ในอดีต “กฏหมายระหว่างประเทศ(International Law)” นี้ถูกเรียกว่า "กฎหมายนานาชาติ" ที่เรียกว่า "Law of Nations" ในภาษาอังกฤษ หรือ "Droit des gens" ในภาษาฝรั่งเศส
กฏหมายระหว่างประเทศเป็นกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายโดยแท้ (positive Law) แต่กฏหมายระหว่างประเทศมีแนวโน้มที่หลากหลาย กล่าวคือ กฎเกณฑ์แห่งกฎหมายนี้อาจจะมีลักษณะเป็นกฎหมายที่ใช้โดยศาล กล่าวคือ มีแบบพิธีทางกฎหมายที่เคร่งครัด หรืออาจจะเป็นกฎหมายที่ใช้โดยองค์กรทางการเมือง กล่าวคือ ไม่มีแบบพิธีทางกฎหมายที่เคร่งครัดนัก จึงยืดหยุ่นมากกว่า
นางสาวกมลวรรณ กันทรส ลำดับที่ 65 ผู้สร้าง
นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกอธิบายว่า กฏหมายระหว่างประเทศ ก็คือกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายทั้งปวงที่ใช้บังคับ “โดยตรง” ต่อ “รัฐ” ดังนั้น กฏหมายระหว่างประเทศในยุคเดิมจึงยอมรับเพียงแต่รัฐเท่านั้นที่มีสถานะเป็น “บุคคลในกฏหมายระหว่างประเทศ (Person of International Law” หรือ “ผู้ทรงสิทธิในกฏหมายระหว่างประเทศ (Subject of International Law)”
แต่กฏหมายระหว่างประเทศจะมีผลโดยอ้อมต่อบุคคลอื่น “เมื่อรัฐที่เกี่ยวข้องยินยอม” ซึ่งโดยข้อเท็จจริง กฏหมายระหว่างประเทศหลายลักษณะมีผลต่อบุคคลอื่นได้อีก อันได้แก่ (๑) ต่อองค์การระหว่างรัฐบาล (Inter – Governmental Organization or IGO) หรือ (๒) ต่อปัจเจกชน (Individual) กล่าวคือบุคคลที่ไม่มีสถานะเป็นรัฐ ซึ่งมักเรียกกันว่า “ภาคเอกชน (Private Sector)”
นักรัฐศาสตร์สมัยใหม่จึงยอมรับว่า บุคคลทั้งหมดอาจมีสถานะเป็นทั้งบุคคลและผู้ทรงสิทธิ์ในกฎหมายระหว่างประเทศ หากกฏหมายระหว่างประเทศได้รับรองสิทธิหน้าที่ตลอดจนความสามารถของบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงว่า สิทธิหน้าที่และความสามารถดังกล่าวจะบังเกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม