วิธีใช้นโยบายของรัฐ

                      การนำนโยบายไปปฏิบัติ รัฐหนึ่งไม่อาจใช้กฎหมายบังคับให้รัฐอื่นทำตามได้  วิธีที่รัฐจะทำได้คือการจูงใจ  พยายามให้กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของรัฐอื่นให้น้อยที่สุด การใช้นโยบายมีหลายแบบ  เช่น

                     1. วิถีทางทางการเมือง  โดยการเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างคู่กรณีที่เกิดความขัดแย้งกัน  หรือนำข้อขัดแย้งร้องทุกข์ต่อองค์กรตุลาการระหว่างประเทศ  และดำเนินการให้การรับรองกับประเทศใหม่หรือรัฐบาลใหม่ทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัย  นอกจากนั้นจะดำเนินการทำสนธิสัญญาประกาศความเป็นกลาง  ตลอดจนการประกาศถอนทูต

                     2. วิถีทางทางเศรษฐกิจ  เป็นการดำเนินนโยบายเพื่อให้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจ  เช่นการเพิ่มอัตราภาษีขาเข้า  กักเงินตรา  การแลกเปลี่ยนสินค้า  กำหนดโควตาสินค้าเข้า-ออก  การลงทุนต่างประเทศ  และการผนึกกำลังเพื่อวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

                     3. วิถีทางทางการทหาร  โดยการตั้งกองทหารที่พรมแดนเพื่อสกัดกั้นกรคุกคามจากรัฐอื่น  เป็นการแสดงกำลังแสนยานุภาพ  ในขณะเดียวกันรัฐหนึ่งๆ อาจจะเพิ่มหรือลดกำลังทางทหารเพื่อความเหมาะสมกับสภาวะการณ์ของรัฐนั้น

                   4. การโฆษณาชวนเชื่อ  โดยวิธีชักจูงใจให้คนอื่นเชื่อและสนับสนุนแนวคิดของตนสร้างภาพพจน์ของตน  โดยการใช้สื่อมวลชนในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์

 

เครื่องมือที่รัฐใช้ในการสร้างสัมพันธ์ระหว่างกันในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

                  1. การทูต (Diplomacy)  การทูตเป็นศิลปะในการดำเนินกิจการและในการเป็นตัวแทนผลประโยชน์แห่งรัฐบาลของตนในต่างประเทศด้วยความเฉลียวฉลาด  รัฐเอกราชย่อมมีสิทธิที่จะแต่งตั้งคณะทูตของตนไปประจำรัฐอื่น  และมีสิทธิที่จะรับคณะทูตของรัฐบาลอื่นมาประจำที่รัฐของตน

ใน  ค.ศ.1961  ได้มีการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศขึ้นฉบับหนึ่งเรียกว่า อนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต  ซึ่งตามอนุสัญญาฉบับนี้บัญญัติว่า  การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัฐและการสถาปณาคณะผู้แทนทางการทูตเป็นการถาวรนั้นให้มีขึ้นได้ด้วยความยินยอมซึ่งกันและกัน   ในปัจจุบันถือว่าการทูตเป็นกิจการที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านต่างๆ ดำเนินได้โดยคณะผู้ดำเนินการทางการทูต  ซึ่งแบ่งออกได้เป็น  3  ประเภท คือ

ก)  คณะทูต (Diplomatic Mission)  ได้แก่บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลหนึ่งให้เป็นตัวแทนไปประจำอีกรัฐหนึ่งที่ตนมีสัมพันธไมตรีด้วย

                ชั้นของคณะผู้แทนทางการทูตแบ่งออกเป็น  3  ระดับ

                1) เอกอัครราชทูต(Ambassadors) หรือเอกอัครสมทูต(Nuncios)โดยได้รับการแต่งตั้งโดยตรงไปยังประมุขของรัฐผู้รับ

                2) รัฐทูต (Envoys) อัครราชทูต(Ministers) และอัครสมณทูตโดยได้รับการแต่งตั้งโดยตรงไปยังประมุขของรัฐผู้รับ

                3) อุปทูต(Charge d’ Affaires)  ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

                ข) คณะกงสุล(Consular  Mission) เป็นคณะเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศตนในต่างประเทศ  มิใช่เป็นตัวแทนของรัฐ  หน้าที่ของกงสุลคือส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่มีสถานกงสุล

กงสุลไม่ใช่คณะผู้แทนทางการทูตจึงไม่ใช่คณะทูต  และไม่ได้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตเหมือนคณะทูต  รวมทั้งไม่มีหน้าที่ปฏิบัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ระหว่างรัฐ

