วันนี้ได้อ่านบทความนี้แล้วสะดุดใจขึ้นมาครับ

คุยกันเรื่องธุรกิจ ... (12) อย่าให้การอบรมพนักงาน เป็นการสูญเปล่า

อ่านแล้วย้อนมองดูตัว...ดูว่าหลังอบรมตัวเองได้ทำอะไรให้แก่ตัวเองและคนรอบข้างดีขึ้นบ้างไหม

สิ่งที่ผมคิดว่าได้แน่ๆ จากการอบรม ผมใช้คำพูดนี้ไม่รู้ว่าถูกไหม คือ

การที่ได้คิดมากขึ้นจากอ่านหนังสือ, ดูหนัง, ฟังเพลง

ฟังคนอื่นพูดมากขึ้น เดิมผมฟังเพราะพูดไม่ทันคนอื่น(ฮา) แต่ใจมันอยากพูด ในหัวมันคิดแต่จะพูดอะไรต่อ ซึ่งตอนนี้ผมรู้สึกว่าความคิดนั้นน้อยลง คือ จะฟังจับเนื้อความมากขึ้น จนบางทีลืมไปว่าต้องพูดต่อ อ้าว

การเขียน รู้ได้ว่าตัวเองเขียนได้แย่มากถ้าเป็นแนวทางการหรือวิชาการเพราะมักจะแทรกอารมณ์ความรู้สึก
เข้าไปเนืองๆ จนผมต้องแก้แล้วแก้อีก เวลาทำเอกสารอะไรสักอันหนึ่ง

ปัจจุบัน กำลังทำอะไร

กำลังสนใจการบิดลูกบิด (Rubik) อยู่ครับเพราะรู้สึกว่ามันแฝงเรื่องการจัดการความรู้อยู่อย่างค่อนข้างเป็นรูปธรรม
และอยากลองดูว่าที่ไปอบรมมาทำให้ผมจากที่กลัวการบิดลูกบิดนี้มาก่อน (ประสพการณ์เลวร้ายสมัยเด็กที่บิดเป็นชั่วโมงไม่สำเร็จจนรู้สึกเกลียดกลัวจนต้องโยนทิ้ง) จะทำให้ผมทำสำเร็จได้หรือไม่ ความอยากลองมันท้าทายดีครับ ต้องดูกันต่อไป

สนใจดูหนังมากๆ
เดิมทีผมดูหนังปีละเรื่องสองเรื่องเพราะว่าเห็นว่ามันเปลืองตังและเปลืองเวลามาก กว่าจะดูจบเรื่องหนึ่งแต่เดี๋ยวนี้ผมเปลี่ยนมุมมองใหม่แล้ว ตั้งแต่ซีรี่เกาหลีที่ผ่านมาและจากการอบรม ผมพบว่าหนังมันจะแฝงอะไรที่บางทีหนังสือไม่สามารถแสดงออกมาได้และบางอย่าง บางฉากนั้นสามารถตีความได้มากมายเหมือนกับอ่านหนังสือเป็นสิบๆ หน้าเพื่อจะมาอธิบายฉากนั้นฉากเดียว ตอนนี้ผมกำลังถอดบทเรียนจากละคร "อิมซังอ๊ก" อยู่ว่า พระเอกมีอะไรดีถึงได้เป็นพ่อค้าอันดับหนึ่งของอาณาจักรโชซอน สิ่งเหล่านี้ปลูกฝังมาได้อย่างไร และหากจะปลูกฝังให้คนไทยเรามีนิสัยเหล่านี้เราจะทำได้ไหมและอย่างไร เป็นคำถามที่ผมนั่งนึกมาตั้งแต่กลับจากอบรมจนทุกวันนี้ยังตอบคำถามหลังสุดไม่ได้ชัดเจนสักที