1. องค์การสนธิสัญญา NATO (North Atlanlic Treaty Crganization) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1949
วัตถุประสงค์ คือ การป้องกันร่วมมือ กรณีประเทศสมาชิกชาติใดชาติหนึ่งถูกรุกรานโดยชาติอื่นให้ถือว่าเป็นการรุกรานประเทศสมาชิกอื่น ๆ ด้วย
องค์การนี้ถือว่ารัฐต่าง ๆ มีสิทธิรวมกลุ่มเพื่อป้องกันตนเอง และดำเนินการที่จำเป็นได้แต่ต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงทราบโดยทันที (องค์การนี้มีกองทัพของตนเอง ย้ายฐานจากฝรั่งเศสไปอยู่เบลเยี่ยมปี ค.ศ. 1967)
องค์การนาโต้เป็นองค์การพันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกากับประทศต่าง ๆในยุโรป กำเนิดมาจากแนวความคิดของเซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล ได้กล่าวสนับสนุนการจัดตั้งพันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐและเครือจักรภาพอังกฤษ ต่อมาแคนนาดาได้ขยายความร่วมมือมีการเจรจาได้นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญา การก่อตั้งองค์การแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้ เมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1949
ประเทศสมาชิกริเริ่มก่อตั้ง มี 12 ประเทศ ได้แก่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สวีเดน เนอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ลักแซมเบอร์ก อิตาลี ไอซ์แลนด์ ฝรั่งเศล เดนมาร์ค แคนนาดา และเบลเยี่ยม ต่อมามีกรีซ ตุรกี เป็นสามาชิก ปี ค.ศ. 1952 เยอรมันนี ปี ค.ศ. 1955 และสเปนเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 1982
จุดมุ่งหมาย
1. ร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศสมาชิก ในลักษณะของการจัดระบบการป้องกันร่วมกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ ตลอดจนเสรีภาพและวัฒนธรรมร่วมกันบนพื้นฐานของประชาธิปไตยและหลักการแห่งกฎหมาย
2. ส่งเสริมความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ และการกินดีอยู่ดีของประชาชนในภูมิภาค
อำนาจหน้าที่
1. ประเทศสมาชิก จะต้องดำเนินการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีจะไม่ใช้กำลังคุกคามในการดำเนินการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
2. จะต้องดำเนินการสนับสนุนหลักการแห่งเสรีภาพส่งเสริมให้เกิดความมั่นคง และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนแห่งประเทศสมาชิก
3. ช่วยเหลือทางทหารระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน พัฒนาความสามารถในการป้องกันและต่อต้านการคุกคามและประเทศสมาชิกจะช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศสมาชิกที่ถูกรุกราน
ปัจจุบันถึงแม้ว่าสหภาพโซเวียตได้ล่มสลายไปแล้ว แต่องค์การนาโต้ยังอยู่ เพราะประเทศที่มีการปกครองระบบคอมมิวนิสต์อย่างประเทศจีนยังอยู่ เพราะฉะนั้นอุดมการณ์คอมมิวนิสต์กับอุดมการณ์ประชาธิปไตยยังต้องเผชิญหน้ากันอยู่อีก
2. สหภาพยุโรป (EUROPEAN UNION)
สกภาพยุโรปพัฒนามาจากประชาคมยุโรปที่รวบรวมองค์การต่าง ๆ เข้าด้วยกัน คือ ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้ายุโรป ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือตลาดร่วม ประชาคมพลังงานปรมาณูยุโรป
จุดประสงค์
จัดตั้งขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปให้แน่นแฟ้นขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือของประเทศสมาชิก
สนธิสัญญามาสทวิปต์ ว่าด้วยสหภาพยุโรป ซึ่งมีการประชุมกันที่เมืองมาสทวิปต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปี ค.ศ. 1991 ซึ่งมีนโยบายทางด้านการเงินที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อความมั้นคงทางด้านราคาสินค้าเป็นสำคัญ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนการตามขั้นตอน คือ (ลงนามสนธิสัญญา มาสทวิปต์ 1992 บังคับใช้ 1 พฤศจิกายน 1993)
ช่วงที่ 1 ปี ค.ศ. 1990 – 1993 จัดการด้านความรู้และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศสมาชิก
ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ 1994 – 1998 จัดตั้งสถาบันการเงินยุโรป จะทำหน้าที่หลักในการประสานงานความร่วมมือระหว่างธนาคารกลางยุโรปกับประเทศสมาชิก ให้ความช่วยเหลือด้านการจัดระบบการเงินของยุโรป