                ค) คณะทูตพิเศษ(Special  Emissaries) ในระหว่างสงครามโลกและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมุขของหลายประเทศนิยมใช้คณะทูตพิเศษ   เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการต่อรองหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ที่มีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน  แทนที่จะใช้คณะทูตที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนประจำ  คณะทูตพิเศษมักเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นพิเศษจากประมุขของรัฐ และทำให้คณะทูตพิเศษอยู่ในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจเต็มที่มาจากรัฐบาล

2) การเจรจาระหว่างประมุขของรัฐบาล

                             เนื่องจากการคมนาคมระหว่างประเทศเจริญก้าวหน้าเป็นอันมาก  การเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประเทศทำได้โดยสะดวกรวดเร็ว  จึงทำให้เกิดประเพณีทางการทูตขึ้นใหม่ นั่นคือการเดินทางไปเจรจาระหว่างประมุขของรัฐต่างๆ เช่น นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้เดินทางไปเจรจากับนายกรัฐมนตรีของ สิงคโปร์  มาเลเชีย  พม่า  และสาธารณรัฐประชาชนจีน  เป็นต้น

3) การทหาร

                             ทุกประเทศมีกองทหารของตนเอง  เพื่อปกป้องและคุ้มครองผลประโยชน์   หลายๆ ประเทศยังได้ใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตน  เพราะในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศนั้น  แต่ละชาติต่างมุ่งแข่งขันกันให้ได้มาซึ่งอำนาจ  ความมุ่งหมายคือต้องการให้ชาติอื่นยอมปฏิบัติตามความปรารถนาของตน  หรือสามารถกำหนดเงื่อนไขในการตกลงกับชาติอื่น  ดังนั้นจึงได้มีการเพิ่มพูนหรือสร้างกำลังทางทหารเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการต่างประเทศ

4) การเศรษฐกิจ

                              ปัจจุบันการเศรษฐกิจได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก  เพราะประเทศที่มีเศรษฐกิจดีย่อมสามารถมีอิทธิพลเหนือประเทศอื่นๆ ได้   เพราะบรรดาประเทศต่างๆ ในโลกนี้ต่างก็มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช่น ในปี 2518  เกิดกรณีพิพาทกันระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับกับอิสราเอล     กลุ่มประเทศอาหรับซึ่งใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ  แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีนโยบายต่างประเทศไม่ฝักใฝ่กับฝ่ายใด  ยังต้องยอมเปลี่ยนท่าทีใหม่เข้าข้างฝ่ายอาหรับในการประณามอิสราเอล  ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นต้องพึ่งพาอาศัยน้ำมันจากกลุ่มประเทศอาหรับ

                   นอกจากนั้นประเทศที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจยังใช้พลังอำนาจทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ  โดยวิธีให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศที่มีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ทั้งในรูปแบบของการให้เปล่า  การให้กู้ในระยะยาวคิดดอกเบี้ยต่ำ  โดยขอใช้หรือขอเช่าฐานทัพที่สำคัญของประเทศนั้นเป็นสิ่งตอบแทน  หรือเพื่อให้ประเทศเหล่านั้นเป็นสมัครพรรคพวกของตน

5) การจารกรรม

                                  ในการดำเนินการระหว่างประเทศ  ย่อมมีขอบข่ายการจารกรรมหรือหน่วยสืบราชการลับ  ซึ่งจะส่งไปปฏิบัติงานทั้งในประเทศที่เป็นมิตรและประเทศที่เป็นศัตรู

การจารกรรม คือ การแสวงหาความลับละการและหาข่าวกรองเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงจากข่าวสารของประเทศต่างๆ  เพื่อผลประโยชน์ในด้านการทหาร  การเศรษฐกิจ    ถึงแม้ว่าการจารกรรมจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยศีลธรรมและมารยาท  และจารชนที่ถูกจับกุมจะได้รับการลงโทษที่รุนแรงก็ตาม  แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่าการจารกรรมเป็นเครื่องมือที่สำคัญประการหนึ่งในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ  เพราะทุกประเทศต่างปฏิบัติเช่นเดียวกัน

ในปัจจุบันการจารกรรมเป็นกิจการที่มีขอบข่ายกว้างใหญ่ไพศาล  และประเทศมหาอำนาจจะใช้การจารกรรมเป็นเครื่องมือในการแสวงหาข่าว  และประเมินความสามารถของฝ่ายตรงกันข้าม  สำหรับหน่วยจารกรรมของชาติมหาอำนาจที่มีขอบข่ายกว้างขวางเกือบทั่วทุกมุมโลกและเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปได้แก่  C.I.A.(Central Intelligence Agency)  ของสหรัฐอเมริกา  และ K.G.B. (Komitet Gosudar-Stvenoi Bezopasnosti) ของสหภาพโซเวียต  ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าหน่วยจารกรรมของทั้งสองประเทศมีเครื่องมือที่ทันสมัย  และมีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างดีในด้านการสืบราชการลับ  การวิจัย  และการข่าวกรอง