ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ลัทธินิยมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ลัทธิชาตินิยม
เป็นลัทธิที่เน้นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อชาติมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น เช่น ความผูกพันทางด้านการเมือง ทางดินแดน ทางภาษา ทางวัฒนธรรม ทางศาสนาและเชื้อชาติ ความรู้สึกเหล่านี้เป็นความรู้สึกร่วมกันในชาติ ในลักษณะของชาตินิยม
อิทธิพลของลัทธินิยม ทำให้มีผล คือ
1. คนในชาติมีความสามัคคี
2. มีมานะขยันขันแข็ง
3. ทำทุกอย่างเพื่อความยิ่งใหญ่ของชาติ
ลักษณะที่สำคัญของพวกชาตินิยม คือ ใช้อำนาจเผด็จการของตนให้ประชาชนอยู่ใต้บังคับบัญชา
เมื่อรัฐมีนโยบายคุกคามด้วยการขยายดินแดน ประชาชนจะต้องให้การสนับสนุน และไม่ขวางจุดประสงค์การทำงานของตน
ลัทธินานานิยมระหว่างประเทศ
พวกนี้คิดว่ารัฐไม่มีเสรีภาพ เพราะถูกจำกัดโดยกฎหมายระหว่างประเทศ และขนบธรรมเนียม
ประเพณี และรัฐจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับรัฐอื่นโดยพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อควบคุมแก้ไขปัญหาการอยู่รวมกันระหว่างรัฐ
ลัทธิจักรวรรดินิยม
เป็นลัทธิที่มุ่งขยายอำนาจและอาณาเขตเข้าไปในดินแดนส่วนต่าง ๆ ของประเทศของตน เช่น การเปลี่ยนแปลงในเรื่องนโยบายหรือการปกครอง ดังนั้น ลัทธิจักรวรรดินิยม จึงเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
การยึดครองดินแดนของโลกตะวันตก มักจะทำให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ จนเกิดการต่อสู้กัน จนกลายเป็นสงครามใหญ่ ปัจจุบันจักรวรรดินิยมถูกทำลายโดยลัทธิชาตินิยม
ลัทธิฟัซซิสต์
เชื่อว่า ผู้มีอำนาจและเข้มแข็งเท่านั้นมีสิทธิในการปกครอง และการปกครองโดยคนกลุ่มน้อยเป็นการปกครองที่ดีที่สุดและทุกคนเกิดมาเพื่อรัฐ ต้องรับใช้รัฐตลอดไป
การทำสงครามเพื่อความก้าวหน้าและความยิ่งใหญ่ของชาติอิตาลี ฟัซซิสต์ถือว่าเป็นสิ่งชอบธรรม
ลัทธินาซี
ฮิตเลอร์เชื่อว่า ชนชาติอารยัน เป็นผู้มีลักษณะเหนือกว่าผู้อื่นในด้านความฉลาด ความสามารถที่จะทำให้เป็นประโยชน์ต่อโลก ดังนั้นโลกจะต้องปกครองโดยชนเผ่าเดียวแบบเผ่าอารยัน จึงทำให้ฮิตเลอร์ดำเนินนโยบายด้วยการขยายอำนาจและขยายดินแดน
ลัทธิคอมมิวนิสต์
เป็นทฤษฎีของคาร์ล มาร์ค เป็นลัทธิที่ต้องการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปสังคมให้เป็นไปตามกระบวนการ และวิธีการที่ได้กำหนด เพื่อให้บรรลุถึงจุดประสงค์ที่วางไว้ ต่อมาได้เขียนทฤษฏีสังคมใหม่ คือสังคมคอมมิวนิสต์ เลนิน ชาวรัฐเซียได้นำลัทธิดังกล่าวไปใช้จนเกิดปฏิวัติล้มล้างอำนาจของพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 จนประสบผลสำเร็จ
ลัทธิคอมมิวนิสต์ ได้พยายามแผ่อิทธิพลเข้าไปในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยยึดหลักที่ว่ารัฐอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และประชาชนทุกคนต้องทำตามคำสั่งรัฐ ลักษณะสังคมดังกล่าวเปรียบได้ดังนี้
- ประเทศเป็นโรงงาน
- รัฐบาลเป็นนายจ้าง
- ประชาชนเป็นกรรมกร
ผู้มีบทบาทในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้แก่
1. รัฐ (รัฐบาล)
2. ทูตและกงสุล
ระบบนานาชาติหรือระบบโลก
ระบบโลกที่สำคัญ
1. ระบบดุลแห่งอำนาจ โดยมีกลุ่มหนึ่งเป็นผู้รักษาดุล ข้อสำคัญคือ ต้องมีความคงที่ในดุลอำนาจ
2. ระบบทวิมหาอำนาจไม่เคร่งครัด เกิดขึ้นเมื่อมีการสลายตัว หรือมีการจัดหาผู้รักษาดุลขึ้นใหม่
3. ระบบสากล เกิดมาจากการวิวัฒนาการ ทำหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ มีอำนาจ
ควบคุมพฤติกรรมและอำนาจการตัดสินใจของรัฐต่าง ๆ
รัฐนั้นจะเล็กหรือใหญ่ มีอำนาจมากหรือน้อย ล้วนแต่มีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อกับรัฐภายนอก และรัฐต้องกำหนดนโยบายของตนขึ้นมา เพื่อให้รัฐภายนอกเห็นว่าตนเองมีนโยบาย มีวิธีการ หลักการ วัตถุประสงค์ ผลประโยชน์ แต่ละรัฐจะต้องเลือกตัดสินใจควรใช้นโยบายอะไรที่ให้ผลประโยชน์มากที่สุด
โดยมีจุดประสงค์ของนโยบาย คือ
1. รักษาเอกราชและความมั่นคงปลอดภัยของชาติ
2. ปกป้องผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง