...พวกเจ้าจงรับรู้ไว้ว่า ฉันเองก็กำลังจะตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากพวกเจ้าหรอก สนามเด็กเล่นของฉันในอดีตกำลังจะกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรม บ้านของฉันกำลังจะถูกรื้อย้าย เพราะอยู่ในแนวท่อก๊าซ ที่ผู้หวังดีต่อบ้านเมือง(แต่ปาก) ได้กะเกณฑ์เอาไว้ ฉันได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า จุดจบชะตากรรมของฉันคงจะไม่เหมือนพวกเจ้า...

       ในสังคมของโลกปัจจุบัน จะมีสักกี่คนในแวดวงของคนที่รับเงินเดือนจากนายจ้างทุกวันสิ้นเดือน ทีมีโอกาสทานอาหารเช้าคนเดียวในห้องทำงาน ท่ามกลางแมกไม้ยืนต้นเขียวขจี คละเคล้าเสียงนกร้อง บางวันเป็นเสียงนกเขา บางวันเป็นเสียงนกกระจิบ บางวันก็คละเคล้ากันไป จนฉันแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงนกอะไร ปากก็เคี้ยวอาหารไปเรื่อยๆ  นับ หนึ่ง สอง สาม ....ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงห้าสิบ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ทันถึงห้าสิบ อาหารในปากก็ไม่เหลือให้เคี้ยวอีก มือก็ต้องทำหน้าที่ต่อ ตักอาหารใส่ปาก ทีละคำ ทีละคำ สมองก็นับ หนึ่ง สอง สาม ตามจังหวะการเคี้ยว ซึ่งฉันเองก็จำไม่ได้ว่าเคยอ่านจากตำราสุขภาพเล่มไหน ในขณะเดียวกันสายตาก็สอดส่องเพื่อค้นหาต้นกำเนิดของเสียงว่า  เจ้านกตัวน้อยที่กำลังส่งเสียงเกาะอยู่ที่กิ่งไม้ ต้นไหน แทนที่จะเจอเจ้านกน้อย ถ้าทอดสายตาไปไกลหน่อยจะเจอต้นตะแบกออกดอกสีม่วงเต็มต้น  ราวกับทุ่งซากุระที่ฉันเคยอ่านในนิยายญี่ปุ่น  เนื่องจากห้องทำงานฉันอยู่ชั้นสองซึ่งเป็นระดับของทรงพุ่มไม้พอดี  ถ้าหลบสายตาต่ำลงอีกนิดจะเจอต้นราชพฤกษ์ออกดอกสีเหลือง ถ้าลดสายตาต่ำสุดลงมาบนโต๊ะอาหารจะเจอข้าวสีแดงสดใสอยู่ในจานสีครีม  เพราะเป็นข้าวสังหยดที่ว่ากันว่าเป็นสุดยอดของข้าว ข้างๆมีจานผักต้มสีเขียวคลุกกับเต้าเจี้ยว และยำกุ้งนาตัวเล็กๆซึ่งหาซื้อจากตลาดข้างบ้านที่คนขายเก็บมาเองจากนา

       บางขณะ !!!  จิตใจก็ล่องลอยไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ฉันคิดถึงบ้านถิ่นเกิด คิดถึงวันก่อนๆ สถานที่เก่าๆ และคนแก่ๆ ที่ล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา  คิดถึงสมัยเด็กๆที่ฝูงลิงฝูงใหญ่ลงมาหาอาหารที่สวนหลังบ้าน บ้างก็อุ้มลูกตัวเล็ก  ฉันกับเพื่อนๆพากันวิ่งตามฝูงลิงที่ห้อยโหนไปตามกิ่งไม้ โดนแม่ลิงตะคอกใส่ก็วิ่งหนีกลับ  สักระยะก็วิ่งกลับไปหาพวกมันอีก เพียงเพื่ออยากดูเจ้าตัวน้อยที่แม่ของมันอุ้มอยู่  คิดถึงตัวชะมดที่ปักษ์ใต้บ้านฉันเรียกว่า มูสัง ต้นเหตุที่ทำให้ฉันตื่นกลางดึก  เพราะมันมาโขมยไก่ในเล้าใต้ถุนบ้านไปกิน  พ่อต้องลงไปไล่มันแต่ก็ไม่ทันการมันลากไก่เข้าป่าไปแล้ว  คิดถึงค้างคาวแม่ไก่ที่ตัวเท่าแม่ไก่สมชื่อ ห้อยโตงเตงอยู่ที่ต้นสะตอ  ฉันจำได้ว่าอายุเจ็ดแปดขวบ ไปเป็นเพื่อนคุณแม่กรีดยางตอนกลางดึก  คุณแม่ก่อกองไฟแล้วให้ฉันนั่งข้างกองไฟ  จนกว่าคุณแม่จะกรีดยางบริเวณนั้นหมด แล้วจึงย้ายไปที่ใหม่ แล้วก่อไฟกองใหม่ ไปอย่างนี้เรื่อยๆ  จนกว่าจะสว่างหรือกรีดยางเสร็จ  บางครั้งฉันเผลอหลับ มีไก่ป่าซึ่งบ้านฉันเรียกว่า "ไก่เถื่อน" เข้ามาใกล้ๆบริเวณที่ฉันนอนอยู่ ฉันตกใจตื่นตะโกนเรียกแม่ แม่ต้องกลับมาหาฉันก่อน แล้วจึงไปกรีดยางต่อ วันดีคืนดีมีเสียงโฮกๆมาแต่ไกล ฉันถามแม่ว่าเสียงอะไร แม่บอกว่าคงเป็นเสือมั้ง แต่ฉันจำไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่กลัวเสือ

