บันทึกเล่มนี้ เป็นช่วงเดือน พ.ค. – ก.ค. ๒๕๒๕ มีเนื้อหาสาระเรื่องงานเข้มข้นมาก ไม่ได้บันทึกความรู้สึก หรือชีวิตส่วนตัวเลย ตอนนั้นผมบันทึกความรู้สึก (tacit knowledge) ไม่เป็น เก่งแต่บันทึกข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ที่ผ่านการตีความแล้ว (explicit knowledge)
จากวิกฤตสู่โอกาส - การออกกำลังกาย
จำได้ว่า ช่วงนี้แหละ ที่ผมเครียดมาก นอนเตะเมียบ่อยเพราะฝันร้าย เป็นเรื่องของการต่อสู้ ผมเป็นโรค ๓ โรคอยู่เกือบปี คือแผลในกระเพาะอาหาร หวัดเรื้อรัง และนอนไม่หลับ ทั้งหมดนั้นเป็นอาการของโรคเครียดทั้งสิ้น ผมกิน Alum Milk รักษา Peptic Ulcer กิน Diazepam 5 mg ช่วยให้นอนหลับ และต้องกินยาแก้หวัดเป็นช่วงๆ บางครั้งเกิดหลอดลมอักเสบ ไอมาก ต้องจิบ M. Tussis ซึ่งมี Codeine อนุพันธ์ของมอร์ฟีนด้วย มันทำให้ง่วง จำได้ว่า บ่ายวันหนึ่งผมทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการคณะไปไอไป จิบ M. Tussis ไป และง่วงสัปหงกไป
จนวันหนึ่ง อ. หมอประเวศ มาบอกว่า “วิจารณ์ อายุ ๔๐ แล้วนะ น่าจะออกกำลังเพื่อสุขภาพได้แล้ว” และช่วงนั้นมีการรณรงค์การออกกำลังกาย โดยการวิ่งจ๊อกกิ้ง หรือขี่จักรยาน อ. หมออุดมศิลป์ (ศรีแสงนาม) ไปพูดทั่วประเทศ รวมทั้งที่หาดใหญ่ด้วย (ที่ มอ.) ผมไปฟังอย่างตั้งใจ อ. หมออุดมศิลป์เป็นนักพูดที่จับใจแค่ไหนเป็นที่รู้กัน
ผมซื้อหนังสือแนะนำวิธีวิ่งมา ๒ เล่ม อ่านจบใน ๑ – ๒ วัน แล้วไปซื้อรองเท้ามาออกวิ่งในตอนตีห้าของเช้าวันหนึ่ง อากาศใน มอ. หาดใหญ่ดีจริงๆ บรรยากาศและสถานที่ก็เหมาะต่อการวิ่งออกกำลังกาย จำได้ว่าวันแรกวิ่งไป ๒๐ ก้าวก็หมดแรงแล้ว ต้องเดิน พอหายหอบก็วิ่งต่อ จนครบ ๓๐ นาที ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ผมก็วิ่งได้ปร๋อ และการวิ่งออกกำลังก็กลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ผมทำสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน หรือเดินทาง ในประเทศหรือต่างประเทศ
เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการ
ทบทวนบันทึกแล้ว ผมเกิดความรู้สึกว่า การทำหน้าที่คณบดี มองอีกมุมหนึ่ง คือการเข้าโรงเรียนด้านการบริหารจัดการนั่นเอง โดยที่ได้เรียนทั้งภาคปฏิบัติ และปริยัติ ส่วนปฏิเวธนั้น จะตามมา ปฏิเวธ (ผลของการปฏิบัติ) นี้ มันมีทั้งผลทันใด กับผลระยะยาว ผมได้เรียนรู้ในภายหลังว่าปฏิเวธ ๒ แบบนี้ต่างกัน ต่อมาในปี ๒๕๓๒ ผมได้รับปฏิเวธทันใดเป็นความล้มเหลวเจ็บปวด แต่ได้รับปฏิเวธระยะยาวเป็นความสำเร็จในการปูรากฐานองค์กร ได้รับการยอมรับในฝีมือการบริหารจัดการแนวพัฒนาเพื่ออนาคต