ช่วงที่ 3 วันที่ 1 มกราคม 1999 ต้องจัดให้มีสกุลเงินของประเทศสมาชิก เข้าสู่กระแสการหมุนเวียน สกุลของประเทศสมาชิกต้องปรับตัวเข้าสู่สกุลเงินเพียงสกุลเดียว (EU)
จุดประสงค์ของการก่อตั้ง สหภาพยุโรป คือ การรวมกลุ่มของประเทศสมาชิก เพื่อให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงและขจัดปัญหาเครื่องขีดขวางทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางธุรกิจการค้า โดยประเทศสมาชิกต้องยอมรับที่จะปฏิบัติร่วมกันในกรอบของสนธิสัญญา ในปี ค.ศ. 2000 สหภาพยุโรปได้มีการประชุม พหุภาคี ซึ่งได้มีข้อตกลงดังนี้
1. เจรจาเพื่อเปิดตลาดเสรีทางการค้าเพิ่มขึ้น
2. เสริมสร้างระบบการค้าให้เข้มแข็งเพื่อเป็นกลไกในการบริหารการค้าระหว่างประเทศ
3. เสริมสร้างบทบาทองค์การค้าโลก เพิ่มขีดความสามารถของประเทศสมาชิก
4. ให้เกิดความเชื่อมั่น องค์การค้าโลกจะยังคงดำเนินการแก้ไขดรื่องที่เป็นปัญหาหลักขแงประชาชนโลกส่วนใหญ่
สรุป
สหภาพยุโรปกำเนิดมาจาก 3 องค์การ
1. ประชาคมถ่านหินและเหล็กยุโรป
2. ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปหรือองค์การตลาดร่วม
3. ประชาคมพลักงานปรมาณูยุโรป
สามประชาคมดังกล่าวร่วมกันเป็นชาชนคมยุโรป ในปี ค.ศ. 1965 ต่อมาในปี ค.ศ. 1987 มีการเสนอสมุดปกขาว ( White Paper) เพื่อที่จะขจัดอุปสรรคเครื่องขีดขาวงทุกประการระหว่างเขตแดน
ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1993 ประชาคมยุโรปได้รวมกันเป็น Single Market หรือตลาดเดียวอย่างแท้จริง หม่นถึง จะมีมีเครื่องขีดขวางในการเคลื่อนย้ายถ่ายเทสินค้า บริหารแรงงาน และได้มีการรวมกันเป็นสหภาพยุโรป (European Union – EU) ปลายปี ค.ศ. 1993
สถาบันสหภาพยุโรป ประกอบด้วย
1. สภายุโรป เป็นที่ประชุมสุดยอดของประมุขของรัฐทั้ง 15 ประเทศ
2. รัฐสภายุโรป เป็นองค์กรตัวแทนของประชาคมของรัฐสมาชิกทั้งหมด
3. กรรมาธิการยุโรป องค์กรอิสระที่มีภารกิจในการเฝ้าดูสนธิสัญญา และเป็นกลไกในการรวมยุโรปเป็นหนึ่งเดียว
4. สภารัฐมนตรีแห่งยุโรป (สหภาพยุโรป) เป็นองค์กรที่ประกอบด้วยรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิก ที่ประชุมนี้เป็นผู้อนุมัติกฎเกณฑ์และโครงการร่วมของสหภาพ
สถาบันต่าง ๆ ของสหภาพยุโรป จะตั้งอยู่ในเมือง บรัชเซล ประเทศเบลเยี่ยม ลักเซมเบอร์ก ประเทศลักเซมเบอร์ก และ สตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส
ความเป็นมา
บุคคลที่มีบทบาทสำคัญและเป็นแรงผลักดันอันนำไปสู่การก่อตั้งสหภาพคือ ไอคาน มอนาน (Ican Monnei) รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศส กับโรเบิร์ต ชูมัน (Robert Schuman Plan) ขึ้นในปี ค.ศ. 1950 มีสาระสำคัญคือ
ฝรั่งเศสกับเยอรมนีจะไม่เป็นคู่สงครามอีกต่อไปเหมือนที่ผ่านมาในอดีต จะนำเอาผลผลิตเหล็กและถ่านหินของแต่ละฝ่ายมารวมอยู่ภายในอำนาจการตัดสินใจขององค์กรกลาง เพื่อมิให้ต่าง ๆ ฝ่ายต่างใช้เหล็กและถ่านหินไปสร้างยุทธปัจจัยเพื่อการสงครามได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป
ช่วงแรกของการก่อตั้ง สหภาพยุโรป
ที่ประชุมสภารัฐมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่มีสภาพทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน และมีคุณสมบัติในการเข้าร่วมในสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetartary Union) ซึ่งมี 11 ประเทศ แต่ปัจจุบันมีสมาชิก 15 ประเทศ คือ
1. เบลเยี่ยม
2. ออสเตรีย
3. ฟินแลนด์
4. โปรตุเกส
5. สเปน
6. ฝรั่งเศส
7. เยอรมัน
8. อิตาลี
9. เนเธอร์แลนด์
10. ลักเซมเบอร์ก
11. อังกฤษ
12. เดนมาร์ก
13. กรีซ
14. สวีเดน
15. ไอซ์แลนด์
การประชุมสภารัฐมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (EU) เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2002 ที่ประชุมมีมติให้รับเพิ่มสมาชิกใหม่อีก 10 ประเทศ ในปี ค.ศ. 2004 ได้แก่ โปแลนด์ ฮังการี สโลวีเนีย สโลวาเกีย สาธารณรัฐเช็ค ลัทวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย มอลตา และไซปรัส
ประเทศไทยกับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป
ก. ด้านการเมือง ไทยมีความสัมพันธ์อันดีตลอดมาโดยมีผู้นำของแต่ละฝ่ายได้เดินทางไปเยี่ยมเยียน เพื่อกระชับไมตรีต่อกันเสมอ
