การพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศในสมัยโบราณ
สนธิสัญญาฉบับแรกของโลกรู้จักคือ สนธิสัญญาระหว่างนครรัฐลาแกซ (Lagash)กับนครรัฐอัมมา (Umma) ในเมโสโปเตเมีย ได้นำสนธิสัญญาว่าด้วยการกำหนดเขตแดน โดยจารึกลงบนแผ่นหิน ต่อมาได้มีการทำสนธิสัญญาระหว่างอียิปต์กับพวกฮิตไตต์ (Hitite) ว่าด้วยเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

สำหรับประเทศอินเดีย ได้มีกฎหมายพระยามานู (Hindu Code of Manu) ในราว 100 ปีก่อนคริสต์กาล เป็นกฎหมายที่ห้ามมิให้ฆ่าศัตรูขณะนอนหลับหรือยอมแพ้แล้วห้ามใช้ยาพิษ
ในสมัยนครรัฐ ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์กาล ได้มีการพัฒนาเป็นลำดับ นครรัฐกรีกได้พยายามสร้างหลักความมั่นคงร่วมกันเพื่อสันติภาพและได้มีการก่อตั้งสมาคมทางศาสนา เพื่อป้องกันมิให้เกิดสงครามแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
ส่วนพวกโรมัน การทำสัญญาต้องผ่านพวกพระ Fetialis เช่นการทำสัญญาสันติภาพบุคคลรัฐอื่นที่ทำสัญญากับโรม จะได้รับความคุ้มครอง ส่วนกฎหมายที่ใช้เฉพาะแก่คนโรมันเรียกว่า “Jus Civile” ในขณะเดียวกันโรมันมีกฎหมายอีกประเภทหนึ่งที่ใช้บังคับแก่ทุกคนไม่ว่าจะมาจากที่ใด เรียกว่า “Jus Gentium”
สำหรับกฎหมายว่าด้วยสงครามนั้น ชาวโรมแบ่งสงครามออกเป็นสงครามที่ชอบและมิชอบ สำหรับสงครามที่ชอบหรือถูกต้อง จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
1. มีการละเมิดดินแดนของโรม
2. มีการละเมิดผู้แทนทางการทูตของโรม
3. สนับสนุนรัฐที่จะทำสงครามกับโรม
4. มีการละเมิดสนธิสัญญา
แต่น่าคิด คือ เมื่อจะมีการสงครามจะมีการส่งพระ 4 รูป เป็นผู้แทนทางการทูตไปยังต่างประเทศขอให้ชดใช้ความผิดที่กระทำ มิฉะนั้นโรมจะทำสงคราม เมื่อฝ่ายศัตรูมีการยอมจำนนแล้ว จะมีการไว้ชีวิตศัตรู
กฎหมายระหว่างประเทศที่มาจากกฎหมายโรมัน

แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท
1. International public law เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดความเกี่ยวพันระหว่างรัฐต่อรัฐหรือเป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องใดที่รัฐเอกราชเป็นคู่กรณี
2. Intrnational private Law เป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเกี่ยวข้องกับเอกชนระหว่างรัฐ เช่น เอกชนของรัฐหนึ่งอาจเรียกร้องสิทธิการคุ้มครองจากกฎหมายของรัฐที่ตนไปพำนักอาศัย
การพัฒนาในสมัยกลาง
มันได้แตกสลายลงในปี ค.ศ. 476 ได้มีพวกอนารยชนเป็นพวกเผ่าชนเยอรมันได้รุกรานในเขตอาณาจักรทางเหนือ ทำสงครามด้วยความเหี้ยมโหด ไม่มีมนุษยธรรม กฎหมายก็มีเฉพาะภายในกลุ่ม ต่อมาพวกอนารยชนได้นับถือศาสนาคริสต์ และเข้าผสมกับพวกชนถิ่นเดิมในยุโรปตอนใต้ ได้ก่อตั้งอาณาจักรขึ้น อาณาจักรที่สำคัญ คือ อาณาจักรของพวกแฟรงค์ (Frank)
ในยุคกลางนี้มีลักษณะของกฎเกณฑ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศ คือ
1. กฎเกณฑ์ทางศาสนาโดยเฉพาะเกี่ยวกับสงครามและสันติภาพองค์การแห่งศาสนาศริสต์มีอำนาจ กษัตริย์และเจ้าผู้ครองนครจะเคารพเชื่อฟังกฎเกณฑ์ของพระสันตปาปา
กฎที่สำคัญคือ การพักรบที่เรียกว่า “truce of god” หมายถึง ห้ามทำการรบตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินในวันพุธ จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นในวันจันทร์
2. หลักการทำสงครามกับพวกอัศวิน พวกอัศวินมีหลักการในการต่อสู้คือ การต่อสู้ต้องมีความยุติธรรม ไม่เอาเปรียบ เช่น การลอบทำร้ายจะกระทำมิได้ ให้เกียรติสตรี ไม่ทำร้ายผู้อ่อนแอ ผู้ที่มาให้จับ หรือยอมแพ้
3. หลักเกณฑ์ทางกฎหมายจากสนธิสัญญาทางการค้า
รัฐจะไม่ริบทรัพย์สินของต่างด้าวที่มาทำการค้าขาย ในกรณีที่คนต่างด้าวถึงแก่กรรม และการพิทักษ์รักษาทรัพย์สินของชาติเป็นกลาง
การพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศ ตั้งแต่สมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยา ( The Renaissance) ในศตวรรษที่ 15 จนถึงสนธิสัญญาเวสฟาเลีย (Wersthalia) ค.ศ. 1648

สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

สนธิสัญญาเวสท์ฟาเลีย
ผลจากการปฏิรูปทางศาสนาในยุโรป และการฟื้นฟูศิลปะวิทยาในอิตาลี ทำให้สังคมยุโรปมีลักษณะผิดแผกไปจากเดิม เป็นการเริ่มยุคใหม่ในระยะนี้ สเปนเป็นประเทศที่มีอำนาจสูงสุด สเปนประสบความร่ำรวยเป็นอันมากจากการค้าระหว่างประเทศ แต่แล้วการปฏิรูปทางศาสนาได้ก่อนให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างพวกที่นับถือนิกายแคทอลิคกับพวกนับถือนิกายโปรเต็สแตนท์ ซึ่งเป็นพวกปฏิรูปจนถึงขึ้นมีการทำสงครามระหว่างกัน ในปีค.ศ. 1618-1648 (สงคราม 30 ปี) ในที่สุดก็มีการทำสัญญาสงบศึก Westphalia
ในด้านกฎหมายยามสงครามนั้น มีการก้าวหน้าไม่มากนัก มีกฎเกณฑ์ในเรื่องการรบ เป็นกฎหมายภายในรัฐ เช่น คำสั่งของจักรพรรดิโรมัน มิให้มีกองทหารทำการปล้นสะดม นอกจากจะมีคำสั่งของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง มีการให้ความคุ้มครองแก่หญิงและคนชรา
ในระยะต้นแห่งสมัยใหม่ ได้มีนักปรัชญาทางการเมืองและนักกฎหมายระหว่างประเทศหลายคน ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนากฎหมายเป็นอันมากเช่น
ฟรานซิสโก วิคตอเรีย (Francisco Victoria) (1480-1546) เป็นศาสตราจารย์ทางวิชาศาสนา แห่งมหาวิทยาลัย Salamanca ประเทศสเปน คำสอนที่สำคัญของเขา คือเรื่อง “กฎเกณฑ์แห่งสงครามที่กระทำโดยชาวสเปนกระทำโดยชาวสเปนต่ออนารยชน” เขาเสนอว่า สงครามนี้ชาวสเปนควรมีความเป็นมนุษยธรรม ไม่ควรโจมตีก่อน ควรป้องกันตนเองเท่านั้น
ฟรานซิสโก ชัวเร็ส (Francisco Suarez) (1549-1617) เป็นสาสตราจารย์ทางวิชาศาสนาแห่งราชวงศ์ Savoy ในปี ค.ศ. 1561 เขาได้พิมพ์หนังสือ On Military Metters and War เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในทางทหารและสงคราม เขาเชื่อว่า การประกาศสงครามที่ถูกต้องต้องชอบด้วยกฎหมาย หมายถึงกระทำไปโดยมีเหตุผลพอสมควร และไม่ให้มีการปฏิบัติอย่างทารุณต่อเชลยศึก และปฏิบัติต่อชุมชนในดินแดนที่ยึดครองอย่งเหมาะสม
บัลตาซา อยาลา เป็นชาวสเปน เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลทหารในสเปน เขาเขียนหนังสือ On the Law and Duties of War and Military Deiscipline ปีค.ศ. 1582 โดยให้ความเห็นว่า การทำสงครามไม่มีถูกไม่มีผิด รัฐมีสิทธิทำสงครามได้ แต่ต้องกระทำไปตามกฎเกณฑ์มีมนุษยธรรม แต่การปฏิวัติสงครามการเมือง เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ใด
อัลเบอริโก เจนติลี เป็นชาวอิตาลี เป็นบุตรของนายแพทย์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Perugia ระดับปริญญาเอกในสาขากฎหมาย ได้เป็นศาสตราจารย์วิชากฎหมายโรมันที่มหาวิทยาลัย Oxford เขาเขียนหนังสือ On the Law of War เขาถือว่าสงครามคือการต่อสู้ระหว่างกองทัพ การต่อสู้โดยเอกชนมิใช่สงคราม ส่วนในเรื่องสนธสัญญาสันติภาพนั้น รัฐที่พ่ายแพ้ในสงครามถูกบังคับให้ทำสนธิสัญญาสันติภาพ
ฮูโก กรอเทียซ ( Hugo Grotious )เป็นชาวเนเธอร์แลนด์ เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเลเดน (Leyden) จบปริญญาทางกฎหมายเมื่ออายุ 15 ปี ใน ค.ศ.1607 ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลให้เป็นอัยการ ปี ค.ศ. 1613 ได้เดินทางไปอังกฤษในฐานะผู้แทนทางการทูตของเนเธอร์แลนด์ ปี ค.ศ. 1625 ได้พิมพ์หนังสือ De Jure Belli ac Pacis เป็นหนังสือเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศโดยแยกระบบต่างหากจากศาสนา ถือว่าเขาเป็นคนแรกที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ และได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ

หลักการของกรอเทียซ พอสรุปได้ดังนี้
1. รัฐต้องอยู่ภายใต้กฎ เพื่อควบคุมพฤติกรรมถ้ามีการละเมิดถือว่าเป็นกาชญากรรมที่ต้องถูกลงโทษ
2. กฎที่ควบคุมพฤติกรรม มีที่มาสองทาง คือ กฎแห่งธรรมชาติที่ได้มาจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้าง เรียกว่า “National Law” และอีกทางหนึ่งคือ สนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เรียกว่า “Valuntary Law”