จัดการอบรม CPR
ช่วงนั้นมีการอบรม CPR – Cardiopulmonary Resuscitation (การช่วยชีวิต หรือฟื้นชีวิต) แก่แพทย์และพยาบาลอย่างเข้มข้นมาก ผมบันทึกไว้ว่าวันที่ ๓ พ.ค. ๒๕๒๕ จัด ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป วิทยากรคือ พ.ญ. พันธุ์ทิพย์ สงวนเชื้อ, พ.ญ. วิไลวรรณ สุวิหาร, พ.ญ. มยุรี วศินานุกร เรามีแผนว่าจะอบรมเป็นรุ่นๆ ติดต่อกันจนทุกคนในคณะผ่านการอบรมหมด หมออมราเป็นวิทยากรสำคัญคนหนึ่ง และผมก็ได้เข้ารับการอบรมด้วยในรุ่นหลังๆ ทักษะ CPR ที่มีกันทุกคนในคณะนี้ ต่อมาจะช่วยชีวิตคนไว้ได้หลายคน
ออกหน่วยบริการเคลื่อนที่
วันที่ ๓ พ.ค. ๒๕๒๕ เรา “ออกหน่วยพยาธิ ๒๐๐ ปี” ที่ศาลาจอมหรำสามัคคี บ้านจอมหรำ หมู่ ๑ ต. คลองหอยโข่ง อ. หาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่สีชมพู งานนี้มีการร่วมมือกันกับทางเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ผมจดไว้ว่าเจ้าหน้าที่ของ สสอ. หาดใหญ่ ชื่อคุณผลดี แก้วสม (พยาบาล) และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของตำบลมาร่วมทำงานด้วย ที่นั่นไม่มีไฟฟ้า เราต้องเอาเครื่องปั่นไฟไปใช้เพื่อตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิ ส่องกล้องให้ชาวบ้านเห็นกันจะจะเลย เป็นการให้สุขศึกษาแบบให้เห็นด้วยตาของตนเอง ผมจำได้ว่าเราได้รับการสนับสนุนยาถ่ายพยาธิ (Quantrel) จากบริษัท Pfizer โดยพี่พยุรี สรสุชาติ ซึ่งเป็นผู้จัดการ พี่พยุรี เป็นภรรยา นพ. อาคม สรสุชาติ และเป็นแม่ของคุณอรรคพล สรสุชาติ ที่เป็นนักการเมืองมีชื่อในขณะนี้ พี่พยุรีเป็นคนสวยและมีวาจาไพเราะอัธยาศัยดีมาก ผมบันทึกไว้ว่าชาวบ้านเข้าใจผิดว่าพยาธิเป็นเฉพาะเด็กๆ ไม่คิดว่าผู้ใหญ่ก็เป็น คือเขาเคยเห็นเฉพาะพยาธิไส้เดือน ไม่รู้ว่ามีพยาธิปากขอ ที่ไม่เห็นตัว แต่กินเลือดจนเป็นโรคเลือดจาง ผอมแห้งแรงน้อย เราทำงานครึ่งวันก็เสร็จ มีคนมาตรวจ ๓๔ คน พบไข่พยาธิในอุจจาระ ๕ คน เราให้คนที่ตรวจพบพยาธิกินยา Quantrel เลย ใช้เวลาครึ่งวันก็เสร็จ ทีมที่ไปมี ๘ คนรวมทั้งผม กำลังหลักมาจากหน่วยเวชศาสตร์ชุมชน
การออกหน่วยแบบนี้ ผมทำมาก่อนเป็นคณบดี จนเคยชินและชำนาญ เป็นกึ่งบริการ กึ่งวิจัย
การสัมมนาด้านการบริหาร
๗ – ๙ พ.ค. ๒๕๒๕ มีการสัมมนาการบริหารมหาวิทยาลัย ที่ภูเก็ต จัดที่คุรุสัมมนาคาร วค. ภูเก็ต พักที่โรงแรมมนตรี วิทยากรได้แก่ รศ. นพ. ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ อธิการบดี, ดร. วิชัย รัตณากีรณวรณ์ วค. พระนคร, อ. อารี รังสิโยกฤษณ์, ดร. ถวิล เกื้อกูลวงศ์ (ศึกษาศาสตร์ มศว.), คุณพึงพิศ ตีรกานนท์, อ. ทวี ธนตระกูล, ดร. ชวลิต ศิริภิรมย์, อ. กมล ส่งวัฒนา นี่คือภาคปริยัติของการบริหารมหาวิทยาลัย ที่ผมเรียนรู้อย่างตื่นตาตื่นใจและจดไว้อย่างละเอียด แถมยังบันทึกผลการประเมินการประชุมที่ผมประเมินกับตนเองด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้ผมจะเรียกว่า ทำ AAR
หลังจากนี้ผมจัดการสัมมนาทำนองนี้ในคณะแพทย์บ่อยมาก โดยเชิญวิทยากรมาจากหลายแหล่ง
เอาใจใส่เรื่องใหญ่
โชคดีจริงๆ ที่ในตอนนั้นคล้ายๆ เทพยดาดลใจ ให้ผมไม่เอาใจใส่เรื่องจุกจิก ซึ่งมีมากมาย เช่นความขัดแย้งระหว่างคน การลักขะโมย การเล่นการเมืองภายในหน่วยงาน ครั้งหนึ่งหัวหน้าฝ่ายการพยาบาล (อ. พรจันทร์) มาฟ้องว่า อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดว่า “นศพ. เป็นเจ้านายของพยาบาล ถ้าไม่มี นศพ. พยาบาลก็ไม่มีที่ทำงาน” รวมทั้งความขัดแย้งจุกจิกอื่นๆ อีกมากมาย ผมรับฟังและจดเสียด้วย คนมาฟ้องก็สบายใจ เพราะเขาเองก็รับความร้อนจากผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เมื่อเขาเอามาถ่ายให้คณบดี และคณบดีก็มีท่าทีรับรู้เสียด้วย เขาก็สบายใจ โชคดีที่คณบดีไม่บ้าจี้เอาความร้อนไปจุดไฟ สมุดบันทึกมันช้วยดูดซับความร้อนได้ดีจริงๆ
สงขลานครินทร์เวชสาร
ในช่วงนี้เราเตรียมจัดทำ “สงขลานครินทร์เวชสาร” โดยผู้ผลักดันหลักคือ นพ. สุเมธ พีรวุฒิ กับ นพ. พิเศษพงศ์ ปัทมสุคนธ์ ผมมีบันทึกชื่อเรื่องและผู้เขียนที่จะลงพิมพ์ในฉบับที่ ๑ ด้วย
วางรากฐานวัฒนธรรมองค์กรเรียนรู้
จำได้ว่า ผมตั้งหลักการหรือจุดเน้นในการบริหารคณะแพทย์ไว้ว่า จะวางรากฐานหรือสร้างวัฒนธรรมองค์กรไว้ ถ้าพูดตอนนี้ก็คงว่า “ให้เป็นองค์กรเรียนรู้” แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำนี้ ผมจึงตั้งใจไว้ว่าจะสร้างคน เน้นพัฒนาคน และจะวางระบบให้เป็นระบบที่มีคุณธรรม คุณภาพประสิทธิภาพ ป้องกันการรั่วไหลได้ ทางมหาวิทยาลัยจัดสัมมนาอบรมข้าราชการสายสนับสนุนระดับผู้บังคับบัญชา ๖ – ๙ พ.ค. ๒๔๒๕ แล้วเอาผลการประเมินมาพิจารณา โดยประธานคือ รศ. ดร. วิมลยุตต์ วรรณสว่าง รองอธิการบดี ผมบันทึกไว้ว่า วิทยากรพูดแบบ theory-oriented มากเกินไป ควรพูดแบบ problem-oriented ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้ผมคงจะเสนอให้จัดโดยเน้น ๓ แบบอย่างสมดุลกัน แบบที่ ๓ คือ success-oriented คือเอาความสำเร็จมาเล่าเรื่องแบบ storytelling เพื่อ ลปรร. วิธีการทำงานแบบซับซ้อน