ข. ด้านการค้าขาย ได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน อิตาลี เดนมาร์ก สินค้าที่สำคัญที่สำคัญที่ไทยส่งออก มีพวก มันสำปะหลัง สิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ส่วนสินค้าไทยที่นำเข้า ได้แก่ เครื่องจักรและยานยนต์
ค. สังคมและวัฒนธรรม ไทยมักได้รับความสนใจและความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เช่น ส่งนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่าง ๆ ให้คำแนะนำ หรือเน้นที่ปรึกษาโครงการต่าง ๆ และการให้ทุนแก่นักศึกษาไทยไปศึกษาต่อยังประเทศเหล่านั้น
3. กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (G - 7)
ระบบการเมืองโลกได้มีการพัฒนา เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
กำเนิดและพัฒนาการ
การประชุมสุดยอดประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมันตะวันตก อิตาลี และแคนาดา เริ่มในปี ค.ศ. 1975 เพื่อหาสถาบันที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับภาวการณ์คุกคามในทางเศรษฐกิจและอัตราการแลกเปลี่ยน
ในปี ค.ศ. 1982 ได้จัดส่งสถาบันเครือข่ายระดับรัฐมนตรีหลายสถาบันเพื่อรับผิดชอบในด้านการค้า นโยบายต่างประเทศและการเงิน โดยการประชุมครั้งแรกได้เน้นประเด็นการประสานนโยบายเศรษฐกิจมหาภาค การค้าและความสัมพันธ์ ต่อมาได้คลอบคลุมถึงประเด็นด้านเศรษฐกิจจุลภาค การเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ
ความร่วมมือในกรอบจากการประชุม G-7 มีลักษณะสำคัญ 4 ประการ
1. เนื่องจากผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่ม G-7 มีมากกว่าครึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกและทรัพยากรที่สำคัญอื่นๆ ทำให้กลุ่ม G-7 มีสมรรถภาพมากกว่าประเทศทั้งหลายที่หวังพึ่งกลุ่ม G-7
2. การรวมกลุ่มอย่างจำกัด ขนาดเล็ก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่สูงมากและการทำงานที่โปร่งใส ทำให้การประชุมสมารถบรรลุได้ทันเวลา
3. กลุ่ม G-7 มีการเน้นความสำคัญของปัญหาและมีวิสัยทัศน์ในทำนองเดียวกัน
4. การประชุมมีลักษณะยืดหยุ่นในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นรวมทั้งกำหนดลักษณะของปัญหาและแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในระดับโลก
สรุป
กลุ่ม G-7 เป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตรมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร จึงมีบทบาทในการกำหนดระเบียบโลก ซึ่งเป็นกลุ่มที่สำคัญกลุ่มหนึ่ง
ในปี ค.ศ. 2001 กลุ่ม G-7 กลายเป็น G-8 เมื่อประเทศรัสเซียมาเป็นสมาชิก โดยมีแถลงการณ์ร่วมกันว่า
กลุ่ม G-8 จะทำงานเพื่อนำระบบเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัฒน์ ช่วยเหลือประชาชนทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศที่ยากจนและยุดการระบาดของโรคเอดส์และโรคติดต่อร้ายแรงเช่น มาเลเรีย
สนธิสัญญาโตเกียว EU จะจัดสรรเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ยากจน
4. กลุ่ม 77 (G-77)
เป็นการรวมกลุ่มของประเทศกำลังพัฒนาที่มีอิทธิพลมากในสหประชาชาติ
ในปี ค.ศ. 1998 กลุ่ม 77 มีสมาชิก 123 ประเทศ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ใช้เวทีสหประชาชาติผลักดันให้มีการประชุมนานาชาติ เพื่อพิจารณาประเด็นปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม ประชากร อาหาร เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
วัตถุประสงค์
1. เอกราชทางการเมือง เศรษฐกิจ
2. การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดทั้งทางการเมืองและการทหาร
3. การปรับปรุงเศรษฐกิจ และสังคมให้ทันสมัย
โดยประเทศกำลังพัฒนาได้เสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างของระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและการพึ่งพา
5. สภา “ COMECOM” (Council for Mutual Economic Assistanee)
สภาเพื่อการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1949 มีสมาชิก 9 ประเทศได้แก่ บัลกาเรีย เชโกสโลวาเกีย เยอรมนี ฮังการี มองโกเลีย โปแลนด์ รูมาเนีย โซเวียตรุสเซียและอัลบานีย แต่อัลบานียถูกไล่ออกในปีค.ศ. 1961