ในช่วงหลังๆของการบรรยายKMสิ่งหนึ่งที่ผมจะได้เสนอให้หน่วยงานต่างๆที่ผมไปบรรยายได้จัดทำบัญชีขึ้นมาในหน่วยงานคือบัญชีความสุขหรือบัญชีแห่งความสำเร็จหรือแฟ้มงานแห่งความสำเร็จ รวมทั้งที่โรงพยาบาลบ้านตากเองก็ได้ให้เริ่มทำบัญชีความสุขขึ้นมาด้วย

             ในการทำงานของเรา ส่วนใหญ่เราจะคุ้นเคยกับการบันทึกข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาดหรือปัญหากันทั้งนั้น อ่านเมื่อไรก็ทุกข์ ผมก็ขอเรียกว่าบัญชีความทุกข์ ที่เห็นได้ชัดอันหนึ่งหลังจากที่เราทำเรื่องคุณภาพ HAกันมาก็คือ เรามีบัญชีความเสี่ยง (Risk profiles)กันทุกแผนก บัญชีความเสี่ยงก็เป็นบัญชีความทุกข์ประเภทหนึ่ง ที่จะช่วยให้เรานำเอาความทุกข์นั้นมาวิเคราะห์ มาหาสาเหตุ หาวิธีทางแก้เพื่อปรับปรุงงานของเราไม่ให้เกิดข้อบกพร่องขึ้นที่เราคุ้นชินกันดีโดยการทำ CQI

              ทั้งทุกข์และสุขให้ความรู้ใหม่ได้ทั้งนั้น ถ้าเราเรียนรู้จากมัน การเรียนรู้จากทุกข์จากข้อผิดพลาดก็เป็นบทเรียนหรือLesson learned การเรียนรู้จากสุขก็คือการนำเอาความสำเร็จออกมาถอดสกัดความรู้ออกมา ที่เรียกว่าการจัดการความรู้ แต่ทั้งบทเรียนจากความผิดพลาดและถอดความรู้จากความสุขก็เป็นการจัดการความรู้ได้เหมือนกัน แต่ผมอยากเน้นให้เริ่มต้นที่การถอดเอาความรู้จากความสุขมากกว่า

                ทำไมผมจึงเสนอแบบนี้ ก็เพราะว่าเราเคยชินกับการนำเอาความทุกข์ความผิดพลาดมาแก้ไขกันนานแล้ว ด้วยกระบวนการต่างๆทั้งการทำCQIและการทำวิจัย แต่ในหลายหน่วยงานก็ไม่ประสบความสำเร้จมากนัก เพราะการเริ่มจากปัญหานั้น ยิ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดด้วยแล้ว ขณะที่รวมกลุ่มกันเพื่อแก้ปัญหา มักจะพบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องหรือทำให้เกิดปัญหาก็มักจะปกป้องตัวเอง ส่วนคนอื่นที่ร่วมอภิปรายด้วยก็มักมองว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ กลายเป็นเหมือนการตำหนิกัน ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ค่อยตรงสาเหตุที่แท้จริงนักเพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดซ่อนเร้นในใจ(Hidden Agenda)

               ด้วยเหตุนี้แนวคิดการจัดการความรู้ยุคใหม่จึงต้องเปลี่ยนจุดเริ่มต้น โดยให้ไปใช้จุดเริ่มต้นที่ความสำเร็จหรือคำชื่นชมก่อน เพราะเมื่อพูดเรื่องความสำเร็จเจ้าของเรื่องก็จะพูดได้อย่างภาคภูมิใจ เต็มใจพูดเพราะไม่ต้องกลัวถูกตำหนิ ในขณะที่ผู้ที่เข้าร่วมฟังก็จะไม่สามารถไปตำหนิเขาได้ ก็จะมีแต่การชื่นชมในสิ่งที่เขาทำได้ บรรยากาศในการสร้างความรู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็จะดี ทำให้คนอยากมารวมกลุ่มกัน อยากมาพบกัน

               ดังนั้น ความรู้จึงเกิดได้จาก 2 ทางใหญ่ๆคือจากการวิจัยที่เริ่มจากทุกข์หรือปัญหา กับจากการจัดการความรู้ที่เริ่มจากสุขหรือความสำเร็จ และในโลกยุคที่ 2 นี้จะต่างจากยุคที่ 1 ที่ความรู้สร้างจากผู้เชี่ยวชาญโดยประบวนการวิจัยจากปัญหาที่ตั้งไว้แล้วสรุปเป็นองค์ความรู้ เข้ามาสู่ยุคที่ 2 ที่ผู้ปฏิบัติจะเป็นผู้สรางความรู้เองโดยเน้นการนำเอาวิธีการปฏิบัติงานที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาเป็นความรู้ที่แลกเปลี่ยนถ่ายทอดให้กันและกัน

               เมื่อวันที่ 2 หลังจากผมบรรยายKMที่สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์จบ ทางท่านผอ.สถาบันฯก็ได้มอบสมุดบัญชีสะสมความสุขให้ผมมา 1 เล่ม โดยมีข้อเตือนใจว่าโปรดใช้ทุกวัน ผมเปิดดูแล้วก็นำมาประยุกต์เป็นบัญชีความสำเร็จของหน่วยงานได้พร้อมกับได้พัดคลายเมื่อยและหนังสือมาอีก 1 เล่ม

                ก็หวังว่าทุกหน่วยงานคงจะได้เริ่มต้นจัดทำบัญชีความสุข(Success story profiles)กันนะครับ ส่วนของโรงพยาบาลบ้านตากได้ตกลงให้ใช้ด้านหลังของสมุดบัญชีความเสี่ยงเป็นสมุดบัญชีความสุขครับ จะได้อยู่เล่มเดียวกันเลย เพราะทุกข์สุขในชีวิตคนก็อยู่ที่เดียวกันนั่นแหละ ทุกข์ก็คือสุขน้อย สุขก็คือทุกข์น้อยนั่นเอง

                 หากเราทำคุณภาพตามแนวทางHA เวลาเราทำแบบประเมินตนเอง ในส่วนที่ 1.คือรู้จักตนเอง ในส่วนที่ 2 คือรู้จักความสำเร็จของตนเอง เราก็จะได้นำเอาบัญชีความสุขมาเขียนได้เลยไม่ต้องมัวนั่งนึกใหม่ ในส่วนที่ 3 ก็เอาบัญชีความเสี่ยงที่ยังไม่ได้แก้หรือยังแก้ไม่ได้มาใส่เพื่อเป็นโอกาสในการพัมนาได้