เป้าหมายจริงๆ ในเชิงผลงาน คือ บัณฑิตที่มีทั้งความสามารถและคุณธรรม และบริการผู้ป่วยที่เป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้บริการ รวมทั้งมีผลงานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับ และใช้ในการแก้ปัญหาสุขภาพได้ จะสังเกตว่า ผมมอง “กระบวนการ” หรือ “เครื่องมือ” (means) เป็นเป้าหมายด้วย คือมองการพัฒนาคนและพัฒนาระบบเป็นเป้าหมายด้วย เป็นวิธีคิดที่มาจากเทวดาบันดาลใจ แหวกแนวไปจากที่เขาคิดๆ กันในสมัยนั้น ซึ่งมีทั้งคุณและโทษ คุณคือประโยชน์ต่อหน่วยงาน เป็นการวางรากฐาน โทษคือทำให้ผมเครียดจัด และฝืนความรู้สึกคนส่วนใหญ่
การประชุม
คณบดีมีหน้าที่ประชุม ที่สำคัญและมีวาระประชุมสม่ำเสมอคือ การประชุมสภามหา วิทยาลัย ประชุมวิทยาเขต ประชุมคณบดี ประชุม อกม. ประชุมคณะกรรมการคณะ ประชุมคณะกรรมการโรงพยาบาล ประชุมคณะกรรมการเภสัชกรรม ประชุมแพทยสภา ประชุมความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ประชุมคณะแพทย์ส่วนภูมิภาค (๓ – ๔ เดือนครั้ง หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ)
พอผมเริ่มรู้เรื่องของแต่ละการประชุม และรู้ว่าการประชุมครั้งใด ช่วงใด ไม่ค่อยมีเรื่องสำคัญ ผมก็ส่งรองคณบดีเข้าประชุมแทน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ด้วย และเพื่อประหยัดเวลาของผม เอาเวลาไปทำเรื่องสำคัญ ซึ่งมีล้นมือ หนักๆ เข้า ก็มีเสียงว่า ผมไม่ค่อยเข้าร่วมประชุมคณบดี วิทยาเขต อกม. อธิการบดีมาบอกผมว่าขอให้เข้าประชุมบ้าง ผมตอบว่าถ้าจัดวาระประชุมให้มีเรื่องสร้างสรรค์กว่านี้ผมก็จะเข้าเอง เอามาเล่าเป็นการสารภาพบาป ว่าในขณะนั้นผมเป็นคนไม่สุภาพ ไม่รักษาน้ำใจ โชคดีที่ท่านอธิการบดีไม่โกรธ ไม่ถือโทษ อาจเป็นเพราะท่านเห็นผมทำงานเอาจริงเอาจังมาก ท่านคงคิดว่าผมพูดแบบคนเครียด ซึ่งก็น่าจะจริง
ความเสมอภาค
