ระบบการศึกษามาจากความรัก ความเมตตา และวินัย
อาจารย์รัศมี กฤษณมิษ ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ สังเคราห์ กิจกรรมหนึ่งของมูลนิธิฉือจี้ ที่เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุน หรือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการเป็นฉือจี้อย่างที่เป็นไปได้ทุกวันนี้ เรื่องนั้นก็คือเรื่องของ "การศึกษา" ที่ฉือจี้ได้สามารถ "สะท้อน" ออกมาอย่างชัดเจนว่า การลงทุนทางการศึกษานั้น ผลตอบแทนมากมายมหาศาลเกินกว่าการลงทุนใดๆทั้งสิ้น
ระบบการศึกษาของฉือจี้ วางอยู่บนรากฐานของคุณธรรมแห่งสังคม เชื่อมโยงรากเหง้าของคนอย่างแน่นแฟ้น ผสมผสานระเบียบวินัย คุณธรรม และอารมณ์ความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์ทุกรูปนามเข้าด้วยกัน มีคำสำคัญเพียงไม่กี่คำ และการจัดประสบการณ์เรียนการสอนก็จะวนเวียนอยู่รอบๆคำสำคัญเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ได้แก่ กตัญญู ความรัก ความเมตตา สัจจะ
บางครั้งบางคราวเมื่อเรา "หยุด" และมองไปรอบๆตัวเรา โดยเฉพาะอย่างย่ิงในบริบทแห่งสถาบันการศึกษาขั้นสูง มองไปถึงความรับผิดชอบ และที่มาว่า "ทำไมสถาบันของเราจึงต้องมีขึ้น? อะไรเป็นความคาดหวังของประชาชนต่อสถาบันของเรา และเรามี 'ความรู้สึกเชื่อมโยงกับความคาดหวังนี้อย่างไร' " ก็จะเกิดความรู้สึกที่ผสมผสานอย่างยิ่งขึ้นมาในใจ
การศึกษาของฉือจี้นั้น คาดหวังในตัวนักเรียนที่จะสืบทอดคุณค่าของวิถีฉือจี้เข้าไปในเนื้อตัวนักเรียน แสดงออกมาเป็นพฤติกรรม กระบวนทัศน์ และ "ปลูกฝัง" ลงไปในครอบครัว สิ่งแวดล้อม ดังนั้น คุณธรรม บทเรียนต่างๆ จะต้องผันแปรออกเป็นการลงมือกระทำทั้งหมด ไม่ได้มีเฉพาะในบทเรียน ไม่ต้องใช้ภาษาอันสวยหรูเป็นวรรณกรรม แต่เป็นคุณธรรมที่สัมผัสได้ รับรู้ได้ โดยความรู้สึกจากการลงมือทำ
นักเรียนฉือจี้ตั้งแต่ตัวน้อยๆ จะถูกสอนให้มีระเบียบวินัย ดูเผินๆเหมือนกับว่าจะเป็นการบีบบังคับ แต่ระเบียบวินัยนั้น ถ้าใช้ให้ดี ก็จะส่งผลระยะยาวที่ดีมากๆได้ เหมือนเครื่องมือ ความรู้ทุกชนิดที่จะไปในทิศทางไหน ก็ขึ้นกับจะใช้อย่างไร ข้อเสียของการมี over-disciplinary หรือกดบังคับนั้นถูกหลอมละลายไปหมดด้วยความรักและความเมตตาของครูแทน นักเรียนยังคงสามารถรักษาจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ได้ และมีระเบียบวินัยในตัวเอง รับผิดชอบตัวเองได้่ รับผิดชอบคนรอบข้างได้ และโตมา ก็จะรับผิดชอบสังคม และสิ่งแวดล้อมได้
สมดุลของ "อัตตา" และ "ส่วนรวม" เป็นเรื่องสำคัญ
ในระบบการศึกษาที่แสวงหา "ความอิสระ" นั้น หากไม่ระวัง ก็จะถูกอัตตา หรือปัจเจกนิยมครอบงำ และขณะเดียวกันระบบการศึกษาที่แสวงหา "การควบคุม กฏเกณฑ์" นั้น หากไม่ระวัง คนก็จะสูญเสียกำลัง ความคิดสร้างสรรค์ เจตจำนงของอัตตาไปได้
ระบบโรงเรียนฉือจี้ จะมีครูที่ทำหน้าที่ประดุจดั่ง "พ่อแม่คนที่สอง" แก่เด็กทุกคน และหน้าที่พ่อแม่ที่สองนี้ ไม่ได้เขียนออกมาเป็น guideline เพราะความเป็นพ่อแม่นั้น ใช้จิตสำนึกดััั้งเดิม (authentic mentality) เป็นพฤติกรรมที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ได้ออกมาตามตัวหนังสือที่เขียนไว้ที่ใด ดังนั้นการเพาะสั่งสม "ความรักและความเมตตา" เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในระบบการศึกษาแบบนี้
