การพัฒนาการกฎหมายระหว่างประเทศ
จากสนธิสัญญาเวสฟาเลีย ( Westphalia) ค.ศ. 1648 ถึงสงครามนโปเลียน ค.ศ.1815

ฝรั่งเศสได้มีการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1789 ในระหว่างการปฏิวัติ Geegoir สมาชิกรัฐสภาเสนอให้มีการประกาศ Declaration of the Law of Nations สภาไม่รับหลักการ แต่สภาได้ประกาศว่า จะไม่ทำสงครามรุกรานและคุกคามเสรีภาพของชาติอื่น
ในระหว่างศตวรรษที่ 17 – 18 ได้มีการค้าทาสนิโกรอย่างแพร่หลาย เพราะไม่มีกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศห้ามแต่อย่างใด
ในด้านการทำสงครามห้ามมิให้ทหารแสวงหาประโยชน์จากการทำสงคราม ผลประโยชน์ เช่น เชลย อาวุธ จะต้องตกเป็นของรัฐ สำหรับเด็ก ผู้หญิง และผู้มิได้ทำการรบ ไม่ควรได้รับภัยพิบัติจากสงครามโดยตรง

การพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศ จากการประชุมเวียนนา ค.ศ. 1815 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 1

เมื่อสงครามนโปเลียนสิ้นสุดลง การประชุมสันติภาพที่นครเวียนนา เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1815 ซึ่งมีประเทศออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อังกฤษ โปรตุเกส ปรัสเซีย รุสเซีย และสวีเดน ได้ลงนามกัน ในสนธิสัญญาซึ่งมีข้อบัญญัติไว้หลายประการ เช่น
1. กฎเกณฑ์เกี่ยวกับแม่น้ำซึ่งไหลผ่านหลายรัฐ ได้กำหนดให้เป็นแม่น้ำนานาชาติ (InternationalRiver) ทุกชาติใช้แม่น้ำได้โดยเสรี เช่น แม่น้ำไรน์ และดานูบ
2. ในปี ค.ศ. 1890 มีการห้ามค้าทาสอย่างเด็ดขาด
3. อนุสัญญาต่อท้ายสนธิสัญญาเวียนนา ระบุการแบ่งชั้นผู้แทนทางการทูต
สนธิสัญญาปารีส ค.ศ. 1856 ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำสงครามทางเรือ คือ ประกาศให้ยกเลิกการจ้างเรือเอกชนทำสงคราม ห้ามยึดเรือศัตรูในเรือเป็นกลาง นอกจากสินค้าต้องห้ามและกำหนดให้ห้ามสร้างป้อมค่ายตามชายฝั่งทะเลดำ และมีเรือรบในทะเลดำ รัสเซียต้องถอนกำลังจากแม่น้ำดานูบ โดยมีอังกฤษ ตุรกี และฝรั่งเศส ได้ลงนามในสัญญา และยังมีข้อบัญญัติเกี่ยวกับการได้รับความคุ้มครองของผู้บาดเจ็บและเจ็บป่วย
ในศตวรรษที่ 19 ได้มีการทำสนธิสัญญามากมาย เนื่องจาก
1. ระยะนั้นมีการเน้นถึงสิ่งที่มีการปฏิบัติได้มากกว่าสิ่งที่เป็นอุดมคติ
2. การต้องการความแน่นอนซึ่งสนธิสัญญาย่อมมีมากกว่ากฎธรรมชาติ
สนธิสัญญาได้วางกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้แก่ สนธิสัญญาทางการค้า สนธิสัญญาการก่อตั้งกงสุล การส่งผู้ร้ายข้ามแดน การไปรษณีย์โทรเลข การคมนาคมทางรถไฟ การประมง ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร
กรณีพิพาทต่างๆ ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ได้มีการตกลงกันโดยทั้งสันติวิธีและบังคับส่วนในด้านกฎเกณฑ์การทำสงคราม มีมนุษยธรรมมากขึ้นด้วยพยายามของ Henry Dumant นักกาชาดสวิส เขามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งองค์การกาชาด ในปี ค.ศ. 1863 ประเทศในยุโรปแทบทุกประเทศเป็นภาคี ภาคีทั้งหลายได้ลงนามในสนธิสัญญาเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในการทำสงคราม สนธิสัญญาเกี่ยวกับการคุ้มครองเชลยศึก กฎเกณฑ์ในการยึดครองดินแดน เคารพเกียรติศักดิ์ของครอบครัว จะไม่มีการบังคับให้พลเรือนในดินแดนที่ถูกยึดครองเข้ารับประเทศของเขาเองและยังมีข้อบัญญัติเกี่ยวกับการได้รับความคุ้มครองของผู้บาดเจ็บและเจ็บป่วย
การพัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศจากสนธิสัญญาแวซายส์ ค.ศ.1919 ถึงปัจจุบัน
สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สงบลงใน ค.ศ.1918 นานาชาติภาคีแห่งสงครามได้มาลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก ณ พระราชวังแวซายส์ ประเทศฝรั่งเศส สนธิสัญญาดังกล่าวทำให้เกิดสันนิบาตชาติขึ้น เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่การปฏิบัติหน้าที่ของสันนิบาตไม่ได้ผลตามความมุ่งหมาย
สันนิบาตชาติ ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาปัญหาและดำเนินภารกิจต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก สันนิบาตชาติได้ดำเนินการกับเยอรมันนีดังนี้
1. เยอรมันนีต้องคืนสังหาริมทรัพย์ที่ขนเอาไปจากฝรั่งเศสระหว่างสงคราม
2. เยอรมันนีชดใช้ค่าเสียหายแก่ฝ่ายพันธมิตร
3. เยอรมันนีต้องลดกำลังทหารและอาวุธ
ในปี ค.ศ. 1928 รัฐต่างๆได้มาลงนามในสนธิสัญญาที่เรียกว่า Kwllog Briand Pact หรือ The Pact of Paris โดยภาคียอมรับว่าจะไม่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาระหว่างกัน
หลังจากเศรษฐกิจตกต่ำบรรดาชาตินิยมซึ่งมีเยอรมันนี อิตาลี และญี่ปุ่น ได้รวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มของตน จนทำให้เกิดความขัดแย้งกับกลุ่มประเทศประชาธิปไตย ซึ่งมี อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ในที่สุดสงครามก็เกิดขึ้นอีก สงครามครั้งนี้ได้ละเมิดสนธิสัญญาต่างๆ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ยามสงคราม มีการกระทำกันด้วยความโหดร้ายทารุณมิใช่น้อย