ความยากลำบากของคณะแพทย์ ในมหาวิทยาลัยภูมิภาค มีมากกว่าในกรุงเทพ เพราะคณะแพทย์มีความจำเป็นต้องมีทรัพยากรสนับสนุนมาก อาจารย์แพทย์จะ benchmark สิ่งเหล่านี้กับคณะแพทย์ในกรุงเทพที่เขาไปฝึกอบรมมา แต่คณาจารย์คณะอื่นๆ ต้องการให้ benchmark กันเองภายในมหาวิทยาลัย “เพื่อความเสมอภาค” วันที่ ๑๔ มิ.ย. ๒๕๒๕ มีการประชุมเรื่องระบบหอสมุดวิทยาเขตหาดใหญ่ ผู้เข้าประชุมหารือมี รองฯ วิมลยุตต์ เป็นประธาน รศ. วิสิทธิ์ ผอ. สำนักหอสมุด คุณวรนุช เตียวตระกูล หัวหน้าห้องสมุดคณะแพทย์ และผม รองฯ วิมลยุตต์ เปิดการประชุมว่า การประชุมนี้เพื่อหาทางแก้ปัญหา pressure ที่คณะต่างๆ ต้องการให้มีความเสมอภาค ผมบันทึกไว้ว่า ผมเสนอหลักการ ๔ ข้อ
1. ต้องยอมรับความแตกต่าง เริ่มโดยยอมรับความแตกต่าง
2. ให้ตกลงกันในแง่ปฏิบัติ ไม่ใช่หลักการ
3. ขอให้ตกลงระหว่างคณะแพทย์ และ สนอ. ในแง่นโยบายก่อน แล้วให้ฝ่ายปฏิบัติรับไปแจงรายละเอียด
4. Medical Faculty develop มากับ Medical Library เราเข้าใจกันมากกว่า และเรามี sophistication มากกว่า
ผมบันทึกข้อตกลงไว้ด้วย แต่จะไม่เอามาเล่า โดยสรุปคือ มีการประนีประนอมกัน พบกันครึ่งทาง
ความร่วมมือกับคณะอื่นๆ ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คณะแพทย์มีโรงพยาบาล เป็นทรัพยากรใหญ่ ดังนั้นคณะอื่นๆ ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ จึงต้องการเข้ามาร่วมใช้ทรัพยากรนี้ด้วย ในรูปแบบต่างๆ การเจรจาความร่วมมือกับคณะเหล่านี้จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ผมคิดย้อนหลังว่า ในสมัยนั้นผมยังใจไม่กว้างพอ แต่ก็มีปัจจัยจากการเมืองภายในคณะมาเป็นแรงกดดันด้วย ตอนนี้ผมมองแบบคนแก่ว่า การฝึกอบรมแพทย์ ควรเน้นสร้างความมีใจกว้าง และการทำงานเป็นทีมร่วมกับวิชาชีพอื่นๆ
การประชุมคณะแพทยศาสตร์ส่วนภูมิภาค
วันที่ ๒๑ – ๒๓ มิ.ย. ๒๕๒๕ มีการประชุมคณะแพทย์ภูมิภาคที่เชียงใหม่ โดยคณะแพทยศาสตร์ มช. เป็นเจ้าภาพ ผมบันทึกไว้อย่างละเอียดมาก
ทีมจาก คณะแพทย์ มอ. มี ๖ คน คือ ผศ. นพ. นิรันดร์ เกียรติศิริโรจน์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร, ผศ. นพ. อุดม ชมชาญ รองคณบดีฝ่าย รพ. และ ผอ. รพ., พญ. สุรางค์ พันธุ์ฟุ้ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ, ผศ. นพ. ธวัชชัย เชื้อประไพศิลป์ รองคณบดีฝ่ายสวัสดิการ และ อ. กองสิน คติการ รองหัวหน้าฝ่ายการพยาบาล เราเดินทางโดยเครื่องบิน ส่วนทีม มข. เดินทางโดยรถตู้
เรื่องที่นำมาเสนอเชิงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และปรึกษาหารือกันได้แก่
