บันทึกฉบับที่1
ความเป็นมาในการเลือกการสอนแบบสองภาษาสำหรับเด็กหูหนวก
โดยการนำรูปแบบการจัดการศึกษาแนววอลดอร์ฟมาใช้ร่วมกับวิธีการการสอนแบบสองภาษา
นักเรียนหูหนวกเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน คือ ไม่สามารถพูดและฟังเพื่อการสื่อสารได้เช่นเด็กปกติ หูมีข้อจำกัดที่เป็นสภาพปกติของเขาในการดำรงชีวิตในสังคมเด็กหูหนวกมีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง คือ มีภาษามือเป็นภาษาแม่ (ภาษาที่ 1) ส่วนการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารนั้นจะใช้เป็นภาษาที่สอง ดังนั้นการสื่อสารของเด็กหูหนวกกับบุคคลใกล้ชิดจะใช้ภาษามือท่าทาง การสัมผัส เพื่อการเข้าใจที่ตรงกัน ซึ่งการสื่อสารในลักษณะนี้เข้าใจกันได้ยาก และเข้าใจไม่ตรงกัน ทำให้การสื่อสารเกิดความผิดพลาด และล้มเหลว ในขณะที่เด็กปกติอายุ 2 – 4 ขวบ จะช่างซักช่างถามเพราะความอยากรู้ แต่เด็กหูหนวกไม่สามารถเรียนรู้จากบุคคลใกล้ชิดได้มาก นอกจากประสบการณ์ตรงของตนเอง ทำให้มีความรอบรู้คำศัพท์ ความหมายอยู่ในวงแคบ การพัฒนาความคิดรวบยอดทางภาษาเป็นไปได้ยากและช้ากว่าเด็กปกติโดยทั่วไป
สอนโดยครูหูหนวก - ครูปกติ
มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. เพื่อปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กหูหนวก ให้สามารถตอบสนองตามต้องการ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนหูหนวก
2. เพื่อหารูปแบบการสอนแบบสองภาษา สำหรับเด็กหูหนวก ที่สอดคล้องกับสภาพของเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
ดำเนินการ โดย....
การสอนแบบสองภาษาสำหรับนักเรียนหูหนวก รูปแบบการศึกษาวอลดอร์ฟ เป็นความร่วมมือทางการศึกษา ระหว่างสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีโรงเรียน โสตศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นโรงเรียนต้นแบบ ร่วมกับโรงเรียนโสตศึกษาอื่น ๆ อีก 4 โรง กระจายอยู่ 4 ภาคของประเทศไทย
แนวคิด
การสอนแบบสองภาษาเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเข้าใจว่า เด็กหูหนวกเรียนรู้ได้ดีจากทางตามากกว่า โดยการรับรู้ภาษามือของคนหูหนวกด้วยกัน การเรียนภาษามือของคนหูหนวกเรียนรุ้ภาษามือจากครูหูหนวกที่มีภาษามือที่ชำนาญจะทำให้สมองของเด็กมีการพัฒนาทางภาษาได้ดี และมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกับการเรียนภาษาที่สอง(ภาษาไทย) ทำให้สามารถเรียนรู้ความแตกต่างของภาษามือ และภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

เด็กหูหนวก