       ตอนเด็กๆสนามเด็กเล่นของฉันคือ ป่าหลังบ้าน ป่าจริงๆ ป่ารกชนิดที่หมูหมากาไก่ ไม่สามารถเดินเข้าไปได้ พวกเรา หมายถึงฉันกับเพื่อนถือมีดไปคนละเล่ม แหวกเข้าไปในป่ารกแล้วถางให้เตียน ขนาดพอที่เด็กสองสามคนนั่งเล่นได้ หักกิ่งไม้มาปูเป็นพื้น  หากระดาษสีพับเป็นตัวสัตว์ห้อยไว้ที่กิ่งไม้ซึ่งเป็นหลังคาเป็นการตกแต่งบ้าน ข้างๆจะมีบ้านของเพื่อนคนอื่นอีก แล้วตะโกนคุยกันโหวกเหวก  สมัยก่อนบ้านฉันเวลาชาวบ้านไปหาปลา กลับมาจากหาปลาเขาจะแบ่งกันเป็นปิ๊บๆ คือใช้ปิ๊บตวงคนละปิ๊บสองปิ๊บว่ากันไป ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้คงได้หลายเงิน พอดีเส้นทางกลับบ้านของเขาผ่านหน้าบ้านฉันซึ่งมีบ่อน้ำอยู่ข้างทาง  บ่อยครั้งที่ฉันได้ส่วนแบ่งจากการไปนั่งดูผู้ใหญ่เขาทำงานกัน

       ฉันนั่งกินข้าวแบบเหม่อลอย จนเลยเวลาอาหารเช้ามาพอสมควร แต่ไม่เป็นไรยังไม่ถึงเวลาทำงาน ฉันลุกขึ้นไปปิดประตู ปิดหน้าต่าง เปิดแอร์ กลับมาสู่สภาวะปกติ  สู่ความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน โลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน สังคม บ้านเมือง จะเป็นอย่างไรในภายภาคหน้า ลูกหลานจะอยู่กันอย่างไรไม่เกี่ยว ขอให้ฉันได้ไว้ก่อน เสือที่ฉันเคยได้ยินเสียง มูสังที่เคยทำให้ฉันตื่นกลางดึก ไก่ป่าที่ทำให้ฉันตกใจ ฝูงลิงที่อยู่ในความทรงจำของฉัน รวมทั้งค้างคาวแม่ไก่ พวกเจ้าล้มหายตายจากไม่มีแผ่นดินจะอยู่  เพราะโดนมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐแย่งที่อยู่อาศัย  นกน้อยที่มาจับกลุ่มกันอยู่ข้างห้องทำงานฉัน  ก็โดนห้างดอกบัวของฝรั่งตาน้ำข้าว ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไล่ที่มา พวกเจ้าจงรับรู้ไว้ว่า  ฉันเองก็กำลังจะตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากพวกเจ้าหรอก สนามเด็กเล่นของฉันในอดีตกำลังจะกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม บ้านของฉันกำลังจะถูกรื้อย้าย เพราะอยู่ในแนวท่อก๊าซที่ผู้หวังดีต่อบ้านเมือง(แต่ปาก) ได้กะเกณฑ์เอาไว้ ฉันได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า จุดจบชะตากรรมของฉันคงจะไม่เหมือนพวกเจ้า

       แต่ถึงแม้สังคมภายนอกจะสับสนวุ่นวายเพียงใด แต่สังคมในใจฉันมันกลับสงบนิ่ง เพราะมีธรรมมะคอยดูแล รู้จักปล่อยวางในเรื่องร้ายๆที่ผ่านเข้ามา จนบางครั้งทำให้ฉันกลายเป็นคนเฉยชาไปโดยไม่รู้ตัว  ส่วนร่างกายของฉันก็ยังอยู่เย็นเป็นสุขดีอยู่ เพราะได้ใช้แนวทางที่แอบอิงกับธรรมชาติให้มากที่สุด หลายปีแล้วที่ฉันได้เดินตามเส้นทางนี้  ทางที่ฉันพบโดยบังเอิญ บังเอิญที่พ่อของฉันล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งและท่านก็จากไปในขณะที่ลูกหลานยังไม่ทันได้ทดแทนบุญคุณมากนัก ท่านเป็นไม้ใหญ่ที่เจริญเติบโตด้วยปุ๋ยเคมีมาตลอด จึงไม่มีความต้านทานต่อโรคและแมลง  ประกอบกับสังขารก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา และโดนกระหน่ำซ้ำเติมด้วยโรคร้าย  ถึงเป็นไม้ใหญ่เพียงใดก็ไม่อาจต้านทานได้  แต่ถึงอย่างไรฉันก็ยังเป็นคนโชคดีอยู่นั่นเอง เพราะเส้นทางสายนี้ฉันไม่ได้เดินคนเดียว ยังมีแม่อีกหนึ่งชีวิต ที่เราจะเดินไปด้วยกัน เราจะเป็นไม้ใหญ่ที่เจริญเติบโตด้วยปุ๋ยธรรมชาติ 

       เขาว่ามนุษย์เราเกิดมาจากดิน  ดินเป็นธรรมชาติ ในเมื่อเรามาจากธรรมชาติ เราก็ต้องอยู่แบบธรรมชาติ จะได้ตายอย่างธรรมชาติ นั่นก็คือแก่ตาย เราจะไม่ยอมให้เพลี้ย หนอน ชอนไช หรือโรคร้ายอื่นใดมาทำร้ายเราได้ เว้นเสียแต่ว่า เป็นลิขิตจากพระเจ้าเท่านั้น

       อามีน  อามีน  อามีน