ปัญหาการกินในเด็กเล็กพบได้บ่อย การจัดการไม่ยาก ถ้าพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเข้าใจและร่วมมือกัน

ปัญหาการกินในเด็กเล็กเป็นปัญหาที่พบบ่อย โดยทั่วไปประมาณร้อยละ 25 – 35 ของเด็กจะมีปัญหาเรื่องการกิน แต่มักไม่รุนแรง ปัญหาที่รุนแรง เช่น เด็กผอมมากๆนั้นพบเพียงร้อยละ 1-2

ปัญหาการกินรวมถึง การกินมากเกินไป น้อยเกินไปการเลือกกินอาเจียน มีพฤติกรรมในระหว่างการกินที่แปลกๆหรือไม่เหมาะสมบ่อยครั้งที่เรามักพบว่าเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกินจะมีพ่อแม่ที่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการกินด้วย โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงไม่กินอาหารบางอย่าง เช่น เด็กที่ไม่กินผัก มักจะมีประวัติว่าพ่อแม่ไม่กินผักด้วย

การกินเกี่ยวข้องกับทักษะด้านการเคลื่อนไหวและสังคม การกินของเด็กขึ้นอยู่กับการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบย่อยอาหารของเด็ก พื้นฐานอารมณ์ของเด็กความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว การตอบสนองของผู้เลี้ยงดูต่อท่าทางของเด็กที่แสดงว่าหิวหรืออิ่มและความชอบชนิดของอาหาร

สาเหตุของปัญหาการกิน

1.      สิ่งแวดล้อม

-          ให้กินตามเวลาแทนที่จะให้กินเมื่อหิว

-          มีผู้เลี้ยงดูหลายคน เด็กตอบสนองไม่ถูก

-          ผู้เลี้ยงดูไม่เอาใจใส่ปล่อยให้เด็กกินเอง เวลากินไม่แน่นอน

-          สิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการกินเช่น ไม่มีเก้าอี้สำหรับเด็กเล็ก

-          มีสิ่งรบกวนให้เด็กวอกแวกเช่น โทรทัศน์

2.      ความผิดปกติของร่างกาย

-          เริ่มให้กินอาหารทางปากช้าเนื่องจากภาวะเจ็บป่วย

-          กล้ามเนื้อสำหรับการกลืนไม่ดี

-          มีโรคทางระบบประสาทหรือโรคทางระบบอาหาร เช่น กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารผิดปกติทำให้อาหารและกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารไปหลอดอาหาร

3.      ปัญหาทางพัฒนาการ

-          พัฒนาการช้า

-          พัฒนาการปกติสำหรับบางช่วงอายุ แต่พ่อแม่ทนไม่ได้เช่นเด็กอายุ 8-12 เดือน จะกินหกเลอะเทอะ อายุ 18-24 เดือน เด็กจะกินน้อยลงและเลือกอาหาร เด็กอายุ 24-36 เดือน กินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร กินมูมมาม

4.      ปัญหาต่อเนื่อง

-          พ่อแม่ไม่เข้าใจท่าทางของลูกที่บอกว่าหิวหรืออิ่ม

-          บังคับให้กินเมื่อเด็กยังไม่หิว

-          ไม่อนุญาตให้เด็กแตะอาหารหรือกินเอง (พ่อแม่ที่เข้มงวดกับลูกมาก)

-          พ่อแม่ที่จัดการกับสถานการณ์ของการกินมากเกินไป เช่น ต้องสะอาดเรียบร้อย

เด็กที่มีปัญหาการกิน

จะมีน้ำหนักตัวขึ้นน้อย สำรอก ปฏิเสธอาหาร ท้องเสีย ปวดท้อง เลิกขวดนมยาก มีนิสัยการกินที่แปลกๆ หรืออ้วนถ้ากินมากไป

จุดมุ่งหมาย ที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาการกินสำหรับเด็กและครอบครัวคือ

1.      ส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมการกินที่เหมาะสมกับวัย

2.      ให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายและอารมณ์ที่เหมาะสม

3.      ช่วยให้พ่อแม่มีความรู้สึกมั่นใจที่จะจัดการกับปัญหาการกินของลูก

4.      ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกดีขึ้น

คำแนะนำสำหรับแม่ (หรือผู้ปกครอง) ในเด็กที่มีปัญหาการกิน

1.      ให้อาหารที่บดหยาบขึ้น หั่นผลไม้เป็นชิ้นเล็กๆให้ลูกได้หยิบกินเอง เพื่อฝึกการเคี้ยวและกลืน

2.      ให้ลูกได้มีโอกาสตักอาหารกินเองถ้ากลัวว่าจะหกเลอะเทอะให้ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูรอง กินเสร็จพาไปอาบน้ำ

3.      อย่าพยายามป้อนอาหารลูกโดยการบังคับให้กิน ฝืนป้อน เพราะลูกจะสำรอก หรืออาเจียนออกมาแม่ก็จะโกรธ ดุด่าลูก เป็นปฏิกิริยา ปฏิสัมพันธ์ในระหว่างการกินที่ไม่ดี 

4.      ลดปริมาณนม  งดการใช้นมขวดโดยเฉพาะในมื้อกลางคืน ไม่ควรให้ลูกหลับคาขวดนม ให้ดื่มนมจากแก้วบางครั้งอาจต้องเริ่มด้วยการใช้ช้อนตักป้อนทีละเล็กน้อย

5.      ให้กินอาหารพร้อมกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ในเวลาที่ใกล้เคียงกันทุกวัน ไม่เล่นของเล่นไปกินไป หรือดูโทรทัศน์ไปกินไป  แต่ก็ควรทำให้บรรยากาศในการกินมีความสุขด้วยการสนทนา หรือมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอื่นๆ

6.      การมีเก้าอี้สูงๆไว้สำหรับลูกนั่งกินอาหาร จะช่วยให้ลูกตักอาหารกินเองถึงเมื่อนั่งร่วมโต๊ะกับพ่อแม่และลูกลงเองได้ยาก

7.      จำกัดเวลากินอาหารแต่ละมื้อไม่ควรเกิน 30 นาที หลังจากนั้นให้เก็บโดยไม่ต้องวิจารณ์อะไรลูก เช่น กินน้อยจัง หรือคะยั้นคะยอให้กินอีกนิดนะลูก และพยายามทำใจให้แข็งเข้าไว้ ไม่ให้อาหารอะไรเพิ่มจนกว่าจะถึงมื้อต่อไป ในครอบครัวขยายต้องทำความเข้าใจและ ตกลงแนวทางปฏิบัติให้เหมือนกันในครอบครัว

8.      ถ้าลูกไม่ยอมกินข้าว ห้ามให้นมหรือขนม โดยเฉพาะขนมกรอบถุงแทน

9.      ให้แรงเสริมเช่น ยิ้ม พูดชมเมื่อลูกมีพฤติกรรมการกินที่ดี

10.  จดบันทึกรายการชนิด ปริมาณ เวลาอาหารที่ลูกเริ่มกิน และใช้เวลาในการกินทุกวันทุกมื้อ เป็นเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ในระหว่างที่จดนี้แม่จะสังเกตพบอะไรบางอย่างและสามารถปรับได้เอง

11.    ถ้าลูกมีปัญหาการกินแต่น้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ปกติ พ่อแม่ไม่ควรกังวลมากเรื่องการเจริญเติบโตของลูก แต่จะต้องปรับพฤติกรรมการกินของลูก

 

ปัญหาการกินในเด็กเล็กพบได้บ่อย การจัดการไม่ยาก ถ้าพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเข้าใจและร่วมมือกัน