◊ การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน เสนอโดย มช. ซึ่งมีประสบการณ์มาก่อนหลายปี มข. กับ มอ. เป็นฝ่ายซักถามเรียนรู้ มีการลงรายละเอียดมาก ทุกแง่มุม เชื่อมโยงไปยังหลักการการผลิตแพทย์เฉพาะทาง และแพทย์ GP ของประเทศ มีการอภิปรายโต้แย้งเรื่องการจำกัดจำนวนแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้มีแพทย์ทั่วไป (GP) ในสัดส่วนที่สูง อันจะเป็นลู่ทางบรรลุ HFA/PHC ซึ่งเวลานี้เห็นได้ชัดเจนว่าแนวคิดนี้สู้กระแสแพทย์เฉพาะทางไม่ได้ ใช้เวลาตลอดครึ่งวันเช้าของวันแรก ศ. นพ. ชาญ บอกว่าเรื่องเหล่านี้พูดได้มาก แต่ทำได้น้อย เพราะ อจ. แพทย์มีอิสระมาก การยอมรับปฏิบัติตามนโยบายขององค์กรมีน้อย
◊ บทบาทของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ที่มองว่าเป็นส่วนยอดของปิรามิด บริการสุขภาพ ที่เรียกว่า Tertiary Care สมัยนั้นเกือบจะเรียกได้ว่า รรพ. ผูกขาดการเป็น Tertiary Care แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปมาก คือยอดปิรามิดมันกว้างและมีความหลากหลายขึ้นอย่างที่กล่าวได้ว่าตอนนั้นเรานึกไม่ออกเลยว่าใน ๒๕ ปีให้หลัง บริการของ รพ. เอกชนจะกลายเป็น Tertiary Care ที่คุณภาพอาจจะดีกว่าของโรงเรียนแพทย์
◊ สวัสดิการ โดยเฉพาะเรื่องบ้านพัก สาธารณูปโภค สวัสดิการโรงเรียนของลูก
◊ โครงการแพทย์ชนบท
◊ ปกิณกะ
ผู้เข้าร่วมประชุมหลักๆ ของ มช. ได้แก่ ศ. นพ. ตะวัน กังวานพงศ์ เข้าใจว่าตอนนั้นท่านเป็นอธิการบดี, ศ. นพ. อาวุธ ศรีสุกรี เข้าใจว่าเป็นคณบดี, ศ. นพ. ชาญ สถาปนกุล อดีตคณบดี, รศ. นพ. พงษ์ศิริ ปรารถนาดี, รศ. นพ. กำจัด สวัสดิโอ, ผศ. นพ. เกษม วัฒนชัย, ผศ. พญ. บุญหลง ศิวะสมบูรณ์, นพ. ธรรมเนียม, ผศ. นพ. ปิยะ เนตรวิเชียร, รศ. พญ. พาณี
ของ มข. ได้แก่ ศ. นพ. กวี ทังสุบุตร อธิการบดี, รศ. นพ. วันชัย วัฒนศัพท์ คณบดี, ผศ. นพ. สุชาติ อารีมิตร ผอ. รพ., รศ. ดร. เกษม ปราบริปูตลุง รองอธิการบดี
การประชุมคณะแพทยศาสตร์ส่วนภูมิภาคครั้งนี้ ได้รับประโยชน์มาก ได้เรียนรู้เรื่องลึกๆ ทั้งในเชิงหลักการ วิธีการ และข้อจำกัด ทีมงานของผมเป็นคนใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์ เราจึงได้เรียนรู้มาก
ความขัดแย้งระหว่างสภาคณาจารย์กับสภามหาวิทยาลัย
ผมบันทึกรายละเอียดของการประชุมสภามหาวิทยาลัย วันที่ ๑๐ ก.ค. ๒๕๒๕ ไว้อย่างละเอียดมาก แสดงความขัดแย้งระหว่างสภาคณาจารย์กับสภามหาวิทยาลัย ในกรณีการสรรหาและแต่งตั้งอธิการบดี ซึ่ง รศ. นพ. ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ ได้รับแต่งตั้งจากสภาด้วยคะแนนเสียง ๒๒ : ๓ : ๔ (เห็นด้วย, ไม่เห็นด้วย, ไม่ออกเสียง) เมื่อจบวาระนี้แล้วนายกสภาฯ (คุณโอสถ โกศิน) ก็เสนอเรื่องของนายกสภาฯ มีรายละเอียดชัดเจน โดยสาระคือสภาคณาจารย์วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่มี อ. ทวี ธนะตระกูล เป็นประธาน ออกแถลงการณ์คัดค้านการดำเนินการสรรหาอธิการบดีของสภามหาวิทยาลัย โดยสภาคณาจารย์เรียกร้องให้มีการหยั่งเสียง มีการให้ข่าว นสพ. มีการขู่ว่าหากสภามหาวิทยาลัยไม่ทำตาม อาจมีการหยุดงานหรือเดินขบวน
ท่านโอสถ โกศิน เป็นนักกฎหมาย เป็นมวยหลัก เสนอเอกสารและข้อมูลรัดกุมถึง ๗ ข้อ และลงท้ายว่า ทั้งหมดนี้แสดงว่ามีผู้คิดร้ายต่อมหาวิทยาลัย ต้องหาทางป้องกัน
อ. ทวี ธนะตระกูล ประธานสภาคณาจารย์ วข. หญ. แจ้งที่ประชุมว่าตนเองลำบากใจ ไม่ได้ดำเนินการคนเดียว ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว แต่มาจากแรงกดดันของสภาคณาจารย์ของแต่ละคณะ ตามเอกสารที่มีการเข้าชื่อ
มีการอภิปรายกันกว้างขวาง คนอภิปรายสุดท้ายและมีน้ำหนักมากคือ ศ. นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว ท่านกล่าวว่า “มานั่งในสภานี้มา ๖ ปีแล้ว รักสถานที่นี้ ‘สงขลานครินทร์’ เป็นคำที่มีความหมายต่อแพทย์ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว อย่านำออกไปจากห้องนี้ ถ้าไม่เข้าใจกันจะเสียหายต่อมหาวิทยาลัยอย่างยิ่ง ขอให้อโหสิซึ่งกันและกัน อย่าเอาเรื่องที่หมองใจกันออกไปนอกห้องนี้ อย่านึกเป็นเรื่องใหญ่โต จะเกิดผลเสียหาย ขอให้นึกว่าเป็นเรื่องลิ้นและฟัน อนาคตของ มอ. อยู่ในกำมือเราทุกคน หากมีคนเอาเรื่องออกไปจากห้องนี้ จะขอลาออก”
ผมลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว ได้อ่านใหม่และเทียบกับสภามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของ ม. มหิดลที่ผมเป็นนายกสภาอยู่ สภาพแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนมหาวิทยาลัยเคารพและให้เกียรติสภามหาวิทยาลัยมาก และสภาคณาจารย์ก็ทำตัวเป็น “ฝ่ายร่วมมือ” อย่างมีจุดยืน ไม่ใช่ฝ่ายค้าน
การพัฒนาระบบ
ระบบพัสดุ เราเชิญทีมของสำนักงบประมาณมาช่วยวางระบบ นำโดยคุณเสริมสุข ชลวาณิช ซึ่งภายหลังเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรอง ผอ. สำนักงบประมาณ
ระบบการเงิน บัญชี เราเชิญ อ. ประพันธ์ ศิริรัตน์ธำรง จากกรมบัญชีกลางมาช่วยวางระบบ
ระบบสารบรรณ อ. หมอประเวศ แนะนำ พ.อ. ถวัลย์ มาให้คำปรึกษา
ระบบการบริหารทั่วไป เราจัดการสัมนา/ฝึกอบรมผู้บริหารและข้าราชการะดับหัวหน้างานบ่อยมาก
วิจารณ์ พานิช
๑๕ เม.ย. ๕๑