กระต่ายกับเต่า
กระต่ายกับเต่า
หลายคน คงเคยได้ยินนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ามาแล้ว
เวอร์ชั่นกล่อมเด็กนอนกระต่ายหลับปุ๋ยเจ้าเต่าแซงหน้าเข้าเส้นชัย เย้จบ...
แต่นี่เป็นตอนต่อของเรื่องดังกล่าวเวอร์ชั่นวัยทำงาน
กาลครั้งหนึ่งเจ้าเต่ากับกระต่ายเถียงกันว่าใครเร็วกว่ากัน ทั้งคู่จึงตกลง
ที่จะวิ่งแข่งขันกัน ก็มีการกำหนดเส้นทางวิ่งแล้วก็เริ่มการแข่งขัน
เจ้ากระต่ายนำโด่งมาไกลก็เลยชะล่าใจ
คิดว่าพักผ่อนใต้ต้นไม้ซักแป๊บนึงก่อน แล้วค่อยแข่งต่อก็คงดี
ไปๆมาๆก็ง่วงสิ ตื่นมาอีกทีเจ้าเต่าก็เข้าเส้นชัยคว้าแชมป์ไปแล้ว
นิทานตอนนี้สอนให้รู้ว่า ช้าๆแต่มั่นคงสามารถเอาชนะได้(เหมือนกัน)
นี่เป็นเวอร์ชั่นclassicที่เราคุ้นหูกัน
ไม่นานมานี้มีคนเล่าเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจให้ฟัง
ต่อเลยนะ....
เจ้ากระต่ายสันหลังยาวก็อารมณ์บ่จอยตามระเบียบที่แพ้เต่า
มันจึงค้นหาจุดอ่อนของตนเอง แล้วก็พบว่ามันมีความมั่นใจ
ในตัวเองเกินไป บวกกับความขี้เกียจ ของมันนั่นแหละ ที่ทำให้แพ้
ถ้ามันไม่เผลอหลับซะอย่าง เต่าหน้าไหน จะเอาชนะมันได้
มันจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง "เฮ้ย..เมื่อกี๊ฟลุ้คอ๊ะป่าว แน่จริง..แข่งใหม่เด่ะ"
เจ้าเต่าก็ตกลง "ย่อมได้ไอ้น้อง"....
แน่นอนว่าครั้งนี้ เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่น กระต่ายชนะขาดลอย
เราได้ข้อคิดอะไรจากนิทานนี้ล่ะ...
ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและมุ่งมั่น
ถ้าเราเปรียบเทียบคนสองคนในองค์กรของเรา คนหนึ่งช้าจริง ทำอะไรมี
ระบบ มีระเบียบแบบแผน แต่ทำอะไรๆช้า เพราะไม่อยากพลาดต้องไว้ใจได้ แน่นอนผลงานของเขา เทียบกับอีกคนหนึ่งที่เร็ว และก็พอไว้ใจได้ในสิ่งที่เขาทำ คนที่เร็วกว่ามักจะประสบความสำเร็จ มีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้นๆมากกว่า (คนทำช้า ที่ซิกแซกไม่เป็น อะไรลัดได้ เร็วได้ ก็ไม่กล้าเสี่ยงไม่กล้าทำ งานที่สำเร็จเลยช้า ผลงานก็เลยน้อย)
ไอ้ช้าแต่ชัวร์น่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่ให้เร็วและพอใช้ได้ นี่ดีกว่า....
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....
พิจารณาจุดแข็งของตนให้ดีแล้วพยายามเปลี่ยนสนาม
การแข่งขันให้ตนเองได้เปรียบมากที่สุด
ย๊างงง ยังไม่พอ มีต่อ....
ด้วยน้ำใจนักกีฬาครั้งนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว
ต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกัน หากทั้งสองร่วมมือกัน
การแข่งแบบเมื่อครั้งล่าสุดจะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น
ดังนั้น พวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้เป็นแข่งแบบทีมเวิร์ค
เริ่มต้นเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูง
จนถึงริมแม่น้ำเจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป
พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเจ้าเต่าวิ่งต่อ จนเข้าเส้นชัยด้วยกัน
ผลการแข่งครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้ กับทั้งสองฝ่าย(ตัว)มากกว่า
การแข่งครั้งก่อนๆหน้านี้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....
การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็น
สิ่งที่ดี แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังไงก็ไปไม่ได้ดี
เพราะมันจะมีบางสถานการณ์ที่ เราเจ๋ง คนอื่นเจ๊ง
ในขณะที่บางสถานการณ์ เราเจ๊ง แต่คนอื่นเจ๋ง
ทีมเวิร์คสำคัญตรงที่การกำหนดผู้นำให้เหมาะกับสถานการณ์
ให้ผู้ที่มีความถนัดกับสถานการณ์นั้นๆ เป็นผู้นำกลุ่มในแต่ละ
ช่วงสถานการณ์ที่เหมาะกับความสามารถของเขา
นอกจากนี้เรายังได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ไม่ว่าเต่าหรือกระต่าย
ไม่มีใครที่คิดเลิกล้มหรือท้อแท้ หลังจากความความล้มเหลวได้เกิดขึ้น
กระต่ายแก้ไข จุดบกพร่องของตนเองโดยการทำงานที่หนักขึ้น และ
เพิ่มความมุมานะในงานของตนเองหลังจากพบความล้มเหลว
ส่วนเต่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนใหม่
เพราะตัวมันเองได้ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มันจะ
สามารถทำได้แล้ว ในชีวิตจริงเมื่อเราพบกับปัญหาหรือ
ความล้มเหลวบางครั้งเราก็ควรจะทำงานให้หนักขึ้น
และมีความเอาใจใส่ในงานมากกว่าเดิม บางครั้งก็ควร
เปลี่ยนแผนการทำงานและทดลองในสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่าง
ออกไปและในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่างเลย
นอกจากนั้นกระต่ายกับเต่าก็ได้บทเรียนที่สำคัญอีกอย่างคือ
เมื่อเราหยุดการแข่งขันกับตัวบุคคล แล้วหันมา แข่งขันกับสถานการณ์แทน พวกมันจะทำงานได้ดีขึ้นมาก
โดยสรุป นิทานกระต่ายกับเต่าสอนเราในหลายๆอย่าง
ความรวดเร็วบวกความมุ่งมั่นชนะความอืดอาดแต่แน่นอนเสมอ
เลือกทำงานให้เหมาะสมกับความสามารถพิเศษของตน
การทำงานเป็นทีม ชนะคนที่เจ๋งแต่ลุยเดี่ยว
อย่ารีบยอมแพ้เมื่อพบกับความล้มเหลว
และท้ายสุดคือ จงแข่งกับสถานการณ์ ไม่ใช่ตัวบุคคล
ขอได้รับความขอบคุณจาก
ใครไม่รู้ชื่อ (ลอกเขามา)
Sach
ไม่เคยฟังมาก่อนเลย
ให้ข้อคิดที่ดี มีนิทานดีๆ ก็มาเล่าให้ฟังอีก
ขอบคุณ