เห็นพ้องกันในจุดประสงค์ โครงสร้างและหน้าที่ขององค์กรโลกที่จัดตั้งขึ้น

๖.การประชุมที่ยัลตา(Yalta Conference)ประธานาธิบดีรูสเวลท์ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล และนายกรัฐมนตรีโจเซฟ สตาลิน ได้ประกาศเจตจำนงที่จะจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

๗.การประชุมที่ซานฟรานซิสโก(San Francisco Conference)ตัวแทนจาก 50 ประเทศได้ร่วมประชุมกันและได้พิจารณาร่างกฎบัตรทั้งหมด 111 มาตราและได้ลงนามรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์ ต่อมาโปแลนด์ได้ร่วมลงนามเป็นประเทศที่ 51 รวมเป็นประเทศสมาชิกก่อตั้ง

      การร่างกฎบัตรมี 5 ฉบับ 5  ภาษา คือภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย สเปน สมาชิกได้มีการใหสัตยาบันและปฏิบติตามข้อกำหนดของกฎบัตรในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1945  ดังนั้นวันที่ 24 ตุลาคมของทุกปี จึงได้กำหนดเป็นวันสหประชาชาติ ต่อมาที่ประชุมใหญ่สมัชชาเมื่อปี ค.ศ.1982 ได้เพิ่มภาษาอาหรับอีกภาษาหนึ่ง ดังนี้ภาษาที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติจึงมี 6 ภาษา

สหประชาชาติประกอบด้วยองค์กรหลัก 6  องค์กรด้วยกัน

๑.สมัชชา(General Assembly)

๒.คณะมนตรีความมั่นคง(Security Council)

๓.คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม(Economic and Social Council)

๔.คณะมนตรีภาวะทรัสตี(Irusteeship Council)

๕.ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(International Court of Justice)

๖.สำนักงานเลขาธิการ(Secretariat)

สมัชชา เป็นหน่วยงานกลางของสหประชาชาติซึ่งทุกประเทศสามารถแสดงความคิดเห็นและบอกเรื่องราวต่างๆให้เป็นที่รับรู้ ประเทศที่เป็นสมาชิกทั้งหมดจะมีผู้แทนประจำ และแต่ละประเทศมีเสียงเท่ากัน คือ ๑ คะแนนเสียง การประชุมของสมัชชาโดยปกติจะมีปีละครั้ง โดยประธานการประชุมจะหมุนเวียนตามกลุ่มภูมิภาค ๕ ภูมิภาค คือ อาฟริกา เอเชีย ยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกาและคาริเบียน และยุโรปตะวันตก และรัฐอื่นๆ

สมัชชาสามารถเรียกประชุมฉุกเฉินได้ภายใน ๒๔ ชั่วโมงหลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงลงคะแนนเสียงโดยหลักการเสียงข้างมากหรือประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งร้องขอและได้รับความยินยอมจากเสียงข้างมากของสมาชิกทั้งหมด อำนาจหน้าที่ต่างๆของสมัชชาค่อนข้างควบคุมทุกองค์การของสหประชาชาติแต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศนั้น สมัชชามีหน้าที่เพียงอภิปรายและให้คำแนะนำเท่านั้น ส่วนในการตัดสินใจสมัชชาไม่อาจกระทำได้ ข้อเสนอแนะดังกล่าวก็มีน้ำหนักมากเพราะสมัชชาเป็นตัวแทนของเสียงและความคิดทั่วไปของเกือบทุกประเทศทั่วโลก สมัชชาสามารถหารือและทำข้อเสนอแนะได้ทุกเรื่องก็ตาม ยกเว้นเรื่องที่คณะมนตรีความมั่นคงดำเนินการอยู่แล้ว

คณะมนตรีความมั่นคง  เป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่มีอำนาจในการอนุมัติมาตรการที่เหมาะสมเพื่อระงับ หรือยุติความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้น มีสมาชิก ๑๕ ประเทศ(๑มกราคม ค.ศ.๑๙๖๖) มี ๒ ประเภท คือ ประเภทประจำหรือถาวร มี ๕ ประเทศมหาอำนาจ(จีน ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา)ประเภทไม่ประจำหรือถาวร มี 10 ประเทศ มีสมัชาสหประชาชาติเป็นผู้เลือกอยู่ในวาระ ๒ ปีและไม่สามารถเป็นสมาชิกติดต่อกัน ๒ วาระได้ ในการดำเนินงานของคณะมนตรีความมั่นคงได้มีการจัดแบ่งออกเป็นหน่วยงานย่อยเพื่อคอยช่วยเหลือเป็นครั้งคราวและประจำ ซึ่งในปัจจุบันมีคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาค้นคว้าและให้คำแนะนำเรื่องระเบียบปฏิบัติงานและวิชาการต่างๆ และคณะกรรมาธิการพิจารณารับสมาชิกใหม่

คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม หรือเรียกสั้นๆว่า ECOSOC มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา เศรษฐกิจ การค้า การขนส่ง การขยายอุตสาหกรรม และปัญหาการพัฒนาและสังคมรวมทั้งเรื่องประชากร เด็ก ที่อยู่อาศัย สิทธิสตรี การแบ่งผิว ยาเสพติด อาชญากรรม สวัสดิการสังคม เยาวชนสิ่งแวดล้อมมนุษย์ และอาหาร นอกจากนั้นยังให้ข้อเสนอแนะในวิธีการปรับปรุงการศึกษา ภาวะ อนามัย ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการเคารพและยึดถือในหลักสิทธิมนุษยชนและความเป็นอิสรเสรีของประชนทุกแห่ง มีสมาชิก ๕๔ ประเทศที่ได้รับเลือกจากสมัชชาให้เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นระยะเวลา ๓ ปีมีการประชุมปีละ ๑ ครั้ง มติของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมใช้หลักการลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่

คณะมนตรีภาวะทรัสตี  มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเพื่อช่วยเหลือให้ประเทศเหล่านั้นสามารถช่วยเหลือตนเองได้และเป็นเอกราชในโอกาสอันสมควร โดยวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งโดยสรุปคือ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ส่งเสริมให้ดินแดนที่อยู่ในระบบภาวะทรัสตีเจริญก้าวหน้าและสามารถเป็นเอกราชได้รวมทั้งสนับสนุนให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชน และเพื่อเป็นหลักประกันให้ประเทศต่างๆ ได้รับความเสมอภาคในทุกด้าน สมาชิกแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม คือ ๑.ประเทศที่ได้รับมอบหมายให้ปกครองดินแดนในระบบภาวะทรัสตี มี ๒ ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ปกครองนิวกินีตะวันออก และสหรัฐอเมริกาปกครองหมู่เกาะเล็กๆในมหาสมุทรแปซิฟิก ๒.สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงที่ไม่ได้ทำหน้าที่ปกครองดินแดนในระบบภาวะทรัสติ มี ๔ ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศสสหภาพโซเวียต และจีน ๓.ประเทศที่สมัชชาตั้งขึ้น โดยมีจำนวนสมาชิกเท่ากับที่จะทำให้สมาชิกข้อ ๑ และ ๒ เท่ากัน

      ดินแดนที่อยู่ในภาวะทรัสตีหมายถึง ดินแดนในระบบอาณัติของสันนิบาตชาติ ดินแดนต่างๆที่ขอเข้ามาอยู่ในความดูแล โดยผู้มีอำนาจบริหารยอมอยู่ในกฎบัตรสหประชาชาติ ดินแดนที่ยึดมาจากอิตาลีและญี่ปุ่นที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยกเว้นเขตยุทธศาสตร์ เนื่องจากคณะมนตรีความมั่นคงเป็นผู้ดูแล

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก มีมาตั้งแต่การจัดตั้งสันนิบาตชาติและสามารถระงับข้อพิพาทได้อย่างเป็นที่พึงพอใจกับทุกฝ่าย มีองค์คณะผู้พิพากษา ๑๕ คน เลือกโดยสมัชชาและคณะมนตรีความมั่นคง ผู้พิพากษาสองคนจะมาจากรัฐเดียวกันไม่ได้และศาลนี้จะรับฟ้องข้อโต้แย้งระหว่างประเทศจะไม่รับฟ้องข้อโต้แย้งระหว่างเอกชนกับเอกชน หรือเอกชนกับรัฐบาลแต่ทั้งนี้รัฐบาลของประเทศที่ประชาชนของตนได้รับความเสียหายสามารถฟ้องร้องอีกประเทศหนึ่งแทนเอกชนนั้นในศาลโลกได้ ในปัจจุบันมีคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศน้อยมาก อาจเนื่องด้วยการที่รัฐต่างอ้างถึงอำนาจอธิปไตยของตน และการที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือสหประชาชาติไม่สามารถบีบบังคับให้มีการปฏิบัติตามคำตัดสินได้ในหลายกรณี ทำให้คำตัดสินหลายกรณีถูกละเมิด

