สี่วันสุดท้าย

 

     เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ของพระธรรมทูตไทยที่อินเดีย ที่มีความปรารถนาจะให้ พุทธศาสนากลับคืนสู่แผ่นดินแม่ หลังจาก พ.ศ๑,๗๐๐ พุทธศาสนา ก็ถูกล้มล้าง ให้หายไปจากประเทศอินเดีย ภิกษุและชาวพุทธต้องอพยพ หนีขึ้นไปทางธิเบต พม่า ไทย พุทธสถานที่สำคัญหลายแห่ง จึงเหลือหลักฐานน้อยมาก เพราะขาดการบำรุงรักษาต่อเนื่อง

  น่าชื่นชมคณะพระธรรมทูตไทย ที่มีปณิธานแน่วแน่ จะช่วยกันนำพระพุทธศาสนา คืนสู่แผ่นดินพุทธภูมิ  ตามที่ได้รับการบอกเล่า สมัยนายกรัฐมนตรีเนรูห์ ของอินเดีย ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ ท่านเป็นพุทธศาสนิกชน มีนโยบาย ที่จะนำพุทธศาสนากลับคืนสู่อินเดีย จึงอนุญาตให้ ประเทศต่างๆ เข้ามาสร้างวัดพุทธ ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  และวัดแรกของไทยที่นี่ คือ วัดไทยพุทธคยา และต่อๆมาจึงขยายการสร้างวัด ตามสถานที่สำคัญ เช่น วัดไทยกุสินารา(ดินแดนพุทธปรินิพาน) วัดไทยพุทธคยา(ดินแดนแห่งการตรัสรู้) วัดไทยสารนาถ(ที่แสดงปฐมเทศนา) ตลอดจน วัดไทยลุมพินีเนปาล(ดินแดนพุทธประสูติ) ฯลฯ

  ผู้เขียนสังเกตว่า วัดของประเทศอื่นๆนั้น ไม่ได้มีกิจกรรมทางศาสนา ที่เข้มแข็ง เหมือนวัดไทย วัดของบางประเทศ ก็พลอยจะร้างเสียด้วย วัดไทยกำลังหันมาก่อตั้งสถานพยาบาลกันหลายแห่ง ที่ผู้เขียนก็เห็นด้วย เพราะเป็นการช่วยเหลือมนุษยชาติอันดับแรก เรียกว่า เป็นยุทธศาสตร์ที่ชนะใจคน เมื่อการมองเห็นคุณค่าชีวิตเป็นหลัก ก็หมายได้ถึง การเป็นผู้เข้าถึงจิตใจคน และวัดไทยกุสินารา ก็เป็นวัดไทยตัวอย่างที่ดำเนินงานนี้ มาได้ดี และผู้เขียนเห็นมีป้าย และรูปของผู้นำอินเดีย ได้ให้ความสนใจ มาเยี่ยมชม และคงจะเป็นสัมพันธไมตรีที่จะเกิดขึ้น ระหว่างประเทศ ต่อไป

  นอกจากนี้ การนำพระพุทธศาสนา มาเชื่อมโยงเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ก็เป็นหนึ่งในความประทับใจ ของผู้เขียนด้วย กล่าวคือ ทุกวันพระ จะรักษาคนไข้ ที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป และ ๘ ปีลงมา ฟรีทุกคน จึงทำให้ วันพระที่ผ่านๆมา ผู้เขียน ต้องมากินข้าวช้า จนท่านเจ้าคุณ ต้องให้คนไปตาม เพราะคนไข้เยอะมากๆ เกิน ร้อยคนขึ้นไป

   อย่างน้อย คนในชุมชนกุสินารา ก็เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่าวันพระ เขามักจะเข้ามาไหว้ สถานที่สำคัญในวัด ด้วยความเคารพ อ่อนน้อม ไม่เป็นปรปักษ์ ทางด้านศาสนาแต่อย่างใด และเขาก็เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นภาคหนึ่งของพระนารายณ์

  ตนอินเดียรู้และจดจำวันพระได้แม่นยำ และมีความหมายต่อเขา วันพระ เป็นวันที่จะพาคนเจ็บไข้ ภายในบ้านมาได้หลายคน เพราะมีบุคคลได้รับการยกเว้นค่ารักษา ๘ รูปี เหมือนจะน้อยนิด(๑ บาท=๑.๒๐ รูปี) แต่การหาเงิน ๘ รูปี เพื่อบำบัดความเจ็บไข้ของคนที่นี่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

 พรุ่งนี้ เป็นวันพระสุดท้าย ที่ผู้เขียนจะได้ทำหน้าที่ ให้การรักษาพยาบาลผู้ยากไร้ที่นี่ จะตั้งใจทำให้ดีที่สุด เหมือนที่ผ่านมา และเพื่อจะได้นำบุญกุศล ในการทำสิ่งดีๆ ในวันพระนี้ มามอบเป็นพุทธบูชา ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวง์  มอบแด่คุณพ่อคุณแม่ ญาติสนิทมิตรสหาย และแก่ทุกท่านในวันพรุ่งนี้ วันอาทิตย์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๑ เป็นวันพระ ขึ้น ๑๕ ต่ำ เดือนห้า

 ผู้เขียนยังคงพักอยู่ที่อินเดีย เป็นสี่วันสุดท้าย คิดถึงกัน ก็มองจันทร์เพ็ญ ดวงเดียวกันไปก่อนนะคะ