เมื่อเด็กเล็กๆถูกพาไปหาผู้แก่ผูัเฒ่า ไปนั่งพูดคุยสนทนา จับเนื้อต้องตัว บีบนวด กิจกรรมที่ดูแสนธรรมดานี้ ก็เพื่อที่จะทำให้เด็ก "เป็นคนธรรมดา" ที่เห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างคน เป็นพื้นฐานของสังคมแต่ดั้งเดิม การนั่งลงพูดคุยเรื่องธรรมดาๆ แตะเนื้อต้องตัวสัมผัสกัน เป็นอะไรที่ "เชื่อมโยง" คนเข้าหากัน ระบบการศึกษาในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีมากมาย แต่ก็มี "ความเสี่ยง" ที่จะทำลายความสัมพันธ์ที่ intimate ระหว่างคนนี้ลงไป เราจึงควรที่จะใช้เฉพาะจุดดีของเทคโนโลยีที่มีอยู่มากมาย และในขณะเดียวกัน ระมัดระวังป้องกันข้อเสียของเทคโนโลยีเหล่านี้ไปพร้อมๆกัน
เมื่อเด็กเห็นว่าการพูดจา แตะต้องกันกับผู้เฒ่า ผู้แก่ เป็นเรื่องธรรมดา และผู้เฒ่าผู้แก่ก็ดูจะดีใจ ยินดี ที่ีมีเด็กๆเหล่านี้มานั่งพูดจาด้วย ให้ความสำคัญด้วย อารมณ์ที่เกิดขึ้นคือ authentic connectedness หรือการเชื่อมโยงจิตวิญญาณแท้ ที่เป็น fundamental fabric ของสังคม เด็กพวกนี้กลับไปบ้าน ก็จะสามารถพูดคุยกับคุณปู่ คุณยา คุณตา คุณยาย เข้าไปบีบนวดให้ไม่เคอะเขิน
หากการศึกษาของเราที่ผลิตนักเรียนที่ทรงความสามารถ อ่านออก เขียนได้ พูดอังกฤษได้ เล่นคอมพิวเตอร์เป็น แต่ไม่สามารถเข้าไปพุดจาฉอเลาะ ออเซาะญาติผู้ใหญ่ เอาอกเอาใจคุณพ่อคุณแม่ และเกิดทัศนคติที่ดีต่อสถาบันครอบครัว การศึกษาของเราจะเพื่ออะไรกันแน่?
ก็จะกลายเป็นระบบการศึกษาเพื่อตนเอง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น เป็นการเรียนเพื่อเห็นแก่ตัว เป็นการเรียนเพื่อเอาชนะ เพื่อหาจุดสูงขึ้น ไม่ได้หาคนที่กำลังอยู่ข้างล่าง และเป็นการเรียนที่ปราศจากความรัก ความเมตตาแม้่แต่น้อย
คำถามสำคัญคือ "ระบบการศึกษาที่เราทำอยู่นี้ เอื้อให้เด็กเติบโตมาเช่นไร?"
ฉือจี้จะให้ความสำคัญของความรัก ความกตัญญู เพราะสายโยงใยที่เราอยากจะทำอะไร "ตอบแทนคุณ" นั้น เป็นจิตสำนึกเบื้องต้นแห่งความรักอันเป็นสากล เพราะเริ่มต้นเราทุกคน (หรือเกือบทุกคน) ก็จะเจอะเจอกับ unconditional love ความรักอันไม่มีเงื่อนไข จากพ่อ จากแม่ของเราก่อนเสมอ ชีวิตมนุษย์ถูกออกแบบมาให้เปราะบาง ให้ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต่างจากสัตว์เดียรัจฉานที่ทารกจะเติบโตเป็นอิสระอย่างรวดเร็ว แต่มนุษย์นั้นจะต้องถูกประคบประหงม ดูแล เป็นเวลาหลายต่อหลายปี ซึ่งช่วงนี้เองที่เป็นโอกาสทองที่มนุษย์จะได้เรียนรู้่ "ความรัก" อันเป็นรากฐานของ survival การอยู่รอด ต่างจากสัตว์ชั้นต่ำชนิดอื่นๆ
การศึกษาของมนุษย์จึงควรจะมีเส้นทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติที่สร้างสรรค์เราขึ้นมา เมื่อเรารับรู้สัมผัสความรักอันไร้เงื่อนไขนี้ เราก็เรียนรู่้ที่จะตอบแทน และในที่สุด เราก็จะสามารถ "รักโดยไร้เงื่อนไข" ให้กับคนอื่นๆได้เหมือนกันเมื่อเราโตขึ้น กตัญญูจึงเป็นคุณธรรมสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ระบบการศึกษาฉือจี้ใช้เป็นรากฐานสร้างคน สร้างสังคม
สวัสดีคะ อาจารย์หมอสกล
มะปรางแวะมาอ่านต่อคะ ^__^
เยี่ยมมากค่ะ ขอปรบมือดัง ๆ ให้กับบันทึกนี้ ^_^
ดีคร้า
งานก๊ดีมากนะ
เเต่อ่าน
ไม่เข้าใจ