สำนักงานเลขาธิการ  เป็นองค์กรหลักอีกองค์กรหนึ่งของสหประชาชาติซึ่งมีเลขาธิการสหประชาชาติเป็นผู้บริหารทำหน้าที่ให้บริการแก่องค์กรอื่นๆ ของสหประชาชาติรวมทั้งการดำเนินงานตามนโยบาย และทำหน้าที่บริหารโครงการตามองค์กรต่างๆ ซึ่งสหประชาชาติได้วางไว้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งประกอบด้วยบุคคลจากประเทศต่างๆร่วมกันปฏิบัติงานโดยเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องวางตัวเป็นกลางและยึดถือผลประโยชน์ของสหประชาชาติเป็นที่ตั้ง เลขาธิการสหประชาชาติเป็นหัวหน้าฝ่ายธุรการขององค์การสหประชาชาติเลือกตั้งโดยสมัชชาด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า สองในสาม มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๕ ปีและอาจได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่อได้ นับแต่มีการก่อตั้งสหประชาชาติจนถึงปัจจุบันมีเลขาธิการทั้งสิ้น ๗ คน

บทบาทขององค์การสหประชาชาติ ที่สำคัญคือ ระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศ ลดอาวุธ นำพลังงานปรมาณูไปใช้ในทางสันติ และส่งเสริมความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและสังคม สหประชาชาติได้จัดตั้งกองทัพสหประชาชาติขึ้น มีประเทศสมาชิดที่เข้าร่วมด้วยประมาณ 17 ประเทศ และได้ดำเนินการอื่นๆอีกหลายอย่าง เพื่อลดความตึงเครียดและบรรเทาทุกข์โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย สหประชาชาติได้จัดตั้งสำนักข้าหลวงใหญ่ดำเนินการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และจัดหางาน ช่วยจัดอาหาร ที่พัก  นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์เด็ก ยูนิเซฟ เพื่อให้เด็กๆทั่วโลกมีอาหารกิน มีการศึกษา และฝึกอาชีพให้ด้วย

ทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ  คือหน่วยงานที่มีความชำนาญเฉพาะเรื่อง ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลของประเทศต่างๆซึ่งได้ทำข้อตกลงกันแล้วจัดทำกฎหรือข้อบังคับขึ้น ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ แต่การปฏิบัติต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสหประชาชาติ ประเทศที่เป็นสมาชิกของทบวงการชำนัญพิเศษต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติก็ได้ มีดังนี้

๑.ILO องค์การกรรมกรระหว่างประเทศ

๒.FAO องค์การอาหารและการเกษตร

๓.UNESCO องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม

๔.WHO องค์การอนามัยโลก

๕.IBRD ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อบูรณะและพัฒนาการ(ธนาคารโลก)

๖.IMF กองทุนการเงินระหว่างประเทศ

๗.IFC บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ

๘.ICAO องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

๙.UPU สหภาพสากลไปรษณีย์

๑๐.ITU สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ

๑๑.WMO องค์การอุตุนิยมวิทยาแห่งโลก

๑๒.IMCO องค์การที่ปรึกษาทางทะเลระหว่างรัฐบาล

๑๓.IDA สมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ

๑๔.UNIDO องค์การพัฒนาอุตสาหกรรม

นอกจากทบวงการชำนัญพิเศษ ๑๔ ทบวงแล้ว ยังมีอีก ๒ หน่วยงานไม่มีฐานะเป็นทบวงการชำนัญพิเศษคือหน่วยงาน GATT เป็นหน่วยงานเกี่ยวกับพิกัดอัตราภาษีและการค้า และอีกหน่วยงานคือ IAEA หน่วยงานการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ

      องค์การกรรมกรระหว่างประเทศ หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ก่อตั้งขึ้นสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ได้ก่อให้เกิดการทำงานในโรงงานที่ไม่เหมาะสม สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1919 ธรรมนูญขององค์การเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และเข้าเป็นทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ.1945

      วัตถุประสงค์ของ ILO คือเพื่อส่งเสริมความยุติธรรมและความก้าวหน้าทางสังคมของผู้ใช้แรงงาน โดยการสนับสนุนความพยายามของประเทศต่างๆในอันที่จะบรรลุถึงการมีงานทำอย่างเต็มที่ การยกระดับมาตรฐาน การครองชีพ การปกป้องชีวิตและสุขภาพของลูกจ้าง และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

      องค์การอาหารและการเกษตร  เป็นทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๔๘๘ มีหน้าที่บรรเท